World Clvilization

จูโน เทพีแห่งเดือนมิถุนายน

เดือนมิถุนายน-เดือนที่หกของปฏิทินสุริยคติ เวลาไวจริงๆ เหมือนเพิ่งเห็นภาพที่เราฉลองปีใหม่กันไปแป๊บๆ เดือนมิถุนายนก็ผ่านเข้ามาทักทายเสียแล้ว เดือนนี้เห็นจะเป็นเดือนสุดท้ายที่มีเทพประจำเดือน เดือนหน้า กรกฎาคมเป็นเดือนของจูเลียส ซีซาร์ คนสำคัญในประวัติศาสตร์โรมัน ส่วนสิงหาคม เป็นเดือนของออกัสตุส ซีซาร์ จักรพรรดิองค์แรกของโรมันเช่นกัน ส่วนเดือนที่เหลือนอกนั้นเป็นการนับเดือนตามลำดับธรรมดา ด้วยเหตุนี้ผมจะสรรหาเรื่องเกี่ยวกับเทพอื่นๆ มาเล่าได้อย่างอิสระแล้วละ

กลับมาที่เดือนมิถุนายน ในปฏิทินโรมัน..มิถุนายนคือ จูน June ชื่อเดือนนี้ ตั้งตามเทพีผู้ยิ่งใหญ่ ราชินีแห่งทวยเทพ...จูโน Juno ตลอดเดือนมิถุนายน และวันแรกของแต่ละเดือนในปฏิทินโรมันจะนับเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ของเธอ

จูโนคือใคร...

ตอบว่า จูโน เป็นมเหสีของ จูปีเตอร์ หรือ ซูส ในภาคกรีก ดังนั้น จูโนจะเป็นใครไปได้ล่ะ ถ้าไม่ใช่ เฮรา ในภาคกรีก


จูปีเตอร์และจูโน โดย เจมส์ แบรี่

ทว่า ในโรมัน จูโนมีสถานภาพที่สำคัญยิ่ง เธอเป็นหนึ่งในไตรเทพผู้มีความสำคัญกับโรมร่วมกับมิเนอร์วา (อธีนา) และจูปีเตอร์ (ซูส) สามเทพหลักของโรม ประชาชนโรมทั้งหลายเชื่อว่า เธอปกป้องผู้หญิงในชีวิตแต่งงานและการคลอดบุตร จูโนมีฉายาแตกสาขาไปอีกมากมาย ล้วนเกี่ยวข้องกับด้านนี้ทั้งนั้น โดยปกติรูปเคารพของเธอมักอยู่ในรูปร่างผู้หญิงสวย สูง สวมมงกุฎ (บางทีก็เป็นมงกุฎดอกลิลลี่และดอกกุหลาบ ถือคทาในมือ มักมีนกยูงอยู่เคียงข้าง หรือทรงราชรถทองลากด้วยนกยูง-นกศักดิ์สิทธิ์ประจำตัว) และเนื่องจากชาวโรมันคิดกันว่า จูโนเป็นเทพีแห่งการแต่งงาน เดือนนี้จึงเป็นเดือนโชคดีที่สุดที่จะแต่งงาน พลเมืองโรมันมักบนบานศาลกล่าว ขอให้จูโนอวยพรแก่งานแต่งงานที่จะจัดขึ้นเสมอ จนเชื่อกันอีกว่า ที่ใดที่เธอเข้าร่วมงานด้วย จะส่งเทพีไอริส (รุ้ง) ให้เทพีไอริชประกาศข่าวว่าเธอจะมาก่อน ไอริสจะเดินทางผ่านฟากฟ้ามาอย่างว่องไวไม่มีใครเห็นตัว รู้เพียงแต่ว่า เมื่อไอริสผ่าน เธอจะทิ้งรอยทางเป็นรุ้งจากสีเสื้อผ้าของเธอไว้เบื้องหลัง

