Inventions That Changed the World

พิลต์ดาวน์: มนุษย์ลวงโลก

พบกับ มนุษย์พิลต์ดาวน์ (The Piltdown Man) เรื่องลวงโลกทางโบราณคดีที่ถูกสร้างขึ้นอย่างแนบเนียน จนทำให้วงวิชาการหลงเชื่ออยู่ได้กว่า 40 ปี

เมื่อชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 วงการวิทยาศาสตร์ในช่วงปลายศตวรรษดังกล่าวจนถึงต้นศตวรรษที่ 20 ต่างกระตือรือร้นค้นหาการเชื่อมโยงที่หายไประหว่างลิงใหญ่ (ape) กับมนุษย์

นักวิชาการทางมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีน้อยใหญ่ ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นในเวลานั้นต่างก็ปรารถนาจะค้นพบแหล่งที่อาจมีซากดึกดำบรรพ์ที่ถูกเก็บรักษาไว้ในสภาพดีพอจะยืนยันได้ว่า มนุษย์พัฒนามาจากสายพันธุ์ที่เรียกว่า ไพรเมต (primate)

ต้นศตวรรษที่ 20 ผลการตามหา “จุดเชื่อมต่อที่หายไป” (missing link) ก็ตามมาด้วยเรื่องราวของ “มนุษย์พิลต์ดาวน์” (Piltdown Man) ซึ่งเป็นเรื่องราวลวงโลกขนานใหญ่ที่ดึงดูดความสนใจจากวงการวิทยาศาสตร์ทั่วโลกอยู่นานกว่า 40 ปี

เรื่องมีอยู่ว่า…
ค.ศ. 1912 นักสะสมของเก่าคนหนึ่งที่พอใจจะให้คนอื่นเรียกตนเองว่า นักโบราณคดีสมัครเล่น นามว่า ชาร์ลส์ ดอว์สัน (Charles Dawson) แจ้งไปยังแผนกธรณีวิทยาที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พร้อมแสดงหลักฐานเป็นกะโหลกศีรษะคล้ายกะโหลกมนุษย์ที่เขาอ้างว่า ค้นพบในพื้นกรวดสมัยไพลสโตซีน (Pleistocene) ใกล้เมืองพิลต์ดาวน์ เทศมณฑลอีสต์ซัสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ ความจุสมองของกะโหลกดังกล่าว เล็กกว่ามนุษย์ปัจจุบันเล็กน้อย กระดูกขากรรไกรคล้ายกับของชิมแพนซีและมีฟันหลายซี่ที่คล้ายกับฟันของอุรังอุตัง

ชาร์ลส์ ดอว์สัน ผู้ค้นพบกะโหลกมนุษย์พิลต์ดาวน์ ที่มาของภาพ 

อาร์เธอร์ สมิธ วูดวาร์ด (Arthur Smith Woodward, ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอัศวินในภายหลัง) ภัณฑารักษ์แผนกธรณีวิทยา สนใจสิ่งที่ดอว์สันค้นพบมาก จนติดตามเขาไปยังแหล่งที่พบกะโหลกดังกล่าว พร้อมกับพบว่ายังมีเศษชิ้นส่วนกะโหลกอีกจำนวนหนึ่งคล้ายกันกับที่ดอว์สันนำมาแสดง วูดวาร์ดจึงอ้างว่า กะโหลกใบนั้นมีอายุ 500,000 ปี และเป็นของสิ่งมีชีวิตโบราณรูปร่างคล้ายมนุษย์ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบัน และสามารถเป็นตัวแทนของระยะการเปลี่ยนผ่านจากลิงใหญ่มาสู่มนุษย์ได้


เซอร์อาร์เธอร์ สมิธ วูดวาร์ด ภัณฑารักษ์แผนกธรณีวิทยา ผู้สร้างความน่าเชื่อถือให้กับกะโหลกที่ดอว์สันค้นพบ ที่มาของภาพ 

ภาพสีน้ำมัน เขียนขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1915 แสดงกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ศึกษากะโหลกมนุษย์พิลต์ดาวน์ ในภาพ ดอว์สันและวูดวาร์ด อยู่ในแถวยืนคนที่ 3 และ 4 จากซ้ายตามลำดับ ที่มาของภาพ


