Inventions That Changed the World

กำลังรบและการจัดกำลังของกองทัพเยอรมันหลังวัน D-DAY

เมื่อกองทัพสัมพันธมิตรยกพลขึ้นบกที่หาดสำคัญทั้ง 5 หาดของนอร์มัง ดีในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 กองทัพเยอรมันพยามอย่างสุดความสามารถที่จะโต้ตอบกองกำลังสัมพันธมิตรที่บุกเข้ามา แต่ด้วยอำนาจกำลังรบที่เหนือกว่าในทุกๆ ด้าน ส่งผลให้แนวกำแพงแอตแลนติกที่ฮิตเลอร์ภาคภูมิใจเป็นหนักหนาว่าไม่มีทางที่พวกสัมพันธมิตรจะทะลวงเข้ามาได้ต้องพังทลายลง ทหารเยอรมันนับหมื่นถูกสังหารและถูกจับเป็นเชลย แม้การรบในวันดีเดย์จะดุเดือดและรุนแรงเพียงใดก็ตาม แต่นั่นก็เป็นเพียงการโหมโรงของการรบนองเลือดที่จะดำเนินไปอีกกว่าสองเดือน เราลองมาดูกันว่ากองทัพเยอรมันในฐานะฝ่ายตั้งรับมีการจัดกำลังรบ และมีกำลังรบแบบใดกันบ้างในการรบเพื่อตั้งรับการบุกของพันธมิตรหลังวันดีเดย์

จอมพลเกิร์ด ฟอน รุนชเตท ผู้บัญชาการแนวรบด้านตะวันตก (OB West) ที่มาของภาพ

แผนที่แสดงเขตพื้นที่การรับผิดชอบของกองทัพและกลุ่มกองทัพต่างๆ ของเยอรมัน โดยมี OB West บัญชาการทั้งหมด ที่มาของภาพ

1. Oberbefehlshaber West โอเบอเบฟีลฮาเบอ เวส หรือ OB West คือ กองบัญชาการแนวรบด้านตะวันตกของฝ่ายเยอรมัน มีหน้าที่และความรับผิดชอบในเขตพื้นที่ยึดครองด้านทิศตะวันตกทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมประเทศต่างๆ ที่ถูกเยอรมันยึดครอง ได้แก่ นอร์เวย์ เดนมาร์ก เนอเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม และฝรั่งเศส มีผู้บัญชาการคือ จอมพลเกิร์ด ฟอน รุนชเตท จอมพลผู้เป็นที่เคารพยำเกรงคนหนึ่งในกองทัพเยอรมัน OB West มีกำลังรบในการบังคับบัญชานับล้านนาย ซึ่งมีกลุ่มกองทัพ Armee Gruppe สำคัญๆ ต่างๆ ในการบังคับบัญชา ได้แก่ Armee Gruppe B, G, H และกลุ่มยานเกราะตะวันตก Panzergruppe West ก็อยู่ในสายการบังคับบัญชาของ OB West เมื่อกองทัพสัมพันธมิตรบุกยุโรป กองทัพเยอรมัน และแนวรบในด้านตะวันตกคือสิ่งที่ฮิตเลอร์ใส่ใจเป็นพิเศษกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น จากความคิดของเขาที่ว่า “แนวรบตะวันตกก่อน” คือสิ่งที่ทำให้ฮิตเลอร์เข้าไปมีส่วนร่วมในการวางแผน การจัดสรรกำลังพล และยุทโธปกรณ์ แต่ถึงแม้จอมพลผู้เจนศึกอย่างรุนชเตทจะแนะนำอย่างไร ฮิตเลอร์กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา แถมมองรุนชเตทว่าเป็น “ตาแก่วายร้าย” ที่มักมีแนวคิดตรงกันข้ามกับแผนการของเขา แต่ฮิตเลอร์ก็ยังไม่ต้องการปลดรุนชเตท กระทั่งมาถึงเหตุการณ์หนึ่งช่วงการรบในนอร์มังดี 1944 เมื่อกองทัพเยอรมันดำเนินแผนการรุกโต้ตอบฝ่ายพันธมิตรไม่สำเร็จพร้อมกับถูกรุกกลับ ภายในกองบัญชาการจอมพลไคเทล ซึ่งเป็นหนึ่งในนายทหารที่ฮิตเลอร์ไว้วางใจตกตะลึงกับรายงานการรบครั้งนี้ เขาตกใจกับข่าวความปราชัยนี้ และถามจอมพลรุนชเตทว่า ควรทำอย่างไรต่อไป จอมพลรุนชเตทเลยตอบกลับไปว่า "จะทำอะไรได้ละ สงบศึกสิไอ้โง่" นี่เป็นคำพูดที่รุนชเตทพูดออกมาต่อหน้าไคเทล และคำพูดทั้งหมดนี้ก็ถูกรายงานให้ฮิตเลอร์ทราบ มันส่งผลให้จอมพลรุนชเตทถูกปลดจากผู้บัญชาการแนวรบด้านตะวันตกทันที

