Inventions That Changed the World

352 กองพลเดนตาย

“ไม่มีเกียรติใดๆ บนหาดในวันนั้น มีแต่เลือดกับเสียงร้องอันโหยหวนของชายหนุ่มที่กำลังจะตาย”

นี่เป็นคำพูดของไฮน์ริช เซเวอร์โลห์ อดีตทหารเยอรมันที่ทำหน้าที่เป็นพลปืนกลบนหาดโอมาฮ่า เขาทำการรบต้านทานการยกพลขึ้นบกของทหารอเมริกันที่ชายหาดแห่งนี้ ไฮน์ริช เซเวอร์โลห์ คือหนึ่งในทหารเยอรมันนับหมื่นที่ประจำการอยู่ในแนวกำแพงแอตแลนติก The Atlantic Wall มันคือ แนวกำแพงและป้อมปราการที่ทอดตัวเป็นแนวยาวจากชายฝั่งนอร์เวย์มาถึงฝรั่งเศส ปราการด่านแรกที่ฮิตเลอร์มั่นใจว่า พวกพันธมิตรไม่มีทางจะทะลวงเข้ามาได้ แต่เช้าวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 เรือรบ เรือลำเลียงพล อากาศยาน และทหารฝ่ายสัมพันธมิตรนับแสน เปิดฉากปฏิบัติการณ์ยกพลขึ้นบกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพื่อบุกทะลวงกำแพงแอตแลนติกของฮิตเลอร์ จากชายหาดทั้งหมด 5 หาด ชายหาดที่มีการรบนองเลือดและดุเดือดที่สุดคือ หาดโอมาฮ่า Omaha Beach ที่นี่ทหารเยอรมันแห่งกองพลทหารราบที่ 352 หรือในภาษาเยอรมันเรียกว่า 352nd Infanterie Division พวกเขายืนหยัดสู้กับข้าศึกจนนาทีสุดท้ายด้วยอาวุธทุกอย่างที่พวกเขามี และยัดเยียดความสูญเสียจำนวนมากมายแก่ทหารอเมริกันที่เข้ามายึดชายหาดของพวกเขาไป

พลโทดีทริซ คราอิส เป็นผู้บัญชาการคนแรกของกองพลทหารราบที่ 352
ที่มาของภาพ 


กองพลทหารราบที่ 352 เป็นหน่วยทหารราบของกองทัพเยอรมันที่ถูกสถาปนาหน่วยภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว หน่วยนี้ได้รับการสถาปนาในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1943 ณ เมืองแซงโล ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งฝรั่งเศสในตอนนั้นยังอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพเยอรมัน มีพลโทดีทริซ คราอิส เป็นผู้บัญชาการ ในช่วงแรกของการสถาปนากองพลทหารราบที่ 352 หน่วยนี้เป็นหน่วยที่ขึ้นตรงต่อมลฑลทหารบกที่ 11 หรือ Wehrkreis XI ก่อนจะย้ายโอนไปอยู่ภายใต้การบังคับบัญชากลุ่มกองทัพบี(Armeegruppe B) มีจอมพลเออวิน รอมเมล เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองทัพบี

ตราสัญลักษณ์ของกองพลทหารราบที่ 352 ที่มาของภาพ

ในช่วงเวลานั้นกองทัพเยอรมันต้องการกำลังเสริมในแนวรบด้านตะวันออกในสหภาพโซเวียต ซึ่งกองทัพเยอรมันกำลังเผชิญกับการบุกอย่างหนักหน่วงและรุนแรงจากกองกองทัพแดง หรือ Red Army ทหารเยอรมันหลายกองพลสิ้นสภาพความเป็นกองพล มีบางกองพลถูกละลายทั้งกองพลจากการถูกปิดล้อม และต้องยอมจำนนต่อกำลังพลที่เหนือกว่าของกองทัพแดง อันเนื่องมาจากการขาดแคลนอาวุธและเสบียงอาหาร ด้วยเหตุนี้กองทัพเยอรมันจึงต้องเร่งสถาปนากำลังทหารกองพลใหม่ขึ้นมาเพื่อทดแทนกำลังทหารที่สูญเสียไปในแนวรบด้านตะวันออก กำลังพลของกองพลทหารราบที่ 352 มีที่มาจากหลากหลายแหล่ง ทหารบางส่วนมาจากทหารเยอรมันในกองพลต่างๆ ที่ถูกทำลายไปแล้วในแนวรบด้านตะวันออก และถูกนำมาบรรจุอยู่ในกองพล 352 นี้อีกครั้ง ทหารเหล่านี้ส่วนมากเคยผ่านสมรภูมิที่เมืองเคิร์ส (The Battle of Kursk) หนึ่งในสมรภูมินองเลือดครั้งสำคัญในแนวรบด้านตะวันออกมาแล้ว นอกจากนี้ก็มีอาสาสมัครที่มีทั้งชาวเยอรมัน และพลเมืองของประเทศในยุโรปตะวันออก หรือประเทศต่างๆ ที่ถูกกองทัพเยอรมันยึดครอง รวมทั้งยังมีเชลยศึกชาวรัสเซีย สมัครเข้ามาเป็นทหารในกองพลนี้เช่นกัน กองพลทหารราบที่ 352 ทำการฝึกและเตรียมความพร้อมของหน่วยอยู่ในประเทศฝรั่งเศส