แม้จะมีนักโบราณคดีชื่อดังในยุคนั้นโต้แย้งการค้นพบดังกล่าวและอ้างว่า เป็นการนำกะโหลกมนุษย์กับซากกระดูกของลิงใหญ่หลายๆ ชนิดมาประกอบกันขึ้นอย่างแนบเนียนก็ตาม แต่ข้อเสนอเหล่านั้นก็ถูกราชวิทยาลัย (the Royal Society) ของอังกฤษปฏิเสธจนตกไปในที่สุด ดอว์สันและวูดวาร์ดประกาศการค้นพบของพวกเขาในสมาคมธรณีวิทยาที่จัดประชุม ณ กรุงลอนดอน พร้อมตั้งชื่อสายพันธุ์ที่พวกตนค้นพบว่า “เอโออันโธรพุส ดอว์สันนี” (Eoanthropus dawsoni) แปลว่า มนุษย์ยุคแรกของดอว์สัน

ภาพมนุษย์พิลต์ดาวน์ หรือ มนุษย์ยุคแรกของดอว์สัน (Eoanthropus dawsoni) ที่วาดขึ้นภายหลังการค้นพบ และการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ที่มาของภาพ

ค.ศ. 1915 สามปีหลังการค้นพบกะโหลกดังกล่าวเป็นครั้งแรก ดอว์สันก็นำเสนอชิ้นส่วน 3 ชิ้นของกะโหลกใบที่สองแก่วูดวาร์ด เขาอ้างว่า ชิ้นส่วนทั้งสามนี้พบในอุทยานแห่งชาติเชฟฟิลด์ (Sheffield Park) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันกับที่เขาอ้างว่าพบที่พิลต์ดาวน์

ดอว์สันเสียชีวิตในปีต่อมา (ค.ศ. 1916) และไม่เคยเปิดเผยตำแหน่งที่แน่ชัด ซึ่งเขาอ้างว่าพบกะโหลกชุดที่สองเลย อย่างไรก็ตาม วูดวาร์ดก็นำเสนอสิ่งที่ดอว์สันค้นพบต่อราชสมาคม พร้อมอ้างว่าเขาเดินทางไปยังแหล่งขุดค้นมาแล้ว

สมาชิกราชสมาคมจำนวนหนึ่งและนักวิชาการชื่อดังในวงการวิทยาศาสตร์เวลานั้น ต่างก็ยกย่องการค้นพบของดอว์สันและมั่นใจว่า “มนุษย์ยุคแรกของดอว์สัน” นี้เป็นจุดเชื่อมต่อที่หายไปในวิวัฒนาการของมนุษย์แน่นอน ขณะเดียวกัน วงการวิทยาศาสตร์ก็สนับสนุนแนวคิดชาตินิยมที่ว่า อังกฤษต้นกำเนิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ นักโบราณคดีชื่อดังจำนวนมากต่างก็ภาคภูมิใจใน “จุดเชื่อมต่อ” อันมีชื่อเสียงของลิงใหญ่กับมนุษย์ที่ค้นพบในอังกฤษ วูดวาร์ดถึงกับตั้งชื่อเล่นให้กับมนุษย์พิลต์ดาวน์ว่า “คนอังกฤษยุคแรกเริ่ม” ด้วยซ้ำ

เปรียบเทียบกะโหลกส่วนที่หุ้มสมองกับกระดูกขากรรไกรของมนุษย์พิลต์ดาวน์ (ซ้าย) กับมนุษย์ปัจจุบัน (ขวา) ที่มาของภาพ

ยิ่งกว่านั้น หลังจากวูดวาร์ดเสียชีวิตเมื่อ ค.ศ. 1944 ได้ 4 ปี ก็มีการตีพิมพ์หนังสือของเขา เรื่อง The Earliest Englishman (ค.ศ. 1948) ซึ่งก็คือชื่อเล่นที่เขาตั้งให้กับมนุษย์พิลต์ดาวน์ นั่นเอง

