Inventions That Changed the World

อิคุมัตสึ จากอาชีพเกอิชา สู่ภรรยาของผู้นำรัฐบาล


ที่มาของภาพ https://alchetron.com/Kido-Takayoshi-1161008-W

ปกติแล้วสตรีชาวญี่ปุ่นแทบจะไม่มีชื่อปรากฏในบันทึกประวัติศาสตร์ชาติเท่าไรนัก โดยเฉพาะบุคคลสามัญ หรือแม้ว่าจะเป็นภรรยาของบุคคลสำคัญระดับประเทศ เพราะด้วยลักษณะทางสังคมที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงออกมาทำงานเบื้องหน้าเหมือนผู้ชาย แต่มีหน้าที่หลักคือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แม้ว่าระยะหลังการเขียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแบบทางการ จะให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากขึ้นก็ตาม แต่ก็เป็นช่วงหลังของศตวรรษที่ 19 มาแล้ว

แต่ก็มีหญิงงามใจกล้าคนหนึ่งที่มีพื้นเพเป็นหญิงเกอิชา ที่โดยปกติแล้ว แทบไม่ได้รับความสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่เธอกลับมีชื่อปรากฏให้คนรุ่นหลังได้รู้จักต่อมา เรื่องของเธอแม้ว่าจะเป็นบทบาทเล็กๆ แต่ก็ถือว่า เป็นเรื่องราวความรัก ความกล้าหาญ และความภักดีที่น่าสรรเสริญยิ่งนัก

คิโดะ มัตสึโกะ (อิคุมัตสึ) มีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1843-1886 เธอเป็นภรรยาของ คัตสึระ โคโกโร่ หรือ คิโดะ ทากาโยชิ หนึ่งในสามซามูไรที่เป็นผู้นำของรัฐบาลปฏิรูป

ชายหญิงทั้งสองคนแทบจะอยู่กันคนละโลก ทั้งสถานะทางสังคม การใช้ชีวิต บุคลิกนิสัยก็แตกต่างกันมาก แต่ทั้งสองกลับสานสัมพันธ์รัก จนกระทั่งแต่งงานอยู่กันกันฉันสามีภรรยาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นคู่แรกๆ หลังจากการปฏิรูปเมจิได้ และมัตสึโกะ หรืออิคุมัตสึ ยังเป็นหญิงสาวเกอิชาคนแรก ที่ได้กลายเป็นภรรยาของผู้นำรัฐบาลอีกด้วย

อิคุมัตสึ เข้ามาทำงานเป็นเกอิชาตั้งแต่อายุยังน้อย เธอมีชื่อเสียงว่าเป็นหญิงงามอันดับต้นๆ มีนิสัยร่าเริง งานของเธอคือ การทำหน้าที่มอบความบันเทิงให้ผู้ชายที่เข้ามาพักผ่อน ด้วยความงาม และการเล่นดนตรี เธอทำงานประจำอยู่ที่เรียวคังแห่งหนึ่งในเมืองเกียวโต ซึ่งในระหว่างนั้น สถานการณ์บ้านเมืองในญี่ปุ่นกำลังวุ่นวายมาก จากการลุกฮือขึ้นมาของซามูไรหัวรุนแรงจากโจชู พวกเขาชูแนวคิดแบบ ซนโน-โจอิ หรือ เชิดชูองค์จักรพรรดิ ขับไล่คนเถื่อน (คนตะวันตก)

คัตสึระ โคโกโระ เป็นซามูไรหนุ่มที่เป็นแกนนำคนสำคัญของโจชู เขามีความสามารถเชิงดาบ รอบรู้ทั้งวิชาการทหารและการเมือง การเจรจา บุคลิกสุขุมเยือกเย็น เขากับพวกซามูไรโจชูมักจะเข้ามาพักผ่อนที่เรียวคังที่อิคุมัตสึทำงานอยู่ โดยใช้เป็นฐานที่มั่นสำหรับวางแผนโค่นล้มรัฐบาลบากุฝุอย่างลับๆ ในช่วงนั้นเอง คัตสึระก็ได้พบกับอิคุมัตสึ และกลายเป็นลูกค้าประจำของเธอ