จอมพลเออวิน รอมเมล ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพบีในนอร์มังดี ที่มาของภาพ

จอมพลเออวิน รอมเมล ผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพบีในนอร์มังดี ที่มาของภาพ


2. Armee Gruppe B อามี่กรูฟเพ่อบี หรือ กลุ่มกองทัพบี เป็นกลุ่มกองทัพของฝ่ายเยอรมันที่รักษาการณ์อยู่ในบริเวณพื้นที่ทางทิศตะวันตกของฝรั่งเศส รวมทั้งแนวชายหาดที่ติดกับทางช่องแคบอังกฤษ โดยมีจอมพลผู้เป็นตำนานและมีชื่อเสียงมากทั้งในฝ่ายเดียวกัน รวมถึงในหมู่ศัตรูนั่นก็คือ จอมพลเออวิน รอมเมล จิ้งจอกทะเลทรายผู้กรำศึกมาแล้วอย่างโชกโชนเป็นผู้บัญชาการ โดยมีกองทัพหรือ Armee ในสายการบังคับบัญชา ได้แก่ กองทัพที่ 7 (7 Armee) และกองทัพที่ 15 (15 Armee) กลุ่มกองทัพบี ยังมีหน้าที่ในการเสริมสร้างแนวกำแพงแอตแลนติก เพื่อป้องกันการยกพลขึ้นบกของฝ่ายสัมพันธมิตรบริเวณชายหาดตอนเหนือของฝรั่งเศส

รถถังแบบพานเซอร์ 4 อันเป็นกำลังรบหลักของเยอรมันในทุกๆ สมรภูมิ ที่มาของภาพ

3. 5 Panzer Armee พานเซอร์อามี่ หรือ Panzergruppe West พานเซอร์กรูฟ เพ่อเวส หรือ หรือ กลุ่มยานเกราะตะวันตก เป็นการจัดกำลังซึ่งรวบรวมหน่วยยานเกราะต่างๆ ที่ปฏิบัติการณ์อยู่ในแนวรบด้านตะวันตกของฝ่ายเยอรมัน เดิมนั้นกองกำลังยานเกราะนี้เคยปฏิบัติการณ์รบในแอฟริกามาแล้ว ในปี 1942 เวลานั้นกองกำลังเยอรมันและอิตาลีในแอฟริกากำลังตกเป็นฝ่ายตั้งรับการรุกของอังกฤษและอเมริกันที่กำลังรุกบีบเข้ามาจากทางตะวันออกและตะวันตก การรบครั้งนั้นส่งผลให้ทั้งกองทัพต้องละลายหายไปจากความปราชัยในแอฟริกา แต่ช่วงต้นปี 1944 กองทัพยานเกราะนี้ได้รับการสถาปนาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และมีบทบาทสำคัญในการรบหลังวันดีเดย์ พลเอกเลโอกายเออร์ ฟอน ชเวปเพ่นบวก เป็นผู้บัญชาการ ช่วงก่อนการบุกวันดีเดย์นั้น

