Inventions That Changed the World

THE PARADOGS พลร่มสุนัขขย้ำนาซี

ในประวัติศาสตร์การทำสงครามของมนุษย์ตั้งแต่ยุคโบราณ “สุนัข” เป็นหนึ่งในสัตว์ที่มนุษย์นำมาใช้ในการร่วมรบ ประวัติการรบของสุนัขในสนามรบที่เริ่มมีหลักฐานการบันทึกเรื่องราวเอาไว้นั่นคือ การรบระหว่างชาวลีเดียและซิมเมอเรียน 600 ปีก่อนคริสตกาล นอกจากนี้อารยธรรมที่สำคัญทั้ง โรมัน กรีก อียิปต์ เปอร์เซีย ก็ล้วนแล้วแต่มีการนำสุนัขมาใช้ในการรบทั้งสิ้น ด้วยความว่องไวและปราดเปรียว พร้อมทั้งคมเขี้ยวที่สามารถกัดขย้ำเนื้อหนังของทหารศัตรู หรือกับสัตว์ที่เป็นพาหนะอย่างม้า มันจึงเป็นเครื่องจักรสงครามสี่ขามีชีวิตที่อันตรายมากในสนามรบ และเหนือสิ่งอื่นใดความภักดีต่อเจ้านายคือสิ่งที่ไว้วางใจในตัวมันได้เสมอ


ทหารพลร่มกับสุนัขคู่หูขณะเตรียมพร้อมก่อนออกปฏิบัติการ ที่มาของภาพ

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งฝ่ายพันธมิตรและอักษะมีการนำสุนัขหลากหลายสายพันธุ์มาใช้งานในการรบ มนุษย์ใช้ประโยชน์จากประสาทสัมผัสในการดมกลิ่นที่ยอดเยี่ยมของสุนัข โดยเฉพาะการกู้และเคลียร์สนามทุ่นระเบิดของเหล่าทหารช่าง นอกเหนือจากการใช้อุปกรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตรวจหาทุ่นระเบิดแล้ว สุนัขยังมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการรับหน้าที่นี้ มันสามารถดมหาทุ่นระเบิดที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินได้เฉกเช่นอุปกรณ์ตรวจหาทุ่นระเบิด นอกจากนี้สุนัขยังมีความสามารถในการแจ้งเตือนการลักลอบเข้ามาของทหารข้าศึก หรือทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าระวังแนวรบเคียงข้างทหารราบในแนวหน้าอีกด้วย


ทหารช่างอังกฤษและสุนัขในการค้นหาทุ่นระเบิดที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน ที่มาของภาพ 

กองทัพอังกฤษหนึ่งในชาติสำคัญของฝ่ายพันธมิตร เป็นหนึ่งในกองทัพที่มีการใช้งานสุนัข จากประสาทสัมผัสของมัน แต่มีทหารบางหน่วยของกองทัพอังกฤษสามารถนำเพื่อนสี่ขาของมนุษย์ไปใช้ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร และเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันเป็นการนำแนวความคิดที่ค่อนข้างจะถูกรุมประณามแน่ๆ จากเหล่าบรรดาผู้รักสุนัขทั้งหลาย นั่นก็คือ การนำสุนัขกระโดดร่มลงมาสู่พื้นที่เป้าหมายในสนามรบ


