World's Famous People

แท้จริงภรรยาและลูกสาวของฮิเดโยชิคือผู้อุปถัมภ์ชาวคริสต์

เผยข้อมูลใหม่ แท้จริงภรรยาและลูกสาวของฮิเดโยชิคือผู้อุปถัมภ์ชาวคริสต์ ทั้งก่อนและหลังคำสั่งขับไล่ชาวคริสต์

ที่จริงเรื่องนี้เป็นข้อมูลที่ไม่ค่อยได้รับการเผยแพร่เท่าไหร่นัก ซึ่งนับว่าน่าแปลก เพราะมีแหล่งข้อมูลเป็นหลักฐานชั้นต้นอยู่ แต่อาจเพราะข้อมูลค่อนข้างกระจัดกระจาย และต้องอิงจากบันทึกข้อเขียนของมิชชันนารีตะวันตกในสมัยเซ็นโกคุบางคน เช่น หลุยส์ ฟรัวซ์ รวมถึงบันทึกบทสนทนาระหว่างเจ้าหญิงโกและโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ

เมื่อปี ค.ศ. 2007 ได้มีบทความของ ดร.คิตากาวะ โทโมโกะ ลงในวารสารวิชาการระดับประเทศอย่าง Japan Journal Religious Studies โดยศึกษาเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ ฮิเดโยชิ
ซึ่งเป็นผู้นำประเทศในยุคนั้นได้มีคำสั่งขับไล่ชาวคริสต์และปราบปรามผู้ที่เข้ารีตอย่างรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นเมื่อศตวรรษที่ 15-16 ก่อนที่ประเทศญี่ปุ่นจะปิดตัวจากโลกภายนอกในเวลาต่อมา แม้จะยังมีการติดต่อกับชาวดัตซ์อยู่เมื่อรัฐบาลโตคุงาวะขึ้นมาครองประเทศ แต่ก็จำกัดการติดต่อค้าขายไว้ที่เมืองนางาซากิเท่านั้น

ในเอกสารและจดหมายของฮิเดโยชิหลายฉบับที่เขียนถึงพวกผู้หญิงใกล้ตัว เช่น ภรรยา ลูกสาว หลานๆ และอนุภรรยาที่ใกล้ชิด ได้กลายเป็นแหล่งข้อมูลชิ้นสำคัญในการศึกษาด้วยมุมมองนี้ ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจมาก เพราะนักประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นที่ศึกษาเรื่องราวในช่วงนี้ดูจะมองข้ามบรรดาเอกสารเหล่านี้ไป โดยเฉพาะบทสนทนากับ “เจ้าหญิงโก” ลูกสาวคนที่สามของมาเอดะ โทชิอิเอะ บริวารและสหายคนสนิทของฮิเดโยชิ ซึ่งต่อมาเธอได้รับอุปการะให้เป็นลูกบุญธรรมของฮิเดโยชิ และเป็นลูกสาวบุญธรรมที่ฮิเดโยชิรักเอ็นดูมากที่สุดด้วย (โก คนนี้เป็นคนละคนกับเจ้าหญิงโกที่เป็นลูกสาวคนที่สามของเจ้าหญิง
โออิจิและอาซาอินางามาสะ)

ข้อมูลสำคัญที่เผยใหม่นี้ เกี่ยวกับคำสั่งของฮิเดโยชิให้สังหารชาวคริสต์ด้วยความโหดเหี้ยม แต่ขณะเดียวกันจะพบว่าคนในครอบครัวของเขากลับมีใจเอนเอียงเลื่อมใสไปทางคริสต์นิกายเยซูอิตจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกผู้หญิงใกล้ชิด แต่เรื่องนี้กลับไม่ได้บันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์ใดๆ นัก

