World Clvilization

เปิดประตูสู่สามมหาพีระมิดแห่งเม็กซิโกโบราณ

ถ้าใครคิดว่ากลุ่มมหาพีระมิดสามองค์มีเพียงแค่ในประเทศอียิปต์ ลองคิดดูใหม่อีกครั้ง เพราะว่าห่างออกไปกว่าหนึ่งหมื่นกิโลเมตรในดินแดนโลกใหม่หรือทวีปอเมริกา ชนเผ่าดึกดำบรรพ์ที่รุ่งเรืองอยู่เมื่อประมาณปี ค.ศ.100 ได้รังสรรค์กลุ่มพีระมิดสามองค์เอาไว้ในอาณาจักรของพวกเขาด้วยเช่นกัน ทุกวันนี้เรารู้จักที่ตั้งของมหาพีระมิดกลุ่มนั้นว่าเมือง “เตโอติฮัวคาน” (Teotihuacan) ในประเทศเม็กซิโกนั่นเอง

ภาพมุมสูงของเมืองเตโอติฮัวคานจากมุมมองด้านหลังพีระมิดจันทรา ฝั่งซ้ายมือไกลลิบคือพีระมิดสุริยันส่วนถนนที่ทอดยาวอยู่เบื้องหน้าเป็นที่รู้จักกันในชื่อถนนมรณะ ที่มาของภาพ

นักโบราณคดียังไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้ที่สร้างพีระมิดทั้งสามองค์นี้ขึ้นมาคือใครกันแน่ เราไม่ทราบแม้กระทั่งว่าพวกเขาเคยสื่อสารกันด้วยภาษาอะไร มีตัวเขียนแบบใด ล่มสลายลงไปเมื่อไรหรือด้วยสาเหตุใด นอกจากนั้นชื่อเรียกต่างๆที่เรารู้จักในปัจจุบันทั้งถนนสายยักษ์ที่พาดผ่านเมืองและชื่อเมืองเตโอติฮัวคานเองนั้นล้วนแล้วแต่เป็นชื่อที่ชาวแอสเท็กซ์ (Aztecs) ซึ่งบุกเข้ามาหลังจากที่ชนเผ่าดั้งเดิมแห่งเตโอติฮัวคานได้ละทิ้งนครแห่งนี้ออกไปนานหลายร้อยปีแล้วเป็นผู้ตั้งให้ทั้งสิ้น คำว่า “เตโอติฮัวคาน” ในภาษาของชาวแอสเท็กซ์มีความหมายว่า “นครแห่งปวงเทพ” (City of the Gods) นอกจากกลุ่มพีระมิดขนาดใหญ่สามองค์ที่เป็นจุดเด่นของเมืองแล้ว อีกหนึ่งเอกลักษณ์สำคัญของเตโอติฮัวคานก็คือถนนที่ชาวแอสเท็กซ์ตั้งชื่อให้ว่า “ถนนมรณะ” (Avenue of the Dead) ซึ่งเชื่อมพีระมิดทั้งสามองค์เข้าไว้ด้วยกัน
 
คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วทำไมชาวแอสเท็กซ์ถึงได้เข้ามายึดนครแห่งนี้เอาไว้เป็นของตัวเอง คำตอบที่ฟังดูเข้าเค้าที่สุดในมุมของนักโบราณคดีก็คือหนึ่งในโครงสร้างขนาดยักษ์ของเตโอติฮัวคานสามารถตอบโจทย์ตำนานการสร้างโลกของชาวแอสเท็กซ์ได้อย่างชัดเจน พวกเขาจึงเห็นว่านครแห่งนี้คือดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเข้ามาครอบครอง อีกทั้งยังรับเอารูปแบบของผังเมืองและสถาปัตยกรรมจากเตโอติฮัวคานกลับไปประยุกต์ใช้กับเมืองหลวงของชาวแอสเท็กซ์เองที่นครทีโนชติตลาน (Tenochtitlan) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองเม็กซิโกซีตีปัจจุบันด้วย

พีระมิดสุริยันคือพีระมิดที่เก่าแก่ที่สุดและมีขนาดใหญ่ที่สุดในนครเตโอติฮัวคาน ที่มาของภาพ