จอมพลเออวิน รอมเมล ผู้บัญชาการกองทัพกลุ่มบี และรับหน้าที่เสริมสร้างแนวป้องกันกำแพง

กองทัพเยอรมันมีความต้องการกองพลทหารราบจำนวน 10 กองพล เพื่อส่งไปเสริมกำลังในแนวรบด้านตะวันออกเป็นการเร่งด่วน การฝึกกำลังพลและการจัดกำลังของทหารหน่วยใหม่เหล่านี้จึงเป็นไปอย่างเร่งรีบ แต่สถานการณ์ของสงครามในช่วงครึ่งปีหลังของปี ค.ศ. 1943 กระแสของสงครามได้เปลี่ยนไปแล้ว การทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ทั้งวันทั้งคืนของกองทัพสหรัฐและอังกฤษ ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อโรงงานอุตสาหกรรมและโรงงานผลิตยุทธปัจจัยต่างๆ ด้วยเหตุนี้กองทัพเยอรมันในพื้นที่ต่างๆ ทุกๆ แนวรบประสบปัญหาเหมือนกัน นั่นก็คือ การขาดแคลนอาวุธและเชื้อเพลิง และกว่า 4 ปีของสงคราม ทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าสูญเสียไปในสนามรบจำนวนนับล้าน จากปัจจัยที่ว่ามาทั้งหมดนี้ กำลังคนและกำลังอาวุธของกองพลทหารราบที่ 352 จึงมีกำลังอาวุธที่ไม่เต็มอัตรา แม้จะมีอาวุธพื้นฐานตามมาตรฐานการจัดกำลังระดับกองพลทหารราบเยอรมันช่วงปี 1943-1945 แต่ก็ต้องชดเชยอาวุธบางอย่างที่ยังขาดแคลนด้วยการนำอาวุธที่ยึดได้มาใช้ ยกตัวอย่างเช่น รถถัง ฝ่ายเยอรมันนำรถถังของกองทัพฝรั่งเศส รุ่น โซมัวเอส 35 Somua S35 หรือรถถังแบบชาร์ บี1 Char B1 มาใช้งานแทน

ทหารอเมริกันยกพลขึ้นบกที่หาดโอมาฮ่าในวันที่ 6 มิถุนายน 1944
(ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan) ที่มาของภาพ 


การฝึกและเตรียมความพร้อมของกองพลทหารราบที่ 352 ดำเนินการต่อไปจนถึงปี ค.ศ. 1944 จอมพลเออวิน รอมเมล สั่งการให้กองพลทหารราบที่ 352 เคลื่อนพลเข้าไปประจำการในแนวกำแพงแอตแลนติก โดยมอบหมายหน้าที่เฝ้าระวังและรักษาการณ์พื้นที่บริเวณโดยรอบ รวมถึงการจัดการกับกองกำลังต่อต้าน หรือหน่วยใต้ดินชาวฝรั่งเศสในพื้นที่ เวลานั้นกองพลทหารราบที่ 352 แม้จะรีบเร่งในการฝึกเตรียมความพร้อม แต่กำลังพลในหน่วยต่างก็ได้รับการฝึกและมีบททดสอบอย่างทรหด อันเนื่องจากประสบการณ์การรบในแนวรบด้านตะวันออกของเหล่าบรรดาครูฝึก ทหารใหม่ในหน่วยต้องถูกฝึกอย่างหนักทั้งร่างกายและจิตใจ พวกเขาได้รับการสอนให้ต่อสู้กับข้าศึกที่มีจำนวนมากกว่า พร้อมกับถูกอบรมมาให้รบกับข้าศึก และรักษาที่มั่นเอาไว้จนกระสุนนัดสุดท้าย