ทหารอังกฤษกำลังฝึกสุนัขให้คุ้นเคยกับร่มบนหลังของมัน ที่มาของภาพ 

กองพันทหารพลร่มที่ 13 แลงคาสเชอร์ พวกเขาคือหนึ่งในหน่วยทหารพลร่มของกองทัพอังกฤษที่ถูกฝึกปรืออย่างหนัก เพื่อการบุกครั้งสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตรในการบุกทะลวงกำแพงแอตแลนติกของเยอรมันในวันดีเดย์ D-DAY นอกจากทหารหนุ่มจากทั่วทุกมุมของเมืองแลงคาสเชอร์ที่ถูกฝึกเพื่อจู่โจมทหารเยอรมันแล้ว อีกหนึ่งกำลังรบของหน่วยที่ถูกนำมาเพื่อใช้จัดการทหารเยอรมันนั่นก็คือ เหล่าบรรดาเจ้าตูบที่ชาวเมืองแลงคาสเชอร์ร่วมกันนำพวกมันไปรับใช้ชาติ ตามคำร้องขอของกองทัพอังกฤษ สุนัขหลากหลายสายพันธุ์ได้รับการคัดเลือกอย่างพิถีพิถัน พวกเขานำพาเฉพาะสุนัขที่มีลักษณะ และความสามารถที่เป็นประโยชน์ในการช่วยราชการสนามรบไปใช้ เพราะมะหมาเหล่านี้พวกมันไม่ได้ถูกจูงเข้าสู่สนามรบเหมือนสุนัขสงครามทั่วๆ ไป แต่มันต้องเหินฟ้าลงมาจากเครื่องบิน


สุนัขตัวหนึ่งขณะกำลอยลงมาสู่พื้นดินในภารกิจการฝึกกระโดดร่มจริง ที่มาของภาพ

การฝึกพลร่มเจ้าตูบเหล่านี้ดำเนินไปอย่างทรหดไม่แพ้มนุษย์เช่นกัน สุนัขที่ถูกคัดเลือกเข้าสู่หน่วยพลร่ม 13 เริ่มทำการฝึกด้วยการนำไปนั่งอยู่บนเครื่องบินลำเลียง ซึ่งทะยานเหินฟ้านานนับชั่วโมงเป็นเวลาหลายวัน วิธีนี้ก็เพื่อให้สุนัขทุกตัวเริ่มชินกับความสูง และปรับร่างกายของมันให้พร้อมกับการบิน รวมทั้งยังเป็นการฝึกให้สุนัขชินกับเสียงกระหึ่มของเครื่องบิน ที่พวกมันจะต้องนั่งฟังนานนับชั่วโมงตอนเดินทางไปสู่ที่หมาย สุนัขหลายตัวตื่นกลัวกับการนั่งบนเครื่องบิน เพราะมันไม่ใช่เครื่องบินโดยสารที่มีห้องสัมภาระปิดทึบพร้อมอาหารและน้ำให้มันกินไประหว่างทาง แต่มันคือเครื่องบินลำเลียงพลของทหารที่มีแต่กลิ่นน้ำมันกับเสียงกระหึ่มอันหนวกหูของใบพัดเครื่องบิน


ภาพถ่าย เจ้าบิง (ขวา) และเพื่อนของมัน เจ้ามอนตี้ (ซ้าย) พร้อมด้วยทหารพลร่มที่ดูแลชื่อ สิบโทอารอน วัตสัน ที่มาของภาพ 

นอกจากการฝึกให้ชินกับการนั่งอยู่บนเครื่องบินลำเลียง สุนัขพลร่มเหล่านี้ ยังถูกฝึกขั้นตอนพื้นฐานในการดมกลิ่นหาวัตถุระเบิด ดินปืน หรือกลิ่นของปืนชนิดต่างๆ ทั้งของฝ่ายสัมพันธมิตรและเยอรมัน พวกมันยังถูกฝึกในการกัดขย้ำทหารข้าศึกตามแบบสุนัขสงคราม การฝึกเหล่านี้จะเป็นสิ่งเอื้อประโยชน์ และส่งผลสำคัญอย่างมากแก่กองกำลังภาคพื้นดินในการทำการรุกผ่านพื้นที่แนวตั้งรับของฝ่ายเยอรมัน