ภาพ โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ที่มาของภาพ

เรื่องมีอยู่ว่า คณะมิชชันนารี โดยเฉพาะจากโปรตุเกสซึ่งนำโดยหลุยส์ ฟรัวซ์ ซึ่งเคยมีอภิสิทธิ์และได้รับการสนับสนุนอย่างมากในสมัยของ โอดะ โนบุนางะนั้น เมื่อมาถึงยุคของฮิเดโยชิที่กำลังเรืองอำนาจในช่วง 3-4 ปีแรก พวกมิชชันนารีหรือบาทหลวงทั้งหลายก็พยายามอย่างยิ่งที่จะหาทางติดต่อผูกสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจไว้ให้ได้เหมือนครั้งโนบุนางะ เพราะไม่เช่นนั้นพวกเขาจะไม่สามารถเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่นได้อย่างที่เคย แต่ฮิเดโยชิแตกต่างจากโนบุนางะที่เป็นเจ้านายเก่า เพราะฮิเดโยชิไม่ได้เลื่อมใสศรัทธาในคริสต์ศาสนา เขามีใจใฝ่พุทธศาสนามากกว่า แม้ว่าเขาจะเป็นแม่ทัพสำคัญที่เคยทำศึกกวาดล้างพวกพระนักรบและเผาวัดที่ต่อต้านมาหลายแห่ง แต่เนื่องจากพุทธนิกายที่ฮิโยชินับถือไม่ใช่พวกเหล่านั้น

แล้วเจ้าหญิงโกเกี่ยวข้องอะไรด้วย เพราะเชื่อว่าเธอคือพยานของประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับหลายๆคนในเรื่องนี้

เจ้าหญิงโกเกิดเมื่อ ค.ศ. 1574 เมื่ออายุได้ 11-12 ปี เธอก็ติดตามพี่สาวคือเจ้าหญิงมาอะ เดินทางไปพำนักที่ปราสาทโอซาก้าของฮิเดโยชิซึ่งได้สร้างแล้วเสร็จ เพื่อเป็นฐานที่มั่นในการปกครองประเทศ มาอะพี่สาวของเธอนั้นเป็นเด็กสาวที่มีรูปร่างหน้าตางดงามน่ารักมาก จนไปต้องตาฮิเดโยชิเข้า จึงได้พยายามส่งจดหมาย “จีบ” มาอะที่เวลานั้นอายุแค่ 12-13 ปี แล้วก็รับมาอะเข้ามาเป็นอนุภรรยา ส่วนโกซึ่งเป็นน้องสาว ก็ได้ติดตามพี่ของเธอเข้ามาที่โอซาก้าด้วย สำหรับโกนั้น ฮิเดโยชิรักใคร่เอ็นดูเหมือนลูกสาวมากกว่า เพราะเวลานั้นเขายังไม่มีลูกเลย เนื่องจากเนเนะ ภรรยาหลวงที่แต่งงานกันมานานน่าจะเป็นหมัน โกจึงได้กลายเป็นลูกบุญธรรมของฮิเดโยชิ แล้วอยู่ในความดูแลของเนเนะ

ในปราสาทโอซาก้า เนเนะ หรือ ท่านคิตาโนะมันโดโคโระ คือสตรีที่มีอำนาจสูงสุดในการดูแลเรื่องราวภายใน ที่ปราสาทนั้นมีผู้หญิงอยู่อาศัยจำนวนมาก ทั้งที่เกี่ยวข้องเป็นเครือญาติ หรือเป็นลูกหลานของ
ไดเมียวที่ฮิเดโยชิสนิทด้วยแล้วได้ขอตัวมาชุบเลี้ยงหรือเป็นนางกำนัลให้ โกมีความใกล้ชิดกับเนเนะที่เป็นแม่เลี้ยงมาก แล้วเธอก็ได้พบว่า ในระหว่างนั้น เนเนะได้รับการติดต่อโดยตรงจากคณะมิชชันนารี เพื่อต้องการให้เนเนะเป็นตัวกลางสำหรับขออนุญาตจากฮิเดโยชิให้โบสถ์ของคณะเยซูอิตสามารถทำงานทางศาสนาและเรื่องอื่นๆได้อย่างสะดวก