ปืนกลแบบเอ็มจี 42 ระดมยิงสกัดกั้นการรุกของทหารอเมริกัน (ภาพจากภาพยนตร์เรื่อง Saving Private Ryan) ที่มาของภาพ 

การจัดกำลังของกองพลทหารราบที่ 352 ได้รับการจัดตามมาตรฐานการจัดกำลังระดับกองพลทหารราบของกองทัพเยอรมัน โดยมี 3 กรมทหารราบ คือ กรมทหารราบที่ 914, 915 และ 916 (กองทัพเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเรียกการจัดกำลังระดับกรมทหารราบว่า เกรนาเดียร์ ริจิเม้นท์ (Grenadier Regiment) แต่ละกรมทหารราบจะมีทหารอยู่ 3 กองพัน รวมทั้งหมดจำนวน 9 กองพันทหารราบ นอกจากนี้ยังมีหน่วยขึ้นตรงอื่นๆ เช่น กรมทหารปืนใหญ่ที่ 352 กองพันยานเกราะต่อสู้รถถังที่ 352 กองพันทหารช่างที่ 352 กองพันลาดตระเวนที่ 352 และกองพันสนับสนุน ในการจัดกำลังของกองพลทหารราบที่ 352 อีกหนึ่งปัญหาซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของกองพลนี้ก็คือ พวกเขาขาดแคลนยานพาหนะ และมีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่ การเคลื่อนพลจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งก็มักจะใช้วิธีการเดินด้วยเท้าไปสู่ที่หมายต่างๆ สัตว์จำพวกม้าหรือวัวจึงกลายมาเป็นแรงงานสำคัญในการลากจูงยุทโธปกรณ์ หรือ ลากจูงสิ่งของไปยังที่ตั้งของหน่วยต่างๆ

ยานเกราะพิฆาตรถถังแบบ เอ็ม 10 ของอเมริกัน 
ขณะทำการยิงเป้าหมายในยุทธภูมิแซงโล ที่มาของภาพ 
 
เมื่อกองพลทหารราบที่ 352 มาประจำการณ์ในพื้นที่กำแพงแอตแลนติดแห่งนี้แล้ว พวกเขายังมีอีกหนึ่งหน้าที่ที่ต้องทำนั่นก็คือ การเสริมสร้างและปรับปรุงแนวป้องกันบริเวณแนวกำแพงแอตแลนติกที่พวกเขารับผิดชอบ ทหารต้องช่วยกันทำเครื่องกีดขวาง พวกเขาต้องนำเหล็กและไม้มาดัดแปลงให้เป็นเครื่องกีดขวางเรือลำเลียงพลที่แล่นเข้ามาที่ชายหาด พวกเขาฝังทุ่นระเบิดนานาชนิดไปทั่วบริเวณชายหาด ทหารของกองพลทหารราบที่ 352 ฝังทุ่นระเบิดกว่า 10,000 ลูกในเขตพื้นที่รับผิดชอบ แต่ในการบุกวันดีเดย์กลับมีระเบิดเพียงไม่กี่ลูกที่ทำงานได้จริง นั่นเป็นเพราะว่า มันถูกแช่อยู่ในน้ำทะเลนานเกินไป พวกเขาจัดวางเครื่องกีดขวางที่มีเป็นแนวยาวนับสิบไมล์ จัดวางตำแหน่งของรังปืนกล กำหนดแนวยิงประสานจากปืนกลและอาวุธวิถีโค้ง รวมทั้งตำแหน่งที่ตั้งที่เหมาะสมของปืนใหญ่ในการยิงสนับสนุน และสกัดกั้นการรุกรานจากข้าศึกที่ยกพลขึ้นบกจากทะเลสู่ชายหาด ทหารราบจะประจำตำแหน่งอยู่ในบังเกอร์คอนกรีตขนาดใหญ่จำนวน 8 แห่ง ซึ่งมีช่องสำหรับติดตั้งปืนกล โดยปืนกลแบบเอ็มจี 42 (MG-42 Machine Gun) ซึ่งเป็นปืนกลที่มีอัตราในการยิงต่อเนื่องที่รวดเร็ว และมันคืออาวุธร้ายที่สังหารทหารอเมริกันจำนวนมากบนหาดโอมาฮ่าช่วงการบุกวันดีเดย์ถูกติดตั้งเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีรังปืนกลที่อยู่ในบังเกอร์กระสอบทรายจำนวนกว่า 120 แห่ง ฐานยิงปืนครกขนาด 80 มิลลิเมตร จำนวน 6 ฐาน และฐานยิงจรวดหลายลำกล้องแบบเนเบิลเวเฟอร์ (Nebelwerfer) จำนวน 35 ฐาน สนับสนุนการเสริมกำลังด้วยกำลังทหารของกรมทหารราบที่ 916 อยู่ใกล้ๆ กับหาดโอมาฮ่า และยังมีทหารราบจำนวน 1 กองพันทหารราบ จากกองพลทหารราบที่ 716 ซึ่งเป็นหน่วยข้างเคียงส่งกำลังมาสมทบแนวป้องกันแห่งนี้

