Food World

ที่มาของคำว่า Picnic และการปิกนิกแบบไทยๆ

คอลัมน์
Food Fella
-----------------

คำว่า 'ปิกนิก' (Picnic) มาจากคำฝรั่งเศส pique-nique ปรากฏครั้งแรกในหนังสือ Origines de La Langue Française หรือ 'ต้นกำเนิดภาษาฝรั่งเศส' เขียนโดย Tony Willis เมื่อปี ค..1692 หนังสือเล่มดังกล่าวอธิบายคำว่า ปิกนิก หมายถึงกลุ่มคนที่พกไวน์ติดตัวมารับประทานอาหารนอกบ้านกับเพื่อนฝูง คอนเซปต์ของปิกนิกยังครอบคลุมถึงประเพณีที่แต่ละคนนำอาหารของใครของมันจากบ้านมาร่วมแบ่งปันบนโต๊ะอาหารด้วย


The luncheon on the grass by Edouard Manet

คำว่า 'pique' ยังมีความหมายถึงการคัดเลือกสิ่งของซึ่งเป็นคำเดียวกับคำว่า 'pick' ส่วน 'nique' ที่เป็นหางคำมีความเป็นไปได้ว่าเป็นศัพท์ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้คล้องกับคำข้างหน้า เพราะแม้กระทั่ง Oxford English Dictionary ยังระบุว่าเป็นศัพท์ที่คลุมเคลือซึ่งรากกำเนิด

จากฝรั่งเศสคำว่าปิกนิกเข้าไปยังประเทศอังกฤษในปี ค.ศ.1748 ซึ่งปรากฏครั้งแรกในจดหมายของ Lord Chesterfield โดยคำนี้เชื่อมโยงกับการสนทนา สังสรรค์ และการเล่นไพ่ ก่อนจะนำมาใช้อย่างเป็นทางการราวศตวรรษที่ 19 โดยกลุ่มชนชั้นสูงชาวลอนดอนที่ตั้งชื่อกลุ่มกันว่า The Picnic Society มีวัฒนธรรมการเลี้ยงฉลองโดยให้สมาชิกในกลุ่มจัดเตรียมอาหารและเครื่องดื่มมาจากบ้านเพื่อมาแชร์กัน ณ Pantheon บนถนนอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งถือเป็นสโมสรสำหรับสังสรรค์ของคนลอนดอนในยุคนั้น


ที่มาของภาพ

และเป็นศตวรรษที่ 19 นี้เองที่วัฒนธรรมปิกนิกเริ่มเป็นที่นิยมในไลฟ์สไตล์ของคนฝรั่งเศส อังกฤษ และยุโรป โดยหนึ่งในปัจจัยสำคัญมาจากการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1798 เพราะหลังจากการปฏิวัติได้มีการเปิดสวนภายในพระราชวังหลายแห่งทั่วประเทศให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อนหย่อนใจ ไอเดียในการนำอาหารว่างพร้อมไวน์มาดื่มดำ่พลางชมสวนสวยจึงเกิดขึ้น หลักฐานหนึ่งที่เป็นรูปธรรมเห็นได้ชัดคือภาพเขียน 'Le déjeuner sur l’herbe' หรือ The Luncheon on the Grass ของจิตรกรคนสำคัญแห่งยุคอิมเพรสชั่นนิสม์ Édouard Manet ซึ่งเป็นรูปของชายสองคนกำลังสนทนากันในสวนโดยมีหญิงเปลือยนั่งมองออกมาที่คนดู ด้านข้างของหญิงเปลือยมีตระกร้าบรรจุผลไม้และขนมปัง เป็นปิกนิกเก๋ๆ สไตล์มาเน่อย่างแท้จริง
 