ฟังดูเหมือนจูโนจะเป็นเทพีที่ใจดีมีเมตตานะครับ แต่...ผิดถนัด...ไม่ใช่เลย เธอเป็นเทพีที่...ใครดีจะดีตอบ ใครชอบก็ตอบแทน ใครร้ายก็ร้ายแสน ให้เหมือนแม้นที่ทำมา..อย่างนั้นทีเดียว จูโนในภาคโรมันจึงพิเศษกว่าภาคที่เป็นเฮรา จึงไม่น่าแปลกใจว่า บางที่อาจเห็นรูปประติมากรรมทรงเครื่องนักรบ ซึ่งตรงข้ามกับเฮราในภาคกรีก เครื่องทรงนักรบนั้นคือ สวมเสื้อหนังแพะ ถือหอก และโล่ เชื่อกันว่า มีความสามารถที่จะขว้างสายฟ้าเช่นเดียวกับสวามีด้วย

จูโนจะร้ายเป็นพิเศษกับพวกที่ร้ายกับเธอ และไม่ยอมให้อภัยง่ายๆ เสียด้วย พวกที่ถือว่าร้ายสำหรับเธอก็คือ คนที่ดูถูกดูแคลน และคนที่แย่งความรักจากสวามีเธอไป ประการหลังนี่ละที่เป็นเหตุตอบคำถามว่า ทำไมตำนานเกี่ยวกับจูโนไม่ค่อยมีเรื่องดีๆ สักเท่าไหร่


การตัดสินของเจ้าชายปารีสว่าใครเป็นผู้งามที่สุด ระหว่าง จูโน มิเนอร์วาและวีนัส โดย รูเบนส์

จูโนจะแสดงความหึงหวงชนิดลือลั่นสนั่นโลก เพราะสวามีชอบมีอีหนูมากหน้า เธอตามล้างตามเช็ดสนมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น คาลิสโต ไอโอ หรือยูโรปา (สามคนนี่เป็นมนุษย์ และเป็นสนมคนดังกว่าสนมอื่นๆ และโดนฤทธิ์ลมเพชรหึงของจูโนจนน่าสงสาร) ถึงนางๆ เหล่านี้จะมีลูกชายถวายซูส แต่ส่วนใหญ่ลูกชายก็มักไม่มีฤทธิ์ดลบันดาลเหมือนพระบิดา เลยช่วยพระมารดาไม่ค่อยจะได้ ส่วนพวกที่เป็นเทพีชั้นรองๆ แม้ไม่รอดจากความหึงหวงของเจ้าแม่ แต่หากมีลูกชายหรือลูกสาวที่มีฤทธิ์บันดาลดล นั่นถึงจะมีสิทธิ์ช่วยแม่ได้ เช่น อพอลโล และอาร์เทมิส หรือไดโอนีซัส เป็นตัวอย่าง

จะเป็นด้วยแรงหึงบวกกับแรงริษยาที่เธอมีโอรสไม่ได้ดังใจพระบิดา หรือไม่? โอรสของจูโนคนหนึ่งคือ มาร์ส์ ผู้ชอบทำสงครามและหาเรื่องระราน กับอีกคนหนึ่งคือ วัลแคน เทพพิการไม่สมประกอบ (แม้ว่าจะเก่งด้านการช่างชนิดหาใครเทียบไม่ได้) ด้วยเหตุนี้เธอจึงพาลเกลียดบรรดาสาวๆ ของสวามี เลยไปถึงลูกๆ ของนางเหล่านั้นด้วย

แต่ก็ใช่ว่าจูโนจะไม่มีภาคดีเหลืออยู่ นั่นก็ไม่ใกล้เคียงความเป็นเทพผู้สูงส่ง หากยกเว้นเรื่องของจูปีเตอร์เสียแล้ว จูโนยังมีภาคดีเหลืออยู่บ้าง อย่างเช่นในเรื่องการผจญภัยไปเอาขนแกะทองคำของเจสันนั่นไง....

เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ที่เมือง (Iolchus) เอสันราชาแห่งเมืองนั้นถูกเพลีอัส (Pelias) พระญาติชิงบัลลังก์ ต้องระหกระเหินจากบ้านเมืองไปพร้อมพระโอรสเจสัน แต่เอสันเป็นห่วงพระโอรสน้อยว่าสักวันจะต้องถูกเพลิอัสฆ่า จึงจัดการส่งเจสันไปอยู่กับเซนทอร์ไครอน บรมครู เพื่อให้เซนทอร์ตัวนั้นสอนสั่งและคุ้มครอง

เจสันเติบใหญ่ใต้เงาของไครอน เซนทอร์ตนนั้นเห็นว่าสมควรแก่เวลาจึงเล่าเรื่องพระบิดาและราชบัลลังก์ให้ฟัง เจสันพอรู้เรื่องก็รีบออกเดินทางไปทวงบัลลังก์คืน เขาออกเดินทางไปราชสำนักของเพลีอัส เมื่อเดินทางถึงลำธารที่น้ำไหลเชี่ยวกรากสายหนึ่ง ปรากฏว่าเขาเห็นหญิงชราผู้หนึ่งนั่งหมดอาลัยอยู่ริมฝั่ง ทำท่าเหมือนหมดปัญญาจะข้ามธารน้ำที่ไหลบ่า เจสันเลยให้ความช่วยเหลือโดยให้นางขี่หลังเขาเอง แล้วพาข้ามไป แม้ยิ่งเดินน้ำยิ่งลึก หญิงชราที่แบกก็ยิ่งหนักขึ้นทุกที เจสันก็ไม่ปริปากบ่น พาหญิงคนนั้นข้ามน้ำไปได้ เมื่อถึงอีกฝั่งหนึ่ง เขาค่อยๆ หย่อนหญิงชราลงเบาๆ ที่พื้นดิน แม้จะหงุดหงิดบ้างที่ทำรองเท้าแตะหายไปข้างหนึ่งระหว่างข้ามน้ำ แต่หญิงชราก็ปลอบใจ “รองเท้าที่หายไปเป็นสัญลักษณ์ของโชคดี” ว่าแล้วนางก็กลายร่างเป็น เทพีจูโน ราชินีแห่งสรวงสวรรค์ ท้าวเธอพอใจเจสันเป็นอันมาก และสัญญาว่าจะช่วยเหลือเขาทุกครั้งที่ต้องการ จูโนเอ่ยแล้วก็หายตัวไป


จูโน เจอจูปีเตอ์ และไอโอที่จอมเทพแปลงเป็นวัวได้ทัน โดย ปีเตอร์ ลาสมาน พิพิธภัณฑ์แนชชั่นแนลแกลเลอรี่ ลอนดอน

เจสันมีกำลังใจฮึกเหิม เริ่มต้นการเดินทางต่ออย่างเร่งด่วน กลับเข้าไปในเมืองเดิมของตน พบเพลีอัสกำลังทำพิธีบูชาเทพเจ้าในวิหาร เขาพยายามฝ่าฝูงชนไปข้างหน้าจนใกล้ตัวเพลีอัส ราชาแห่งเมืองส่งสายตาเห็นคนแปลกหน้าจากระยะไกล สวมรองเท้าแตะข้างเดียว เขาเกิดความกลัวขึ้นมาทันที เพลีอัสนึกถึงคำทำนายจากต้นโอ๊คพูดได้แห่งดอร์โดนาว่า จะถูกชายที่สวมรองเท้าแตะข้างเดียวโค่นลงจากบัลลังก์ เพลีอัสรู้ทันทีว่า เจสันคือผู้จะมาจัดการตนนั่นเอง เขาทำใจดีสู้เสือ มองเจสันก้าวเข้าหาอย่างอาจหาญ และทวงเอาบัลลังก์ของพระบิดา เพลีอัสพยายามปิดบังความโกรธและความกลัว จัดการเชิญเขาไปที่พระราชวัง ไปยังงานเลี้ยง ก่อนจะตัดสินใจทำอะไรลงไปบางอย่าง