ทหารเยอรมันคนหนึ่งยอมจำนนต่อทหารอเมริกันในการรบที่แซงโล ที่มาของภาพ 

เมื่อการยกพลขึ้นบกในดีเดย์เริ่มขึ้น ทหารหาญแห่งกองพล 352 นี้คือด่านแรกที่ทหารอเมริกันจะต้องเอาชนะให้ได้ กำลังทหารจากกองพลทหารราบที่ 1 และ 29 รวมทั้งทหารจากกองพันแรนเจอร์ รวมพลบุกทะลวงแนวตั้งรับแห่งนี้ ทหารนายหนึ่งของกองพลทหารราบที่ 352 บอกเล่าเหตุการณ์การบุกของฝ่ายพันธมิตรในวันนั้นเอาไว้ว่า “เมื่อเรามองออกไปทางช่องแคบอังกฤษในเช้าวันนั้น ภาพที่เห็นแตกต่างจากทุกวัน พวกเราทุกคนตื่นตะลึงกับภาพของกองเรือรบซึ่งโผล่ออกมาให้เราเห็นที่เส้นขอบฟ้า ผมไม่เคยเห็นกองเรือรบมากมายขนาดนี้มาก่อน และมันก็กำลังระดมยิงใส่เรา” การระดมยิงอย่างหนักจากเรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เรือพิฆาต ถล่มแนวกำแพงแอตแลนติกอย่างหนักหน่วง แต่อุโมงค์ใต้ดินที่ถูกสร้างมาอย่างดี รวมทั้งบังเกอร์คอนกรีตเสริมเหล็ก คือสิ่งที่พิสูจน์ถึงคุณภาพของวิศวกรรมโยธาของชาวเยอรมัน ทหารเกือบทั้งหมดของหน่วยปลอดภัยจากการระดมยิง เมื่อเรือลำเลียงพลขึ้นบกมุ่งตรงสู่ชายหาดทหารเยอรมัน ทุกคนต่างรู้หน้าที่ของตนเองและเข้าประจำตำแหน่งเพื่อการรบ ปืนกลถูกสั่งให้ยิงใส่เรือลำเลียงพลทันทีที่ประตูหัวเรือเปิดออก เพราะจะเป็นช่วงที่ทหารราบที่อยู่บนเรือรวมกลุ่มกัน และยังไม่กระจายกันออกไป มันจึงเป็นนาทีสังหารของปืนกลที่คร่าชีวิตทหารอเมริกันไปเป็นจำนวนมาก

กองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิ หรือ Volksgrenadier Division ขณะทำการรบในป่าอาเดนส์ ปลายปี 1944 ที่มาของภาพ 