เป็นเวลากว่าสองเดือนที่พวกมันถูกฝึกร่วมกันกับทหารพลร่ม และแล้วก็มาถึงการฝึกที่สำคัญของพลร่มเจ้าตูบเหล่านี้ นั่นก็คือ การฝึกกระโดดร่ม 2 เมษายน 1944 สุนัขทุกตัวถูกงดให้อาหารและน้ำก่อนการกระโดดร่ม สุนัขแต่ละตัวไม่ได้กระโดดลงไปโดยที่ลำตัวยึดติดอยู่กับทหารพลร่ม แต่มันถูกใส่ร่มติดอยู่บนแผ่นหลังของแต่ละตัว และต้องกระโดดออกไปทีละตัว โดยมีทหารพลร่มที่ทำหน้าที่ดูแลสุนัขแต่ละตัวจะกระโดดร่มออกไปก่อน และจะมีเจ้าหน้าที่บนเครื่องส่งเจ้าตูบกระโดดตามไป สิบโทเคน ไบเล่ หนึ่งในทหารพลร่มของกองพัน 13 บันทึกการโดดร่มครั้งแรกระหว่างเขากับพลร่มตูบคู่หูของเขา โดยบรรยายว่า พลร่มตูบคู่หูของเขากระโดดร่มตามกันลงไป เมื่อร่มของเขากางออก เขามองออกไปหาคู่หูของเขา เจ้ารานี สุนัขอัลเซเชี่ยนเพศเมีย ซึ่งร่มของมันอยู่ห่างจากเขาไป 30 หลา ด้วยความเป็นห่วงใย เขาพยายามตะโกนเรียกมันอย่างสุดเสียง เจ้ารานี ได้ยินเสียงเรียกของเจ้านายของมัน มันพยายามหันมามองตามเสียงที่เรียก มันมองจ้องกลับมาที่ผู้หมู่ไบเล่ ด้วยท่าทางที่ไม่ได้กังวลหรือตื่นกลัวอะไรเลย

และแล้ววันที่พวกเขารอคอยก็มาถึง กองพันพลร่มที่ 13 ถูกกำหนดให้ออกเดินทางในช่วงเวลา 23นาฬิกา 30 นาที และมุ่งตรงสู่จุดส่งลงหรือ Drop Zone ในเวลาประมาณ 1 นาฬิกา 30 นาที เครื่องบินแต่ละลำบรรทุกพลร่มที่มีทั้งคนและหมาอยู่ในนั้น เมื่อถึงเวลาที่กำหนด พวกเขาทะยานเหินฟ้าสู่ท้องฟ้าอันมืดมิดข้ามช่องแคบอังกฤษไปสู่ฝรั่งเศส ในคืนนั้น ทั้งคนและสุนัขพวกเขามีโชคชะตาร่วมกันนั่นก็คือ การเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติในการการทำสงคราม จากเวลานานพอสมควรที่พวกเขาฝึกใช้ชีวิตร่วมกัน ฝึกให้เข้าใจซึ่งกันและกัน แต่นับจากนี้ไป สองขากับสี่ขากับใจที่รวมกันเป็นหนึ่งเดียวจะร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันในสนามรบ

และแล้วเส้นทางสู่สนามรบของพวกเขาก็เริ่มต้นขึ้น ทันทีที่ฝูงเครื่องบินลำเลียงพลบินกระหึ่มอยู่เหนือฝรั่งเศส ปืนต่อสู้อากาศยานนานาชนิดที่กองกำลังเยอรมันบนพื้นดินมี ถูกระดมยิงขึ้นอย่างหนัก แสงของวิถีกระสุนปืนต่อสู้อากาศยานพุ่งขึ้นไปเป็นแนวยาวจากพื้น รวมทั้งแรงระเบิดจากกระสุนปืนต่อสู้อากาศยานที่ตั้งเอาไว้ให้ระเบิดที่ระดับความสูงเดียวกันกับของเครื่องบิน เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหว และแรงสั่นสะเทือนมันเขย่าเครื่องบินให้สั่นไปมาทั้งลำ รวมทั้งแตกสะเก็ดใส่เครื่องบินอีกด้วย ความสับสนอลหม่านบนเครื่องบินเริ่มขึ้น สุนัขหลายตัวเริ่มมีอาการตื่นกลัว และส่งเสียงเห่า พวกมันถูกฝึกมาให้กระโดดร่มออกจากเครื่องบิน แต่ไม่ได้ถูกฝึกมาให้กระโดดร่มโดยที่เครื่องบินถูกระดมยิงแบบนี้