คัตสึระเป็นหนึ่งในคนที่ทางการหมายหัวจะเอาชีวิตเป็นอันดับต้นๆ เขาต้องหนีเอาตัวรอดหลายครั้ง ทำทุกอย่างไม่ว่าจะปลอมแปลงตัวเป็นผู้หญิง หรือขอทานซอมซ่อก็ยอม จนใครๆ เรียกเขาอย่างดูแคลนว่าคัตสึระจอมหนี

ในระหว่าง ค.ศ. 1864 คัตสึระได้เข้ามาพักผ่อนอยู่กับอิคุมัตสึ แต่เวลานั้นสถานการณ์ในเกียวโตกำลังวุ่นวายมาก พวกตำรวจของบากุฝุ เช่นกลุ่มชินเซ็งงุมิ ได้ออกตามล่าคนของฝ่ายปฏิรูปเพื่อสังหารทิ้ง เมื่อคนของทางการเข้ามาตรวจสอบที่เรียวคัง เพื่อค้นหาตัวคัตสึระ เธอก็ถ่วงเวลาคนเหล่านั้นเอาไว้ เพื่อเปิดโอกาสให้คัตสึระปีนหนีออกไปทางหน้าต่างชั้นบน แล้วขึ้นหลังคาหนีรอดไปได้

หลังจากนั้นราว 5 วันถัดมา คัตสึระไปหลบซ่อนตัวอยู่ริมแม่น้ำที่ใต้สะพานนิโจ เธอก็ลอบไปหาเขาในยามวิกาล เพื่อนำข้าวปั้นไปให้เป็นเสบียง เธอยังช่วยนำสบู่และข้าวของอื่นๆ ที่จำเป็นไปให้เขาอีกหลายครั้ง โดยไม่กลัวอันตราย สุดท้าย คัตสึระก็หลบหนีออกจากเมือง แล้วหลบหนีไปตั้งหลักได้ ระหว่างนั้นคัตสึระได้เปลี่ยนชื่อ ปลอมแปลงตัวไปกบดานอยู่ในร้านขายของชำร่วยในชนบท


เรียวคังที่เป็นฐานที่มั่นของคัตสึระกับซามูไรจากโจชู และยังเป็นรังรักที่เขาได้พบกับอิคุมัตสึ  ที่มาของภาพ

ต่อมาสถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อโจชูได้ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง ด้านคัตสึระก็ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของโจชู เข้าทำสัญญาเป็นพันธมิตรลับๆ กับแคว้นซัตสึมะที่นำโดย ไซโก ทากาโมริ สถานการณ์จึงพลิกโฉมหน้าไป สุดท้ายคณะปฏิรูปก็เป็นฝ่ายชนะ ได้ก่อตั้งรัฐบาลใหม่สำเร็จ

คัตสึระได้เปลี่ยนชื่อเป็น คิโดะ ทากาโยชิ เขากลายเป็นหนึ่งในสามผู้มีอำนาจสูงสุดของรัฐบาลเมจิ แม้ว่าจะมีตำแหน่งสูงส่ง เขาก็ยังไม่ลืมความรักและหนี้บุญคุณที่เคยได้รับจากอิคุมัตสึเลย แต่การแต่งงานกับเกอิชานั้น แทบจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมญี่ปุ่น โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสถานะของเขาในเวลานั้น ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในผู้นำรัฐบาล แต่เขาก็ยืนกรานที่จะแต่งงานให้ได้ จึงวางแผนให้เธอไปเป็นลูกบุญธรรมของตระกูลซามูไร เพื่อจะสามารถแต่งงานกับเขาได้ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น คิโดะ มัตสึโกะ

จึงอาจกล่าวได้ว่า คิโดะ มัตสึโกะ คือ เกอิชาคนแรกที่ได้แต่งงานกับบุคคลระดับผู้นำรัฐบาลญี่ปุ่น


ที่มาของภาพ 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Book
Marius B. Jansen (1971). Sakamoto Ryoma and the Meiji Restoration, Stanford. Stanford University Press.
Website
http://www.kyotoguesthouses.com/guesthousedyn.php?GH_ID=56