ขณะเดียวกันที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาของอังกฤษ ก็มีการนำกะโหลกมนุษย์พิลต์ดาวน์ไปจัดแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของมนุษย์เรื่อยมา


หุ่นจำลองใบหน้าจากกะโหลกที่เรียกว่า มนุษย์พิลต์ดาวน์ ที่มาของภาพ

จนกระทั่งเรื่องราวมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญใน ค.ศ. 1953 กล่าวคือ …

จาก ค.ศ. 1916 ถึง ค.ศ. 1953 มีนักวิจัยจำนวนมากทั่วโลกตีพิมพ์รายงานที่สรุปว่า มนุษย์พิลต์ดาวน์เป็นเรื่องลวงโลก อย่างเช่น การศึกษาเมื่อ ค.ศ. 1943 และ ค.ศ.1949 โดยใช้วิธีการที่เรียกว่า “การดูดซึมฟลูออไรด์” (the fluorine absorption test) ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่า ความสามารถในการดูดซึมน้ำยาของกะโหลกส่วนบน กับกระดูกกรามมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เชื่อว่า กะโหลกส่วนบนและกระดูกกรามส่วนล่างเป็นของสิ่งมีชีวิตคนละเผ่าพันธุ์กัน แต่รายงานเหล่านั้นกลับถูกเมินเฉย ราชสมาคมยังคงเผยแพร่เรื่องราวที่ว่า มนุษย์พิลต์ดาวน์เป็นบรรพบุรุษที่แท้จริงของมนุษย์ปัจจุบันเรื่อยมา

การประชุมที่สมาคมธรณีวิทยา กรุงลอนดอน ค.ศ. 1953 มีการเสนอผลการศึกษาที่ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่า มนุษย์พิลต์ดาวเป็นสิ่งที่ถูก “สร้าง” ขึ้นมา ที่มาของภาพ

กระทั่ง นิตยสารไทม์ก็ตีพิมพ์รายงานขนาดยาวฉบับหนึ่งที่เขียนโดย เคนเนต เพจ โอกลีย์ (Kenneth Page Oakley) เซอร์วิลฟริด เอ็ดเวิร์ด เลอ กรอส คลาร์ก (Sir Wilfrid Edward Le Gros Clark) และโจเซฟ ไวเนอร์ (Joseph Weiner) ใน ค.ศ. 1953 ที่ยืนยันว่ากะโหลกมนุษย์พิลต์ดาวน์เป็นเรื่องลวงโลก เพราะถูกประกอบขึ้นอย่างแนบเนียน การศึกษาทดสอบอย่างละเอียดแสดงให้เห็นผลกะโหลกดังกล่าวประกอบด้วย กะโหลกมนุษย์อายุ 500 ปี ขากรรไกรล่างของอุรังอุตัง และฟันชิมแพนซีที่ถูกตะไบแต่งรูปแล้ว

ในเวลานั้น มีข้อสงสัยมากมายเกิดขึ้นว่า เรื่องราวลวงโลกจริงต้องทำเป็นขบวนการ นักวิชาการชั้นนำหลายคน อย่างเช่น เซอร์อาร์เธอร์ คีธ (Sir Arthur Keith) นักสรีรวิทยาและนักมานุษยวิทยาคนสำคัญ รวมไปถึงเซอร์อาร์เธอร์ โคนัน ดอยล์ (Sir Arthur Conan Doyle) ซึ่งคนหลังนี้อาศัยอยู่ในจุดที่ค้นพบกะโหลกมนุษย์พิลต์ดาวน์มาก ทั้งยังเป็นผู้เขียนนิยายสืบสวนสอบสวนอีกด้วย จึงตกเป็นเป้าข่าวลือว่า เป็นผู้ร่วมขบวนการสร้างหลักฐานเท็จครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การทดสอบดำเนินต่อมานับแต่นั้น แม้เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ก็ยังมีความพยายามอธิบายวิธีการ “สร้าง” มนุษย์พิลต์ดาวน์มาโดยตลอด จนกระทั่งการเผยแพร่ผลการศึกษาใน ค.ศ. 2003 และ ค.ศ. 2016 ที่ไขปริศนาได้ว่า ชาร์ลส์ ดอว์สันเป็นผู้สร้างเรื่องลวงโลกนี้ขึ้นมาเองทั้งหมด เขาเป็นผู้สร้างมนุษย์พิลต์ดาวน์โดยใช้สารเหนียวคล้ายกาวของทันตแพทย์เชื่อมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วใช้เศษกรวด ผงฝุ่น สารเคมีและการสร้างรอยเปื้อนต่างๆ หลากหลายประเภทเพื่อทำให้กะโหลกนั้นดูเก่าสมจริง