หุ่นจำลอง เจ้าบิง หนึ่งในสุนัขพลร่มที่รับใช้กองทัพอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่มาของภาพ 


การกระโดดร่มภายใต้การระดมยิงจากข้าศึกเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว เมื่อไฟสัญญาณบนเครื่องเป็นสีเขียว ทหารพลร่มทุกคนพากันต่อแถวกระโดดออกไปจากเครื่องบินอย่างรวดเร็ว รวมทั้งเจ้าพลร่มสี่ขาเหล่านี้ด้วย สุนัขตัวหนึ่งที่ชื่อ บิง กระโดดร่มลงมาจากเครื่องบิน มันร่อนลงสู่ต้นไม้ที่อยู่เบื้องล่าง และห้อยอยู่บนนั้นกว่าสองชั่วโมง จนมีทหารพลร่มไปพบเข้า ปรากฏว่าเจ้าบิงบาดเจ็บจากการถูกสะเก็ดกระสุนปืนครกที่ใบหน้าของมัน จากการระดมยิงของทหารเยอรมัน ขณะที่เจ้ารานี สุนัขคู่หูของผู้หมู่ไบเล่ ไม่ได้โชคดีเหมือนเจ้าบิง ไม่มีใครพบเห็นเจ้ารานีอีกเลย นับตั้งแต่มันกระโดดออกจากเครื่องบิน

เจ้าบิงถูกนำตัวไปรักษา และกลับมาทำหน้าที่ของสุนัขรักชาติต่อไป มันพิสูจน์คุณค่าของความเป็นสุนัขสงครามได้อย่างดีเยี่ยมในทุกๆ ภารกิจ ที่มันได้รับมอบหมาย บ่อยครั้งที่มันสามารถตรวจหาวัตถุระเบิด หรือทุ่นระเบิดที่ถูกฝังอยู่ในดิน หรือแม้กระทั่งกับดักต่างๆ ที่มีระเบิดซุกซ่อนอยู่ภายใน มันช่วยชีวิตทหารพลร่มอังกฤษเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า จากความสามารถตามสัญชาตญาณของมัน นอกจากการกระโดดร่มร่วมในการบุกในวันดีเดย์แล้ว พลร่มสี่ขาเหล่านี้ ยังมีส่วนร่วมในการจู่โจมทางอากาศด้วยการกระโดดร่มเข้าไปในดินแดนเยอรมันอีกด้วย


Dicken Medal เหรียญที่กองทัพอังกฤษมอบให้กับสัตว์ที่รับใช้กองทัพฯ เพื่อเชิดชูเกียรติจากภารกิจรับใช้ชาติของมัน ที่มาของภาพ 

เจ้าบิง รับใช้ชาติจนสิ้นสุดสงคราม มันได้รับเหรียญดิกกิ้น Dicken Medal อันเป็นเหรียญที่กองทัพอังกฤษมอบให้กับสัตว์ที่รับใช้กองทัพอังกฤษ เพื่อเชิดชูเกียรติจากภารกิจการรับใช้ชาติของมัน เจ้าบิงเสียชีวิตในปี 1955 ศพของมันถูกฝังอยู่ในสุสานทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน เคียงข้างกับเพื่อนๆ สัตว์ทุกชนิดทุกสายพันธุ์ที่เคยรับใช้ชาติเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://www.spiegel.de/international/zeitgeist/the-parachuting-dogs-of-the-british-army-in-world-war-ii-a-939002.html
Website : http://thechive.com/2014/09/15/world-war-2-paradogs-and-squadron-dog-mascots-53-photos/
Website : http://abcnews.go.com/International/britains-luftwoofe-heroic-paradogs-world-war-ii/story?id=21344669
Website : http://www.gypsydogops.com/?p=5105
Website : http://para-rigger.posthaven.com/britains-luftwoofe-dot-dot-dot-heroic-paradogs-dogs-of-world-war-ii