เรือลำเลียงพลเปิดประตูหัวเรือ ความสยดสยองของการฆ่าก็เริ่มขึ้น กระสุนปืนกลแบบเอ็มจี 42 เปิดฉากระดมยิงใส่เรือลำเลียงพลและเหล่าทหารราบผู้โชคร้ายทันที ไฮน์ริช เซเวอร์โลห์ กับปืนกลเอ็มจี 42 ณ วีเดอร์ชตานเนส 62 คือบริเวณพื้นที่ที่เขารับผิดชอบของหาดโอมาฮ่า ตัวเขาเอง และเพื่อนทหารทั้งที่มาจากกองพลทหารราบที่ 352 และเพื่อนทหารจากกองพลทหารราบที่ 716 รวมกันแล้วกว่า 40 ชีวิต ต้องยืนหยัดสู้กับทหารอเมริกันที่บุกเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า สายกระสุนปืนกลเอ็มจี 42 สายแรกและสายต่อๆ มาของปืนกลที่ไฮน์ริชใช้งานอยู่ถูกใส่อย่างรวดเร็วต่อเนื่อง นอกจากปืนกลในมือแล้วก็มีปืนเล็กยาวประจำกายแบบ Kar 98 จำนวน 2 กระบอก “ในวินาทีนั้นผมได้แต่ถามตัวเองว่า พระเจ้าคงทอดทิ้งผมไปแล้ว ทุกครั้งที่ผมเหนี่ยวไกปืน ความคิดเดียวที่ผมคิดในหัวตอนนั้น ผมคิดแค่ว่าผมยิงใส่เป้าปืนที่ใส่เครื่องแบบข้าศึก”

ไฮน์ริช ระดมยิงปืนกลใส่ข้าศึกและสังหารพวกเขาได้เป็นจำนวนมาก แต่ตัวเขาเองกลับสวดมนต์วิงวอนพระเจ้าให้รอดชีวิตในระหว่างที่ยิงปืน ทหารอเมริกันตั้งฉายาที่เขาเองไม่เต็มใจจะรับกับชื่อที่ว่า “ปีศาจแห่งหาดโอมาฮ่า” ไฮน์ริซ เซเวอร์โลห์ กับปืนกลเอ็มจี 42 ระดมยิงสกัดการรุกของทหารอเมริกันไปกว่า 13,500 นัด และยิงกระสุนปืนเล็กยาวแบบ Kar 98 จำนวน 400 นัด เขายืนหยัดสู้กับทหารอเมริกันจนเวลา 15.30 น. ของวันที่ 6 มิถุนายน เขาและทหารที่เหลืออยู่ต่างถอยออกจาก วีเดอร์ชตานเนส 62

กองพลทหารราบที่ 352 แม้จะยืนหยัดสู้อย่างทรหดกับทหารอเมริกันที่หาดโอมาฮ่า และสร้างความสูญเสียได้เป็นจำนวนมากสักเท่าใด แต่ทหารอเมริกันที่บุกเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จำนวนหลายๆ ระลอก ที่สุดก็สามารถตีฝ่าเข้ามาได้ ท่ามกลางการระดมยิงสกัดจากอาวุธนานาชนิดที่กองพล 352 มี แต่ก็มิอาจจะต้านทานการบุกครั้งนี้ได้ มีบางจุดที่ทหารอเมริกันสามารถเจาะแนวรบเข้ามาได้ และเริ่มทำการโอบล้อมกองกำลังหน่วยอื่นๆ ของเยอรมันบนหาด พวกเขาถูกเผาทั้งเป็นด้วยปืนไฟ และถูกฉีกเป็นชิ้นๆ จากระเบิดแรงสูง ทหารเยอรมันบางหน่วยยอมจำนน ทหารอเมริกันแม้จะสูญเสียทหารไปเป็นจำนวนมาก แต่พวกเขาก็ไม่สูญเสียความกล้าแต่อย่างใด กลับเดินหน้าบุกเข้าหาทหารเยอรมันอย่างต่อเนื่อง หน่วยทหารของกองพลทหารราบที่ 352 หลายหน่วยเริ่มถอยร่นออกมาจากตำแหน่งเดิมของตนเองบริเวณแนวชายหาด