พลเอกเลโอกายเออร์ ฟอน ชเวปเพ่นบวก ผู้บัญชาการกองทัพยานเกราะที่ 5 หรือ กลุ่มยานเกราะตะวันตก ที่มาของภาพ

จอมพลรอมเมล และพลเอกชเวปเพ่นบวก มีความเห็นขัดแย้งกันในการวางกองกำลังยานเกราะ รอมเมลเสนอว่ายานเกราะควรอยู่ใกล้กับชายฝั่ง เพื่อทำการตีโต้ข้าศึกที่บุกเข้ามา แต่ชเวปเพ่นบวกมีความเห็นว่ายานเกราะควรเป็นกำลังเสริม และต้องทราบแน่ชัดว่าข้าศึกจะขึ้นบกที่ใด แล้วจึงค่อยเคลื่อนกำลังยานเกราะไปเสริมบริเวณนั้น ความคิดนี้รอมเมลก็เตือนว่า กำลังทางอากาศและอำนาจการยิงของฝ่ายพันธมิตรจะขัดขวางการเคลื่อนพลของยานเกราะไปที่ชายฝั่ง และเมื่อการบุกเริ่มขึ้นจริง กำลังทางอากาศของพันธมิตรสามารถทำลายขบวนยานเกราะเยอรมันที่กำลังเคลื่อนพลไปเสริมกำลังที่ชายหาดได้เป็นจำนวนมาก และตัวพลเอกชเวปเพ่นบวก ก็ตกเป็นเป้าการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรด้วยเช่นกัน เมื่อกองบัญชาการของเขาถูกโจมตีทางอากาศ ส่งผลให้เขาบาดเจ็บสาหัส รวมทั้งยังมีนายทหารเสนาธิการหลายนายของกลุ่มยานเกราะตะวันตกเสียชีวิตไปในการโจมตีทางอากาศครั้งนี้

คัมป์กรูฟเพ่อขณะกำลังเคลื่อนพล ที่มาของภาพ

4. Kampfgruppe คัมป์กรูฟเพ่อ หรือ กองกำลังรบเฉพาะกิจ เป็นรูปแบบการจัดกำลังแบบหนึ่งของฝ่ายเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นรูปแบบการจัดกำลังที่ฝ่ายเยอรมันใช้ปฏิบัติการณ์ในการรบในนอร์มังดี การจัดกำลังในลักษณะเช่นนี้จะเป็นการรวมกำลังกันเฉพาะหน่วยรบ และสนับสนุนการรบ เช่น รถถัง ทหารราบ ปืนใหญ่จู่โจม รวมทั้งชุดต่อสู้ทำลายรถถัง โดยคัมป์กรูฟเพ่อจะใช้กำลังอย่างละ 1 กองพันเข้ามาผสมรวมกัน นอกจากนี้ชื่อของคัมป์กรูฟเพ่อ จะตั้งชื่อตามชื่อผู้บังคับบัญชาของคัมป์กรูฟเพ่อนั้นๆ เช่น คัมป์กรูฟเพ่อเฟรย์ (Kampfgruppe Frey) และ คัมป์กรูฟไวดิงเง่อ (Kampfgruppe Weidinger) ทั้งสองกองกำลังเฉพาะกิจนี้มีบทบาทสำคัญในกองรบที่นอร์มังดี โดยเฉพาะการรบกับกองทัพอังกฤษและเครือจักรภพที่เมืองก็อง

รถถังแบบทีก้าหรือไทเกอร์ของ แห่งกองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 101 ขณะเคลื่อนพลไปสู่ที่หมาย ที่มาของภาพ