ชาวแอสเท็กซ์มีตำนานการสร้างโลกที่เรียกว่าตำนาน “ห้าสุริยะ” (Five Suns) พวกเขาเชื่อว่าโลกในแต่ละยุคถูกสร้างขึ้นมาและทำลายลงไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ และถ้าว่ากันตามตำนานแล้วดวงอาทิตย์ของชาวแอสเท็กซ์ถูกทำลายลงไปแล้ว 4 ดวง นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังอยู่ในยุคดวงอาทิตย์ที่ 5 ซึ่งเป็นยุคสุดท้ายที่ถือกำเนิดขึ้นมาจากดินแดนเจ็ดถ้ำ (Seven Caves) ที่ตั้งอยู่ใต้ดิน และด้วยว่าพีระมิดองค์ใหญ่ที่สุดในเตโอติฮัวคานที่เรารู้จักกันในชื่อ “พีระมิดสุริยัน” (Pyramid of the Sun) นั้นมีถ้ำลึกลับทอดตัวอยู่ข้างใต้ นั่นจึงเป็นเหตุผลให้ชาวแอสเท็กซ์เลือกเมืองนี้และตั้งชื่อให้ว่า “นครแห่งปวงเทพ” ด้วยนั่นเอง
 
ถึงแม้ว่าเตโอติฮัวคานจะมีพีระมิดสามองค์เหมือนที่กิซ่าประเทศอียิปต์ แต่ในเรื่องของขนาดแล้วพีระมิดของเตโอติฮัวคานเทียบพีระมิดของอียิปต์ไม่ติดเลย พีระมิดสุริยันที่มีขนาดใหญ่ที่สุดนั้นมีขนาดฐานประมาณ 220 x 230 เมตร เรียกได้ว่าใกล้เคียงกับขนาดฐานของมหาพีระมิดแห่งฟาโรห์คูฟู (Khufu) องค์ใหญ่ที่สุดในกิซ่าอยู่ไม่น้อย แต่ว่าความสูงของพีระมิดสุริยันเทียบพีระมิดของคูฟูไม่ติดฝุ่น ด้วยความสูงเพียงแค่ 75 เมตร เมื่อเทียบกับพีระมิดของคูฟูที่สูงถึง  147 เมตรแล้วเรียกได้ว่าพีระมิดสุริยันนั้นสูงเพียงแค่ครึ่งเดียวของพีระมิดคูฟูเท่านั้นเอง
 
นักโบราณคดีพบว่าพีระมิดสุริยันสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ.100 จุดประสงค์ของการสร้างไม่เหมือนกับพีระมิดของอียิปต์โบราณที่ใช้เป็นสุสานสำหรับฝังศพกษัตริย์ เพราะพีระมิดของเตโอติฮัวคานนั้นน่าจะใช้เป็นวิหาร เนื่องจากด้านบนของพีระมิดไม่ได้สอบเข้าหากันเป็นยอดแหลมเหมือนพีระมิดอียิปต์ ทว่าจะเป็นแบบตัดเรียบ ซึ่งนักโบราณคดีคาดว่าน่าจะเคยมีวิหารตั้งอยู่ด้านบน ทว่าในปัจจุบันวิหารบนยอดของพีระมิดสุริยันได้พังทลายลงไปแล้ว จึงทำให้เราไม่ทราบว่าในอดีตมันเคยใช้เป็นสถานที่บูชาเทพเจ้าองค์ใดของชาวเตโอติฮัวคานกันแน่

พีระมิดจันทราตั้งอยู่ที่ปลายสุดของถนนมรณะ มีเทือกเขาเซร์โร กอร์โดตั้งเด่นเป็นฉากหลัง ที่มาของภาพ