ภาพเนเนะ หรือ คิตาโนะมันโดโคโระ ที่มาของภาพ

เมื่อลำดับเรื่องราวต่างๆ อาจพบว่าเรื่องนี้เป็นแผนกลยุทธ์ที่แยบยลของกลุ่มบาทหลวงก็เป็นได้ เพราะเนเนะเป็นผู้หญิงที่มีอิทธิพลต่อฮิเดโยชิอย่างสูง แม้ว่าฮิเดโยชิจะเป็นคนบ้าผู้หญิง และมีอนุภรรยาหลายคนเมื่อขึ้นเป็นใหญ่แล้ว แต่ก็ยังให้ความเคารพต่อเนเนะอย่างสูง แม้ว่าเธอจะไม่สามารถมีลูกให้เขาได้ก็ตาม กลุ่มบาทหลวงได้หาทางเข้าหาเนเนะโดยการนำสิ่งของจากตะวันตกมามอบให้

อีกทั้งพยายามชักจูงด้วยคำสอนในคริสต์นิกายเยซูอิต โดยพวกเขาชูให้เห็นว่า “พระพุทธเจ้าในพุทธศาสนา ไม่ได้เป็นพระเจ้า แต่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง” อีกทั้งบาทหลวงฟรัวซ์และบาทหลวงคนอื่นก็ได้อาศัยการผลักดันจาก เคียวโกคุ มาเรีย พี่สาวของอาซาอิ นางามาสะ ซึ่งได้เข้ารีตเป็นคริสต์มานาน เธอเป็นคนหนึ่งที่ได้เข้านอกออกนในปราสาทโอซาก้า และใกล้ชิดกับพวกเนเนะและผู้หญิงคนอื่นๆมาก มาเรียมีอิทธิพลสำคัญที่ทำให้เนเนะรับฟังพวกบาทหลวง เจ้าหญิงโกเองก็เป็นคนหนึ่งที่ฟังคำแนะนำของมาเรียเรื่องคริสต์ศาสนา

นอกจากนี้ พุทธศาสนามหายานในญี่ปุ่น แท้จริงแล้วคือเรื่องของ ผู้ชาย แม้ว่าผู้หญิงจะสามารถออกบวชเป็นชีได้ แต่ก็ไม่ได้มีอำนาจหรือที่ทางพิเศษอะไรเหมือนพระสงฆ์ในวัดญี่ปุ่นที่เข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมือง การบวชเป็นชีของผู้หญิงญี่ปุ่นยุคนั้นเสมือนการละทางโลกหรือไว้ทุกข์ให้สามีหรือครอบครัวตนเอง ไม่ได้มีเป้าหมายที่การเผยแผ่ศาสนาอะไรนัก แต่สำหรับคริสต์เยซูอิตในญี่ปุ่น ยอมรับการเข้ารีตและทำพิธีศีลจุ่มให้ทั้งผู้ชายและผู้หญิงเท่าเทียมกัน ทั้งสองฝ่ายสามารถช่วยขับเคลื่อนเผยแผ่ศาสนาได้ (ซึ่งเป็นการปรับตัวของคริสต์เองด้วย เพราะคริสต์ในยุโรปยุคกลาง ก็เป็นเรื่องของผู้ชายแท้ๆ แต่มาปรับตัวเองใหม่หลังจากยุคล่าอาณานิคมที่พยายามตีความพระเจ้าของชาวคริสต์ให้เอื้อต่อการเผยแผ่ศาสนาในหลายประเทศของเอเชียและแอฟริกา)