5. Schwere Panzerabteilungen ชเวียร์ พานเซอร์อับไทลุงเง็น หรือ กองพันยานเกราะหนัก คือกำลังรบที่รวบรวมยานเกราะ และรถถังขนาดหนักเอาไว้ภายในกองพันเดียวกัน กองทัพเยอรมันจัดกำลังกองพันยานเกราะโดยบรรจุรถถังหนักที่สำคัญเอาไว้ในหน่วย เช่น รถถังหนักแบบทีก้า 1 หรือ ไทเกอร์ 1 และรถถังหนักแบบทีก้า 2 หรือ ไทเกอร์ 2 ซึ่งมีประสิทธิภาพและอำนาจการทำลาย รวมทั้งเกราะที่หนาของรถถังเหล่านี้เป็นที่ครั่นคร้ามและน่าสะพรึงกลัวแก่กองกำลังภาคพื้นดินของฝ่ายพันธมิตรเสมอ วีรกรรมครั้งหนึ่งของกองพันยานเกราะหนักในช่วงการรบหลังวันดีเดย์ที่เป็นตำนานนั่นก็คือ การรบที่หมู่บ้าน วิลเย่ โบแคจ ซึ่งทหารอังกฤษถูกกองพันยานเกราะหนักเอสเอสที่ 101 นำโดย ร้อยเอกมิคาเอล วิทมาน เข้าโจมตีและสามารถทำลายรถถัง ยานเกราะ ยานลำเลียงพล และสังหารทหารอังกฤษได้เป็นจำนวนมาก กองพันยานเกราะหนักถูกจัดให้เป็นกำลังรบที่ขึ้นตรงต่อการบังคับบัญชาของกองทัพน้อย Armee Korps หรือ กองทัพ Armee กำลังพลส่วนใหญ่ในกองพันล้วนแล้วแต่เป็นทหารที่มีผลการรบดีเด่น และกรำศึกมาแล้วอย่างโชกโชนในสมรภูมิต่างๆ

ทหารเยอรมันมาจากการอาสาของชาวเตอร์กิสสถาน ขณะนั้นเป็นดินแดนรัฐหนึ่ง ของสหภาพโซเวียต ที่มาของภาพ

พานเซอร์เกรนาเดียร์เคลื่อนพลไปพร้อมกับรถถังแบบพานเธอร์ ที่มาของภาพ


7. Panzer Grenadier พานเซอร์ เกรนาเดียร์ คือชื่อของหน่วยทหารราบยานเกราะที่เคลื่อนที่เข้าสู่สนามรบด้วยยานเกราะบรรทุกทหาร หรือยานยนต์บรรทุกทหารพร้อมๆ กัน หรือติดตามมากับรถถัง พานเซอร์เกรนาเดียร์มักถูกเข้าใจผิดว่า ถือกำเนิดขึ้นมากับกองพลพานเซอร์ Panzer Division แต่โดยแท้จริงแล้ว การจัดหน่วยทหารหน่วยนี้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการในช่วงปี 1942 เมื่อมีการจัดโครงสร้างของการจัดกำลังในกองพลพานเซอร์ใหม่ โดยนำบทเรียนและข้อผิดพลาดในช่วงต้นๆ ของการทำสงครามสายฟ้าแลบ หรือ Blitzkrieg ซึ่งหน่วยรถถังและยานเกราะสามารถปฏิบัติการรบเจาะแนวรับของข้าศึกได้ แต่มันส่งผลให้ทหารราบและหน่วยสนับสนุนอื่นๆ ตามมาไม่ทัน หลายๆ ครั้ง การเจาะแนวของรถถังเร็วเกินไป มันจึงจำเป็นต้องมีหน่วยทหารที่สามารถเคลื่อนที่ติดตามหน่วยรถถังไปพร้อมๆ กัน และทำหน้าที่คุ้มกันระวังภัยให้แก่กันและกัน พานเซอร์เกรนาเดียร์เป็นกำลังรบสำคัญของเยอรมันในนอร์มังดี พวกเขารบเคียงข้างรถถังในทุกสมรภูมิ และเป็นมิตรแท้หนึ่งเดียวของพลประจำรถถังของเยอรมันเสมอมา นอกจากรบเคียงข้างรถถังแล้ว พวกเขายังมีความชำนาญอย่างมากในการล่าสังหารและทำลายรถถัง ชุดต่อสู้และทำลายรถถังของหน่วยทหารราบยานเกราะพร้อมกับอาวุธต่อสู้รถถังอย่างพานเซอร์เฟาสท์ หรือ พานเซอร์เชร็ก สามารถเล็ดรอด แถมซ่อนพรางตนเองในภูมิประเทศของนอร์มังดีได้เป็นอย่างดี รวมถึงสามารถซุ่มโจมตี และทำลายรถถังพันธมิตรได้เป็นจำนวนมาก