ภายหลังจากวันดีเดย์ ปฏิบัติการณ์ตีฝ่าออกจากนอร์มังดีของกองกำลังสัมพันธมิตรก็เริ่มต้นขึ้น ทหารราบของกองพลทหารราบที่ 352 ภายหลังจากถอยร่นออกจากหาดโอมาฮ่า พวกเขาเริ่มรวมพลและจัดแนวรับของตนเองอีกครั้ง จากเดิมที่พวกเขารบต้านทานข้าศึกที่ชายหาด
แต่คราวนี้พวกเขาต้องซุ่มรอและดักยิงทหารราบข้าศึก ยานเกราะ ตามบริเวณพุ่มไม้หนา และแนวเนินดินที่ทอดตัวเป็นแนวยาวสลับไปมานับร้อยๆ ไมล์ มันคือภูมิประเทศแบบโบคาจ อันเป็นลักษณะเฉพาะของภูมิประเทศบริเวณนอร์มังดีของฝรั่งเศส การรบในนอร์มังดีของหน่วยดำเนินไปอย่างทรหด แม้พวกเขาจะถอยร่นลงมา แต่การรบกับข้าศึก อีกครั้งในภูมิประเทศที่ได้เปรียบมากกว่า ก็ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีขึ้นมา ทหารอเมริกันต้องจ่ายด้วยชีวิตทหารนับสิบคนต่อแนวพุ่มไม้หนึ่ง แนวที่พวกเขาเคลื่อนที่ฝ่าเข้ามา แต่การระดมยิงของปืนใหญ่ และการโจมตีทางอากาศของอเมริกันก็สร้างความสูญเสียเป็นจำนวนมากแก่กองพลทหารราบที่ 352 อีกหนึ่งการรบที่สำคัญของหน่วยนี้คือ การรบต้านทานการรุกของทหารอเมริกันที่เมืองแซงโล มันเป็นการรบที่ดุเดือดระหว่างทหารอเมริกันและทหารเยอรมันในเมืองแห่งนี้ อำนาจการยิงที่เหนือกว่าทั้งจากปืนใหญ่ หรือปืนจากเรือรบ รวมทั้งกำลังทางอากาศที่มีทั้งการทิ้งระเบิดปูพรม และการโจมตีสนับสนุนการรุกของกองกำลังภาคพื้นดินของฝ่ายอเมริกัน ทำให้ทหารหาญแห่งกองพลทหารราบที่ 352 นี้ ประสบกับความสูญเสียอย่างหนัก ตั้งแต่วันที่ 6 ถึง 25 มิถุนายน ทหารกว่า 5,527 นายเสียชีวิตในการรบ ถูกผลักดันให้ถอยร่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1944
กองพลทหารราบที่ 352 ก็สิ้นสภาพความเป็นกองพลทหารราบ แม้จะยังมีหน่วยขึ้นตรงบางกองพันที่ยังสามารถทำการรบต่อไป แต่ก็ไม่มีศักยภาพในการรุกได้เลย ผู้บังคับบัญชาอย่างพลโทดีทริซ คราอิส ก็บาดเจ็บในการรบ และเสียชีวิตในอีก 4 วันต่อมา

แม้ทั้งกองพลจะสิ้นสภาพความเป็นกองพลทหารราบ แต่กองทัพเยอรมันก็ยังนำทหารหน่วยนี้มาพักฟื้น และเพิ่มเติมกำลังใหม่อีกครั้ง กำลังส่วนที่เหลือของกองพลทหารราบที่ 352 ถูกส่งไปปรับกำลังและพักฟื้นที่เดนมาร์ก ซึ่งยังอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพเยอรมัน แต่ระหว่างที่กำลังพักฟื้นและปรับกำลังอยู่นั้น ทหารเยอรมันหน่วยนี้ถูกเรียกเข้ามาประจำแนวรบที่ฮอลแลนด์ในระหว่างปฏิบัติการณ์มาเก็ตการ์เด้น ของฝ่ายสัมพันธมิตรที่ทำการรุกสู่ฮอลแลนด์ ภายหลังการรบครั้งนี้ยุติลงกองพลทหารราบที่ 352 ถูกส่งกลับไปปรับกำลังที่เยอรมันช่วงเดือนตุลาคม ปี ค.ศ. 1944