บาทหลวง หลุยส์ ฟรัวซ์ ที่มาของภาพ

สุดท้าย เนเนะก็ขออนุญาตจากฮิเดโยชิ ให้โบสถ์ที่โอซาก้าสามารถดำเนินงานทางศาสนาได้ เจ้าหญิงโกเป็นพยานคนหนึ่งในเรื่องราวนี้ และได้เห็นกิจกรรมทางศาสนาของพวกบาทหลวง ยังมีการวิเคราะห์เพิ่มว่า เดิมทีฮิเดโยชิ อาจจะไม่ได้ต่อต้านชาวคริสต์เท่าไร เขามีความรู้เรื่องศาสนาคริสต์น้อยมากและไม่ค่อยสนใจ แตกต่างจากโนบุนางะ อีกทั้งไม่ค่อยทราบเรื่องที่พวกบาทหลวงหาทางติดต่อกับเนเนะโดยตรงในช่วง 2-3 ปีนั้น ซึ่งใน ค.ศ.1586 ก่อนหน้าที่ฮิเดโยชิจะออกคำสั่งห้าม พวกผู้หญิงส่วนใหญ่ในปราสาทโอซาก้าก็หันไปนับถือคริสต์ หรือไม่ก็รับของกำนัลจากพวกบาทหลวงไว้กันมากแล้ว

ระหว่าง ค.ศ. 1586 - 1587 ฮิเดโยชิเริ่มแสดงท่าทีต่อต้านชาวคริสต์ และได้ออกคำสั่งห้ามนับถือศาสนาคริสต์อย่างเด็ดขาด ฮิเดโยชิออกคำสั่งนี้ขณะไปทำศึกที่เกาะคิวชู เวลานั้นโกเพิ่งอายุ 13 ปี การทำกิจกรรมของชาวคริสต์กลายเป็นข้อห้ามในปราสาทโอซาก้า สถานการณ์ไม่สู้ดีนี้ทำให้บาทหลวงกาสปาร์ โคเอลโญ่ พยายามหาทางติดต่อกับเนเนะ

มีจดหมายของฟรัวซ์ที่ชี้ว่า โคเอลโญ่อ้างว่าจะนำของกำนัลเป็นผ้าไหมจากเมืองจีนเข้าไปให้ คนส่งสารนำจดหมายมาถึงเนเนะก่อนที่ฮิเดโยชิจะกลับมาโอซาก้าหลายวัน เนเนะได้เขียนจดหมายกลับไปแสดงความขอบคุณกับผ้าไหม แล้วแสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ เธอชี้แนะพวกบาทหลวงว่า “อย่าพยายามส่งสารไปถึงฮิเดโยชิเพื่อขอให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งในช่วงนี้” เพราะมันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แล้วเธอจะหาโอกาสพูดคุยกับฮิเดโยชิในเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว

ในจดหมายของหลุยส์ฟรัวซ์ระบุว่า “เนเนะเป็นพวกเพแกน (ชาวยุโรปยุคนั้นเหมาเรียกคนที่นับถือศาสนาหรือความเชื่อในท้องถิ่นเดิมของพวกเขาว่าเป็น เพแกน ไปทั้งหมด อะไรที่ไม่ใช่คริสต์จะโดนเหมาไปอย่างนั้น) แต่ก็เป็นสตรีที่มีจิตใจดีงาม ให้การต้อนรับผู้ส่งสารของบาทหลวงอย่างอบอุ่น แล้วยังให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาก”

ฟรัวซ์ยังบันทึกไว้อีกว่า “แต่บาทหลวงโคเอญโญ่ไม่ทันรอตามนั้น เขารีบส่งจดหมายไปอีกฉบับ เพื่อพยายามชี้ว่า “มีคนที่คอยยุแยงคัมปาคุ (ฮิเดโยชิ) นั่นคือพวกที่พยายามจะทำลายชาวคริสต์” เขาจึงได้เขียนคำอธิบายและชี้ให้เห็นถึงการเหยียดศาสนาในครั้งนี้ไป

แต่คนวงในเวลานั้นต่างทราบท่าทีของฮิเดโยชิว่าต้องการสังหารพวกชาวคริสต์มากขนาดไหน จึงไม่มีใครกล้านำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้ถึงมือเนเนะ แต่พวกบาทหลวงยังคงฝากความหวังไว้ที่ “เจ้าหญิงโก” เพราะสำหรับฮิเดโยชิ นอกจากเนเนะและมารดาของเขาเองแล้ว เวลานั้นมีผู้หญิงอีกไม่กี่คนที่ฮิเดโยชิรักใคร่มากและยอมรับฟังคำทุกเรื่อง หนึ่งในนั้นคือเจ้าหญิงโก ซึ่งเธอมีจใจเอนเอียงมาทางคริสต์ศาสนาอยู่แล้วด้วย