ทางด้านเหนือของเมืองเป็นที่ตั้งของพีระมิดที่ใหญ่เป็นอันดับสองของเตโอติฮัวคาน ในเมื่อมีพีระมิดสุริยันแล้ว เดาได้ไม่ยากเลยว่าพีระมิดองค์ที่สองก็ต้องเกี่ยวข้องกับดวงดาวเช่นกัน เรารู้จักพีระมิดองค์นี้กันในชื่อ “พีระมิดจันทรา” (Pyramid of the Moon) นั่นเอง พีระมิดจันทรามีขนาดเล็กกว่าพีระมิดสุริยันพอสมควร ด้วยขนาดฐานกว้างยาวประมาณด้านละ 168 เมตร สูงประมาณ 46 เมตร และสร้างขึ้นในช่วงประมาณปี ค.ศ.200 ถึง ค.ศ.450 นักโบราณคดีเชื่อว่าชนโบราณที่รังสรรค์พีระมิดจันทราขึ้นมาน่าจะใช้ภูเขาที่มีชื่อว่า “เซร์โร กอร์โด” (Cerro Gordo) ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังเป็นต้นแบบ นอกจากนั้นที่ด้านหน้าพีระมิดองค์นี้ยังมีพีระมิดขนาดเล็กอีกนับสิบองค์ตั้งอยู่เรียงราย แต่นักโบราณคดีก็ยังไม่ค่อยเข้าใจพีระมิดจันทราองค์นี้มากเท่าใดนักจนกระทั่งในปี ค.ศ.2004 มีการขุดสำรวจโครงสร้างภายในพีระมิดจันทราจนนำมาซึ่งการค้นพบที่น่าตื่นตะลึง นั่นก็คือหลักฐานของการ “บูชายัญ” อันโหดร้าย ทั้ง ซากศพมนุษย์ไร้หัว ซากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก สัตว์เลื้อยคลานต่างๆ รวมทั้งสิงโตภูเขา หมาป่า นกอินทรี เหยี่ยว นกฮูก ไปจนถึงงูหางกระดิ่ง!! นอกจากนั้นยังพบว่ามนุษย์ที่ถูกบูชายัญนั้นต่างก็โดนจับมัดมือไพล่หลังเอาไว้ นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องตายอย่างไม่เต็มใจแน่นอน เพียงแค่ว่านักโบราณคดียังไม่ทราบแน่ชัดว่าพวกเขาเป็นใคร แต่บางทีพวกเขาอาจจะถูกนำมาบูชายัญในระหว่างการต่อเติมพีระมิดจันทราในแต่ละครั้งก็เป็นได้
 
พีระมิดองค์เล็กที่สุดในเตโอติฮัวคานคือพีระมิดอสรพิษขนนกที่ได้ชื่อนี้มาจากภาพสลักรูปงูยักษ์ประดับขนนกที่ตกแต่งอยู่โดยรอบขององค์พีระมิด ที่มาของภาพ

พีระมิดองค์สุดท้ายของเตโอติฮัวคานตั้งอยู่ทางด้านใต้สุดของเมือง ชื่อของพีระมิดองค์นี้คือ “พีระมิดอสรพิษขนนก” เทพเจ้าในร่างของงูใหญ่ประดับด้วยขนนกเป็นเทพองค์สำคัญของอเมริกากลางโบราณ พระองค์มีนามว่า “เควตซัลโคแอทเทิล” (Quetzalcoalt) และด้วยว่าโดยรอบของพีระมิดองค์นี้ประดับประดาไปด้วยภาพของเทพเจ้างูใหญ่ประดับขนนกจึงเป็นที่มาให้กับชื่อพีระมิดอสรพิษขนนกนั่นเอง พีระมิดองค์นี้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ.150 ถึง ค.ศ.200 มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาพีระมิดทั้งสามองค์ นอกจากนั้นยังมีการค้นพบหลักฐานการบูชายัญมนุษย์อย่างโหดร้ายใต้พีระมิดองค์นี้ พวกเขาถูกฝังพร้อมกับอาวุธและหัวหอกมากกว่า 150 ชิ้น นั่นจึงทำให้นักโบราณคดีตีความว่าศพของผู้โชคร้ายเหล่านี้อาจจะเป็นทหารที่ถูกนำมาบูชายัญเพื่อให้ทำหน้าที่เฝ้าพีระมิดอสรพิษขนนกไปชั่วนิรันดร์นั่นเอง

----------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.livescience.com/22545-teotihuacan.html
http://www.ancient-origins.net/ancient-places-americas/uncovering-ancient-pyramid-science-teotihuacan-where-men-become-gods-007896?nopaging=1
http://www.metmuseum.org/toah/hd/teot2/hd_teot2.htm
https://www.britannica.com/place/Teotihuacan
http://www.ancient.eu/Teotihuacan
https://uncoveredhistory.com/mexico/teotihuacan/teotihuacan-pyramid-of-the-sun