ระหว่างงานเลี้ยงนั่นเอง เพลีอัสแสดงท่าเป็นมิตรจนน่าแปลก แต่ในใจพระองค์ใช่ว่าจะใสอย่างที่แสดงออก พระองค์วางแผนไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เพลีอัสใจเย็นพอจะฟังคำท้าทายอ้างสิทธิ์บัลลังก์ของเจสัน แล้วบอกว่า เขาจะยอมคืนบัลลังก์ให้ก็ได้ แต่เจสันคงต้องช่วยอะไรอย่างหนึ่งก่อน เพลีอัสเล่าว่ามีเทพองค์หนึ่งมาปรากฏตัวต่อหน้า สั่งให้ไปเอาขนแกะทองคำจากโคลชีส ตัวเขาเองแก่เกินจะผจญภัยหนักๆ ดังนั้นหาก เจสันไปเอาขนแกะทองคำมาได้ เขาก็จะยอมลงจากบัลลังก์แต่โดยดี

เพลีอัสเล่าเรื่องที่มาของขนแกะทองคำว่า มีพระญาติวัยเด็กสองคน...ฟริกซัส-Phryxus และ เฮลเล-Helle หนีรอดจากแผนบูชายัญของแม่เลี้ยงโหดร้าย โดยขี่แกะขนทองคำที่ซูสส่งมาให้หนีไป แกะวิเศษพาทั้งสองเหาะไปเป็นระยะทางยาวมาก ข้ามผืนดินและผืนทะเล ตั้งแต่กรีซไปจนถึงฝั่งทะเลอูซีน (Euxine หรือทะเลดำในปัจจุบัน) แต่เมื่อผ่านช่องแคบที่แยกทวีปยุโรปออกจากเอเชีย เด็กหญิงเฮลเลหมดแรงขยุ้มขนแกะเพื่อทรงตัว ตกจากหลังแกะจมทะเลหายไป (ช่องแคบนี้เลยชื่อ เฮลเลสพอนท์-Hellespont เพื่อเป็นที่ระลึกแก่เฮลเล ปัจจุบันคือ ช่องแคบ ดาร์ดาแนล) ส่วนฟริกซัส เดินทางต่อไปถึงโคลชีสอย่างปลอดภัย เมื่อถึงที่นั่นก็ฆ่าแกะบูชายัญคืนซูส เขาถลกหนังแกะขนทองคำ นำไปถวายพระราชา เออิทิส (Aeetes) แห่งโคลชีส พร้อมทูลเรื่องราว พระราชาแห่งโคลชีสยินดีต้อนรับฟริกซัส และนำขนแกะไปแขวนไว้ชายป่าละเมาะอันศักดิ์สิทธิ์ มีมังกรผู้ไม่เคยหลับเฝ้าอยู่ ไปแขวนไว้บนต้นไม้ซึ่งอยู่ท่ามกลางป่าไม้พิษและมีงูมากมาย

ตรงนี้เองที่เพลีอัสจอมปลิ้นปล้อนท้าทายลองเชิงเจสันให้ไปเอาขนแกะทองคำ หวังจะกำจัดเขาไปตลอดกาล ส่วนเจสันล่ะ... เลือดหนุ่มวิ่งพล่าน ได้ยินเรื่องการผจญภัยเข้าเท่านั้น ลืมเป้าหมายเดิมสนิท รับคำท้าทันที

เอ....แต่เรื่องจะเป็นยังไงต่อไป เห็นท่าจะต้องต่อกันตอนหน้าแล้วละครับ...