ฟรัวซ์ทราบเรื่องที่โกจะต้องออกเรือนไปแต่งงานกับกับ
ไดเมียวหนุ่ม อุคิตะ ฮิเดอิเอะ ซึ่งก็เป็นคนหนุ่มที่ฮิเดโยชิโปรดปรานมาก ฮิเดอิเอะอายุมากกว่าโกแค่ปีเดียว แต่ก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำตระกูล แม้ว่าอำนาจการตัดสินใจเรื่องต่างๆจะยังมีไม่มากนัก ส่วนโกก็ได้รับการยกย่องอย่างสูง ใช้ชีวิตหรูหรา ได้ฉายาว่าเป็นท่านหญิงแห่งบิเซ็น แม้จะออกเรือนไป แต่เธอก็มีจดหมายกลับมาหาฮิเดโยชิและเนเนะอยู่ ซึ่งในจดหมายที่ฮิเดโยชิเขียนกลับไปนั้นก็แสดงความห่วงใยเธอมาก

ภาพ อุคิตะ ฮิเดอิเอะ สามีของเจ้าหญิงโก ที่มาของภาพ

มีจุดน่าสนใจคือ ฮิเดอิเอะและมารดาให้การสนับสนุนพวกคริสต์เยซูอิตมาก ทำให้พวกบาทหลวงหันมาเข้าทางฮิเดอิเอะและโก ทั้งสองมีส่วนสำคัญในการอนุญาตให้สร้างโบสถ์คริสต์ที่โอคายามะ อีกทั้งดินแดนในปกครองของเขาก็กว้างใหญ่ ซึ่งต่อมาเขาได้เป็นไดเมียวที่คุมกำลังทหารมากที่สุดในฝั่งตะวันตก

แม้ว่าคำสั่งห้ามจะออกมาบังคับใช้อย่างเคร่งครัด อีกทั้งการที่ฮิเดโยชิสั่งสังหารบาทหลวงและชาวคริสต์ที่นางาซากิในช่วงนั้นจะเป็นเรื่องสะเทือนต่อความมั่นคงของศาสนาคริสต์ในญี่ปุ่น แต่ความเลื่อมใสศรัทธาของเหล่าไดเมียวและผู้มีอำนาจหลายคนก็ได้หยั่งรากลึกไปมากแล้ว เรื่องน่าคิดคือ กลุ่มเป้าหมายใหญ่ที่พวากบาทหลวงเข้าหาคือพวกผู้หญิงที่เป็นครอบครัวของไดเมียว และกลุ่มไดเมียวหนุ่มๆ รุ่นใหม่

เจ้าหญิงโกได้ไปใช้ชีวิตที่บิเซ็นกับสามี ยังคงนับถือคริสต์ และหลายปีต่อมา เมื่อฮิเดโยชิเริ่มมีอาการป่วย และหันไปมุ่งที่การทำศึกกับเกาหลีและจีน การทำพิธีศีลจุ่มหรือเข้ารีต ก็ได้กลับมาดำเนินการที่โอซาก้าอีก ราวกับว่าความเคร่งครัดในช่วงต้นของคำสั่งได้หายไปมาก ไดเมียวหลายคนก็พากันเข้ารีต ทั้งขั้วอำนาจเก่าและคนรุ่นใหม่ หลายคนที่เข้ารีตมานานตั้งแต่สมัยโนบุนางะ ก็ยังคงแสดงตัวว่าเป็นคริสต์ชนอยู่ เป็นไปได้หรือไม่ว่า ฮิเดโยชิในช่วง 4 ปีสุดท้าย ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้เท่าไรนัก อีกทั้งบรรดาผู้ที่ไปนับถือคริสต์ ก็ล้วนแต่เป็นคนใกล้ชิดกับเขาทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเนเนะ ภรรยาของเขาเอง หรือกระทั่งมัตสึ ภรรยาของโทชิอิเอะที่เป็นเพื่อนสนิท ทุกคนมีความนับถือเลื่อมใสกันทั้งสิ้น แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้ถึงขั้นเปลี่ยนศาสนาเลย พวกเธอยังคงเข้าวัดพุทธ สวดมนต์ไหว้พระกันอยู่