สมัยเรียนหนังสือ ผู้เขียนเคยได้ยินที่มาของคำว่าปิกนิกอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ซึ่งเกิดมาจากยุคการค้าทาสในอเมริกา โดยคำว่า 'picnic' มีรากมาจากคำว่า 'pic a nig' ซึ่งกร่อนมาจากคำเต็มว่า pick a nigger... ใช่ค่ะ เคยมีคนเชื่อว่าวัฒนธรรมการรับประทานอาหารในสวนเกิดขึ้นระหว่างที่ครอบครัวคนขาวออกมานอกบ้านเพื่อเลือก (pick) ประมูลคนผิวสีไปรับใช้เป็นทาสนี่เอง ซึ่งระหว่างการประมูลคนผิวสี พวกคนขาวก็จะจัดอาหารกินดื่มสังสรรค์กันกลางแจ้ง รอคนที่ถูกใจขึ้นเวที... เป็นเวอร์ชั่นที่ป่าเถื่อนชะมัด แต่นั่นล่ะ เรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้รับการยืนยันว่านี่คือที่มาของคำว่าปิกนิกจริงหรือไม่ แค่นำมาเล่าเป็นเกร็ดไว้เฉยๆ


ที่มาของภาพ

วัฒนธรรมปิกนิกเพิ่งเข้ามาในบ้านเราไม่นาน เพราะแต่ก่อนคนไทยไม่มีสวน สวนสาธารณะเพิ่งมีครั้งแรกในไทยในปี ค.ศ.1925 (พ.ศ.2468) คือสวนลุมพินีในเขตปทุมวัน สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) หากก่อนหน้านี้ภายในพระราชวังของเจ้าขุนมูลนายหลายแห่งก็เริ่มมีการจัดสวนและรับประทานอาหารว่างตามอย่างคนตะวันตกแล้ว แต่ก็เป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นแต่ในรั้ววัง การกินข้าวนอกบ้านของประชาชนทั่วไปที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับการปิกนิกเห็นจะมีแต่การกินข้าวกลางวันในท้องนา ในวันที่ชาวบ้านออกมาทำนาทำไร่ แต่นั่นก็เป็นการกินข้าวในฐานที่เป็นกิจวัตร หาใช่การกินเพื่อสังสรรค์พลางรื่นรมย์กับทัศนียภาพตามอย่างคนยุโรปไม่

การเกิดขึ้นของ 'สถานตากอากาศชายทะเล บางปู' ในปี ค.ศ.1939 (พ.ศ.2482) โดยดำริของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นที่ตั้งใจให้สถานที่นี้เป็นแหล่งพักผ่อนทางธรรมชาติของคนกรุงเทพฯ ช่วยสร้างเสริมวัฒนธรรมปิกนิกในหมู่ชนชั้นกลางในไทย ที่ซึ่งในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์ ชาวเมืองจะพาครอบครัวออกมารับประทานอาหารร่วมกันริมทะเลบางปูแห่งนี้ เช่นเดียวกับเมืองชายทะเลแห่งอื่นๆ ที่ถูกพัฒนาให้กลายมาเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและการท่องเที่ยวในเวลาต่อมา

ที่มาของภาพ

คนไทยแต่เดิมไม่กินขนมปัง ชีส ไวน์ หรือแชมเปญ กว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามาอยู่ในวิถีก็เพิ่งไม่กี่สิบปีมานี้ เช่นนั้นแล้วอาหารที่อยู่ในวงปิกนิกจึงยังเป็นอาหารที่คนไทยคุ้นเคย เช่น หมูทอด หมูแดดเดียว ไข่ปิ้ง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ปอเปียะทอด รวมทั้งขนมปังหน้าหมู ที่นำหมูสับมาทอดกับขนมปังทานคู่กับน้ำจิ้มอาจาด เป็นต้น

เมี่ยงคำเป็นอีกของว่างตำรับเก่าแก่ที่เหมาะแก่การปิกนิกในยามบ่าย เพราะเป็นอาหารที่ทานง่ายและไม่หนักท้อง แถมวัตถุดิบก็หาได้ไม่ยาก (แม้จะมีหลายอย่างก็ตาม) แม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเมี่ยงคำถูกประดิษฐ์ขึ้นมาได้อย่างไรและตอนไหน แต่หลักฐานแรกๆ ที่พบอยู่ในบทพระราชนิพนธ์ 'กาพย์เห่ชมเครื่องว่าง' ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ว่า
 
เมี่ยงคำน้ำลายสอ                        เมี่ยงสมอเมี่ยงปลาทู
ข้าวคลุกคลุกไก่หมู                        น้ำพริกกลั้วทั่วโอชา