ปลายปี ค.ศ. 1944 กองพลทหารราบที่ 352 ได้รับการปรับกำลังและโครงสร้างใหม่อีกครั้ง จากเดิมกำลังพลส่วนใหญ่คือ อาสาสมัครจากพลเมืองในยุโรปตะวันตกและพื้นที่ยึดครองของเยอรมัน มาตอนนี้พวกเขากลายมาเป็นกำลังทหารที่รับมาจากอาสาสมัคร รวมถึงเกณฑ์มาจากชาวเยอรมันโดยตรง และยังเปลี่ยนชื่อจากกองพลทหารราบที่ 352 มาเป็น กองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิที่ 352 หรือ 352 Volksgrenadier Division มีผู้บังคับการคนใหม่นั่นก็คือ พันเอกอีริค ชมิด กองพลนี้แตกต่างจากกองพลทหารราบตามมาตรฐานทั่วไปของเยอรมันตรงที่มีกำลังทหารราบเพียง 6 กองพัน จากเดิมที่ต้องมี 9 กองพัน แต่พวกเขาก็ได้รับจัดสรรอาวุธที่ใช้ในการรบเทียบเท่ากับกองกำลังหลักของเยอรมันหน่วยอื่นๆ พวกเขายังมีนายทหารที่มีประสบการณ์จากหน่วยอื่นๆ มาเป็นผู้บังคับบัญชา กำลังพลบางส่วนของกองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิ ยังนำกำลังพลจากกองทัพเรือและกองทัพอากาศ มีทั้งกะลาสีและช่างเครื่องบินที่กำลังอยู่ในสภาพ “ว่างงาน” จากการที่เหล่าทัพของพวกเขาหมดศักยภาพทำการรบ มาบรรจุเข้าเป็นกำลังพลของกองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิ

กองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิที่ 352 เข้าร่วมรบในยุทธการที่ป่าอาเดนส์ ปฏิบัติการรุกโต้ตอบครั้งสุดท้ายของกองทัพเยอรมัน โดยหน่วยนี้อยู่ในสังกัดของกองทัพน้อยที่ 85 (LXXXV Armeekorps) ซึ่งเป็นหน่วยขึ้นตรงของกองทัพที่ 7 (7th Armee ) ช่วงแรกของการรบ กองทัพเยอรมันเปิดฉากบุกและผลักดันแนวรบของอเมริกันให้ล่าถอยออกไปได้ สามารถยึดยุทธปัจจัยต่างๆ รวมทั้งจับเชลยศึกอเมริกันได้เป็นจำนวนมาก แต่ภายหลังจากที่ฝ่ายอเมริกันตั้งตัวได้ เริ่มเปิดฉากรุกกลับ รวมทั้งสภาพอากาศจากที่เคยปิดและไม่เอื้อต่อการใช้กำลังทางอากาศได้กลับมามีสภาพเปิด ส่งผลให้อากาศยานฝ่ายพันธมิตรสามารถขึ้นบิน และทำการโจมตีเป้าหมายได้อีกครั้ง กองทัพเยอรมันถูกผลักดันกลับข้ามพรมแดนประเทศตนเองเข้าไปยังจุดเริ่มต้นเดิม ทิ้งเอาไว้เพียงความสูญเสียอย่างมหาศาล และยังเปิดโอกาสให้ฝ่ายพันธมิตรรุกโต้ตอบกลับคืน

ช่วงเดือนเมษายนปี ค.ศ. 1945 กองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิที่ 352 ถูกจัดกำลังลงเป็นเพียงแค่ กำลังรบเฉพาะกิจ และทำการรบต้านทานการรุกข้ามแม่น้ำไรน์ของทหารอเมริกัน ช่วงเวลาแห่งความปราชัยของกองทัพเยอรมันใกล้เข้ามาทุกขณะ แม้พวกเขาจะยืนหยัดสู้กับข้าศึกมาได้ถึงตอนนี้ แต่สภาพการณ์ของเยอรมันในช่วงนั้น ไม่มีทางที่ประเทศชาติของพวกเขาจะชนะสงครามได้ พอถึงเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945 กำลังพลที่เหลือของกองพลประชาชนพิทักษ์ปิตุภูมิที่ 352 ก็ยอมจำนนต่อทหารอเมริกันที่เมืองนูเรมเบิร์ก ปิดฉากการรับใช้ชาติ และจบสิ้นสงครามไปพร้อมกับการยอมแพ้ของเยอรมัน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Website : http://wwiihistorycenter.org/352nd/352history.html Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Volksgrenadier#History_and_Organisation Website : https://en.wikipedia.org/wiki/Heinrich_Severloh Website : http://www.washingtonpost.com/wp-dyn/articles/A10191-2004Jul23_2.html Website : http://www.omaha-beach.org/US-Version/352/352US.html