เมื่อยิ่งสาวลึกเข้าไปถึงอาชีพของดอว์สันและการค้นพบอื่นๆ ของเขา ในสาขาวิชาที่เรียกว่า สัตว์เร้นลับวิทยา หรือ วิทยาสัตว์ลึกลับ (cryptozoology) และมานุษยวิทยาดึกดำบรรพ์ ก็ยืนยันว่าดอว์สันสร้างชื่อเสียงของตนขึ้นมาจากการหลอกลวงต้มตุ๋นทั้งสิ้น

ชื่อเสียงลวงโลกของดอว์สันยังคงเป็น “รอยด่าง” ขนาดยักษ์ของวงการวิทยาศาสตร์อังกฤษ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เรื่อยมาจนปัจจุบัน กระนั้นก็ยังต้องให้ความเป็นธรรมแก่วงวิชาการดังกล่าวด้วย เนื่องจากในเวลาที่ค้นพบมนุษย์พิลต์ดาวน์นั้น วิทยาการหลายด้านยังไม่ก้าวหน้าอย่างในยุคต่อมา พร้อมกันนั้นก็เรียนรู้ถึงประสบการณ์ของการพยายามทำให้วิทยาศาสตร์รับใช้แนวคิดชาตินิยมอันเป็นสิ่งที่สังคมในเวลานั้นต้องการ ท่ามกลางกระแสการเมืองระหว่างประเทศที่รุนแรงมาตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 จนแม้สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็ตาม

นี่จึงเป็นสิ่งที่เราต้อง “เข้าใจ” มากกว่าประณามวงวิชาการด้วยข้อกล่าวหาตื้นๆ เท่านั้น

ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่า การสร้างเรื่องเท็จลวงโลกเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง มีให้เห็นได้นับไม่ถ้วนในอดีตที่ผ่านมา เราผู้อยู่ในยุคที่ข่าวสารเกิดขึ้นและแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วกว่าการเกิดขึ้นของมนุษย์พิลต์ดาวน์เมื่อกว่าร้อยปีที่แล้ว ยิ่งต้องเรียนรู้จากอดีตให้มากเพื่อเป็นเสมือน “ภูมิคุ้มกัน” มีสติยับยั้งชั่งใจ ไม่กระโจนไปหาข้อสรุปโดยไม่ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ไม่ให้หลงไปตามกระแสของข่าวที่สร้างขึ้นมา เพื่อหวังผลจูงใจให้ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลในการตัดสินใจเชื่อเรื่องที่ถูก “สร้าง” ขึ้นมาเหล่านั้น

หนังสือ “ปิดคดีลวงโลกมนุษย์พิลต์ดาวน์” ตีพิมพ์เมื่อ ค.ศ. 2012 เป็นหนึ่งในข้อเขียนร่วมสมัยปัจจุบันที่ตีแผ่กระบวนการ “สร้าง” มนุษย์พิลต์ดาวน์และผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลากว่าร้อยปีที่ผ่านมา ที่มาของภาพ


เรียบเรียบจาก
https://www.thevintagenews.com/2017/05/31/the-piltdown-man-a-notorious-archaeological-hoax-that-fooled-the-scientific-community-for-over-40-years/
https://en.wikipedia.org/wiki/Piltdown_Man http://www.livescience.com/56327-piltdown-man-hoax.html http://www.nhm.ac.uk/our-science/departments-and-staff/library-and-archives/collections/piltdown-man.html https://www.facebook.com/Banjong.Binkason/posts/539423989567193