เมี่ยงคำประกอบไปด้วยเครื่องเมี่ยงและน้ำเมี่ยง ได้แก่ มะพร้าวคั่ว กุ้งแห้ง ขิง ถั่วลิสงคั่ว หอมแดง มะนาว และพริกขี้หนู ส่วนที่เป็นน้ำเมี่ยงประกอบด้วย น้ำตาลปี๊บ น้ำปลา กะปิ กุ้งแห้งป่น ผักที่ใช้ห่อได้แก่ ใบทองหลาง หรือใบชะพลู วิธีการรับประทานก็คือนำใบทองหลางหรือใบชะพลูมาห่อเครื่องทั้งหมด ราดด้วยน้ำเมี่ยง ห่อรวมกันและหยิบเข้าปาก เป็นอาหารที่กินง่าย อร่อยครบรส ได้คุณค่าทางโภชนาการจากสมุนไพร และที่สำคัญคือสะดวกในการจัดเตรียมไปกินนอกสถานที่ (แม้กระบวนการปรุงจะค่อนข้างเยอะอย่าง เพราะทั้งหั่นเต๋า ซอยหอม หั่นขิง ฯลฯ ตามจารีตจากรั้ววัง) รวมทั้งวิธีการรับประทานที่เหมาะแก่การล้อมวงกินด้วยกัน จึงถือเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยที่วัฒนธรรมปิกนิกเข้ามาในบ้านเรา

ที่มาของภาพ

แม้ว่าทุกวันนี้เราสามารถหาซื้อเมี่ยงคำแบบห่อสำเร็จได้สะดวกขึ้นตามท้องตลาด ไม่ต้องเตรียมมาให้ยุ่งยากเช่นสมัยก่อน กระนั้นเมื่อพูดถึงการปิกนิกหรือหอบข้าวไปกินนอกบ้าน แทนที่จะเป็นอาหารหลัก เมี่ยงคำกลับถูกแทนที่ด้วย ไก่ย่าง ส้มตำ หรือคอหมูย่าง ซึ่งถูกปากคนไทยส่วนใหญ่ (รวมทั้งผู้เขียน) มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันถูกล้อมวงรับประทานร่วมกันในเพิงเล็กๆ ริมแม่น้ำ ใกล้น้ำตก หรือชายทะเล
 
ส่วนการปิกนิกแบบวิถีตะวันตกอย่างการนำขนมปัง ชีส และไวน์ใส่ตระกร้า ปูเสื่อบนสนามหญ้าในสวนป่า... ในบ้านเราเห็นจะมีแต่คนรุ่นๆ ผู้เขียนที่ต้องการจะจัดพรอพเก๋ๆ เพื่อถ่ายรูปอัพลงเฟซบุ๊คหรืออินสตาแกรมเท่านั้น หายากไปนิดที่จะทำเช่นนั้นเพื่อปิกนิกเป็นกิจจะ

เพราะแท้จริงแล้ว จิตวิญญาณของการปิกนิกของเราๆ ท่านๆ คือ 'ส้มตำ' นี่แหละค่ะ หรือใครจะเถียง 

-----------------------
Did you know?
ปิกนิกเชื่อมโยงกับการปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ใช่เฉพาะในแง่มุมของประชาชนได้สิทธิ์ในการใช้พื้นที่สวนในวังอย่างเป็นสาธารณะเท่านั้น เพราะเมื่อปี 2000 ชาวฝรั่งเศสได้ออกมาปิกนิกร่วมกันเป็นเส้นทางยาวกว่า 600 ไมล์จากชายฝั่งหนึ่งสู่อีกชายฝั่งหนึ่งของประเทศ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติ (วันที่ 14 กรกฎาคม) ซึ่งถือเอาวันที่คณะปฏิวัติทำลายคุกบาสตีล (Bastille) อันเป็นเหตุการณ์สำคัญนำมาสู่การปฏิวัติฝรั่งเศสได้สำเร็จ ส่วนวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันชาติอันตรงกับวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็นิยมออกมาปิกนิกเพื่อเฉลิมฉลองวารวันอันสำคัญในอดีตด้วยเช่นกัน
----------------------