ทหารพลร่มเยอรมันชุดต่อสู้ทำลายรถถัง ขณะทำการรบในนอร์มังดี

8. Osttruppen ออสทรูพเอิน คือ ทหารเยอรมัน ซึ่งเป็นกำลังพลที่มาจาก อาสาสมัครและพลเรือนที่ถูกเกณฑ์มาจากกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออก ส่วนมากเป็นทหารรัสเซียที่แปรพักตร์ หรือพลเรือนที่อาสาสมัครเข้ามาจนได้รับการขนานนามว่า กองพันตะวันออก หรือ Ost Bataillone ออสบาธทายอิโลเนอร์ มีกำลังพลที่อาสาและถูกเกณฑ์มากว่า 400,000 คน พวกเขาถูกบรรจุอยู่ในกองพลต่างๆ ของเยอรมันกว่า 30 กองพล ช่วงการบุกวันดีเดย์กำลังพลเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญของฝ่ายเยอรมันในแนวตั้งรับที่กำแพงแอตแลนติก The Atlantic Wall กองพลทหารราบที่ 709 และ กองพลทหารราบที่ 243 ทั้งสองกองพลทำหน้าที่ป้องกันทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่ยกพลขึ้นบกที่หาดยูท่าห์ จูโน่ และซอร์ด กว่าครึ่งหนึ่งของทหารทั้งสองกองพลนี้ไม่ใช่ชาวเยอรมัน แต่เป็นออสทรูพเอิน

พลซุ่มยิงเยอรมันนายหนึ่งบนต้นไม้ขณะทำการซุ่มยิงเป้าหมาย ที่มาของภาพ

9. Scharfschütze ชาร์ฟชุทเซอร์ หรือ พลซุ่มยิง ภูมิประเทศในนอร์มังดีนั้นมีความพิเศษ และมีลักษณะเฉพาะ เนื่องจากตลอดทั่วทั้งภูมิประเทศนั้นเต็มไปด้วยแนวเนินดินซ้อนกันเป็นช่องๆ ที่ทอดตัวเป็นแนวยาวหลายร้อยไมล์ เนินดินเหล่านี้ยังมีพุ่มไม้หนาและต้นไม้ปกคลุมไปทั่ว สภาพเช่นนี้จึงเอื้อประโยชน์ต่อฝ่ายเยอรมันที่วางกำลังตั้งรับในการซุ่มซ่อนอาวุธต่างๆ หลังแนวเนินดินเหล่านี้อย่างมาก นอกจากนี้มันยังเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การวางตำแหน่งของพลซุ่มยิงเยอรมันอีกด้วย ทหารพันธมิตรคนแล้วคนเล่าที่โผล่หัวขึ้นมาหลังเนินดินกลายเป็นศพภายในเสี้ยววินาทีจากคมกระสุนของพลซุ่มยิงเยอรมัน เครื่องแบบและผ้าพรางของพวกเขาทำให้เขาดูกลมกลืนไปกับภูมิประเทศโดยรอบ บ่อยครั้งที่พลซุ่มยิงเหล่านี้จะออกปฏิบัติการณ์เพียงคนเดียว และจะดักรอยิงนายทหารสัญญาบัตร หรือทหารชั้นประทวน โดยสังเกตจากยศบนหมวกเหล็ก หรือแถบยศบนเครื่องแบบ อีกหนึ่งยุทธวิธีที่ฝ่ายเยอรมันมักทำเป็นประจำอีกอย่างหนึ่งก็คือ การส่งพลซุ่มยิงเล็ดรอดเข้าไปในเมืองที่ถูกข้าศึกยึดได้ อาศัยซากปรักหักพักพังของอาคารบ้านเรือนเป็นที่ซุ่มซ่อนดักยิงทหารข้าศึก และก่อกวนข้าศึกอยู่เสมอ