เรื่องย้อนแย้งที่ไม่ได้ปรากฏในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกระแสหลักคือ ในขณะที่ฮิเดโยชิเริ่มออกคำสั่งห้าม และเกิดเหตุสังหารพวกคริสต์ชน แต่ฮิเดอิเอะได้ลงนามในหนังสือเพื่อเป็นผู้สนับสนุนกิจกรรมของคณะเยซูอิตไว้แล้ว แต่เวลานั้นเขายังอายุน้อยมาก และเป็นการตัดสินใจโดยอิสระ เชื่อว่าโกเองก็มีส่วนในเรื่องนี้ด้วย จนกระทั่งใน ปี 1598 ทั้งสองก็ได้เป็นผู้สนับสนุนบาทหลวงและชาวคริสต์ในบิเซ็นอย่างเป็นทางการ ซึ่งในปีนั้น ฮิเดโยชิก็สิ้นชีพลงเพราะอาการป่วยพอดีด้วย สำหรับเรื่องนี้ปรากฏอยู่ในจดหมายของบาทหลวงฟรานซิสโก้ เปเรส

แต่แล้วสถานการณ์ก็พลิกผันไปหมด เมื่อปี 1600 การศึกที่เซกิงาฮาระได้อุบัติขึ้น แล้วฮิเดอิเอะเข้าร่วมกับมิตสึนาริแห่งทัพประจิม สุดท้ายกลับพ่ายแพ้ต่ออิเอยาสึผู้นำทัพบูรพา ผลจากความพ่ายแพ้ ทำให้เขาโดนเนรเทศไปที่เกาฮาจิโจะพร้อมกับลูกชายที่เกิดกับโกอีกสองคน (ทั้งสองก็เข้ารีตด้วย) ด้านโกเมื่อไม่ได้อยู่ร่วมกับสามีและลูกๆ จึงต้องปที่เกียวโตเพื่อขอพึ่งพิงแม่เลี้ยงอย่างเนเนะ

เนื่องจากเนเนะเข้าข้างฝ่ายอิเอยาสึในสงครามที่ผ่านมา ทำให้สถานะของเธอยังคงได้รับการยอมรับ อิเอยาสึเองก็นับถือเธอมาก โกจึงได้รับความปลอดภัยในการคุ้มครองของเนเนะ แล้วในที่สุด เจ้าหญิงโกก็ตัดสินใจเข้ารีตในนิกายเยซูอิตอย่างเต็มตัว กลายเป็นสมาชิกคนแรกในครอบครัวของฮิเดโยชิที่เป็นคริสต์ชน ส่วนเนเนะนั้นแม้ว่าจะมีความนับถือคริสต์ แต่เธอก็รู้บทบาทของตนเอง เธอบวชเป็นชีเพื่อไว้ทุกข์ให้สามีที่ล่วงลับ มีฉายาว่า โคไดอิน ก่อสร้างวัดพุทธที่เกียวโตคือโคไดจิ แล้วจึงเข้าพำนักอยู่ที่นั่นจนสิ้นอายุขัย ส่วนโกก็ยังคงคอยสนับสนุนพวกผู้หญิงให้เข้ารีตมานับถือคริสต์อีกหลายคน การเผยแผ่ศาสนาคริสต์จึงเกิดขึ้นที่ใจกลางอำนาจในเกียวโตผ่านทางผู้หญิงอยู่หลายปี แล้วจึงยุติลงเมื่อญี่ปุ่นปิดประเทศโดยเด็ดขาด

ที่มาของข้อมูล
Journal
Boscaro, Adriana. Edit (1975). 101 Letter of Hideyoshi, Tokyo: Sophia University. Kitagawa, Tomoko (2007). The Conversation of Hideyoshi’s daughter Go. Japan Journal Religious Studies 34/1: 9-25.