10. Fallschirmjäger ฟอลเชิร์มเยเกอร์ หรือ ทหารพลร่ม พวกเขาเคยเป็นกำลังรบที่ทำการรุกให้กองทัพเยอรมันมาตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม การจู่โจมทางอากาศของพวกเขา ทำให้เยอรมันชนะการรบในยุทธการต่างๆ หลายต่อหลายครั้ง เป็นแบบอย่างให้แก่การจัดกำลังทหารพลร่มของอเมริกันและอังกฤษในเวลาต่อมา แต่ภายหลังการรบที่เกาะครีตพลร่มเยอรมันสูญเสียอย่างหนัก ประกอบกับสถานการณ์ของสงครามที่เปลี่ยนให้เยอรมันกลับกลายมาเป็นฝ่ายตั้งรับ ทำให้พลร่มเยอรมันไม่ได้ทำการรบด้วยวิธีรุก หรือเปิดยุทธการจู่โจมส่งลงทางอากาศอีกเลย กำลังทหารพลร่มแปรสภาพกำลังรบเยี่ยงหน่วยทหารราบหน่วยหนึ่ง แต่ทหารพลร่มเยอรมันยังคงแสดงความเป็น “มืออาชีพ” ออกมาในการรบที่นอร์มังดี แม้พวกเขาจะไม่ใช่ฝ่ายบุกที่ใช้ยุทธวิธีการรุกรบแบบสายฟ้าแลบอย่างที่เคยทำมาในช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเฉพาะการที่พวกเขาเปลี่ยนการรุกมาเป็นการตั้งรับ มันก็ไม่ได้ทำให้ทักษะและวิธีการรบของพวกเขาอ่อนด้อยลงแต่อย่างใด ผนวกกับภูมิประเทศในนอร์มังดีที่เอื้อต่อการตั้งรับเป็นอย่างยิ่ง จึงส่งผลให้ทหารพันธมิตรต้องจ่ายด้วยชีวิตทหารและยุทโธปกรณ์ที่รวมมูลค่าราคานับล้านไปกับการรบเพียงไม่กี่วัน ทหารพลร่มเยอรมันที่ประจำแนวรบรู้ และเข้าใจสภาพภูมิประเทศในพื้นที่เป็นอย่างดี พวกเขาสามารถใช้ความชำนาญในพื้นที่เป็นสิ่งสร้างความได้เปรียบ พลตรีชาร์ล เอช เกิร์ดฮาร์ท ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 29 ของสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงทหารพลร่มเยอรมันเอาไว้ว่า "พลร่มเยอรมันพวกนี้เป็นทหารที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา พวกเขาฉลาดและไม่รู้จักความตาย พวกเขาจะบุกเข้ามา และลุยต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าภารกิจของพวกเขาจะสำเร็จหรือไม่ คุณก็จัดการพวกเขาได้สำเร็จ"


แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/OB_West
Website : https://www.ibiblio.org/hyperwar/USA/USA-E-XChannel/USA-E-XChannel-7.html
Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Sturmabteilung
Website : https://www.britannica.com/biography/Leo-Geyr-von-Schweppenburg
Website : https://padresteve.com/2010/06/08/d-day-and-after-battling-through-the-bocage/