Crazy World

แค่โกนหนวดถึงกับตายเชียวหรือ?

เป็นไปได้ยังไง แค่ใช้แปรงตีฟองครีมโกนหนวดก็ทำให้ทหารและพลเรือนนับร้อยรายในสงครามโลกครั้งที่ 1 ติดโรคแอนแทรกซ์ โรคระบาดโบราณที่ร้ายแรงถึงชีวิต
 
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 การจะโกนหนวดให้เกลี้ยงต้องใช้แปรง(ตีฟอง) สบู่แท่งยาว ๆ และมีดโกนคมกริบ แต่บางครั้งก็โชคร้ายที่ปรากฏว่ามีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาอยู่บนผิวหน้าเสียด้วย นั่นคือ เชื้อโรคระบาดโบราณที่ทำให้เกิดความเสียหายมาหลายยุคหลายสมัย 

ทหาร “กัลบก” ฝรั่งเศสโกนหนวดในหลุมเพลาะ ที่มาของภาพ

ถูกแล้ว เรากำลังพูดถึง เชื้อแอนแทรกซ์ (antrax)
 
การศึกษาของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค หรือที่เรียกย่อๆ ว่า CDC อธิบายว่าแปรงขนสัตว์ที่ใช้ตีฟองสบู่ในการโกนหนวดนั้นแพร่เชื้อโรคนี้ได้อย่างไร โดยศึกษาจากกรณีเจ็บป่วยที่มีอาการของโรคแอนแทร็กซ์ในทหารอังกฤษและอเมริกัน รวมถึงพลเรือน ทั้งสิ้น 200 รายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลการศึกษาชี้ว่าก่อนเกิดสงคราม (ก่อน ค.ศ.1914) นิยมใช้ขนหมู ขนม้าและขนแบดเจอร์มาทำเป็นแปรงตีฟองสบู่ โดยเฉพาะแปรงขนแบดเจอร์ (badjor) นั้นเป็นที่นิยมมากที่สุดเพราะมีคุณสมบัติอุ้มน้ำดีที่สุดในบรรดาแปรงขนสัตว์ต่างๆ ที่กล่าวมา 

แบดเจอร์ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ที่นิยมนำขนมาทำแปรงตีฟองโกนหนวด ที่มาของภาพ


แปรงขนแบดเจอร์พร้อมด้ามจับหลากหลายรูปแบบ ที่มาของภาพ
 
แต่เมื่อสงครามเกิดขึ้นปรากฏว่าขนแบดเจอร์หายากขึ้น ทำให้ต้องมีการทำแปรง “เลียนแบบ” ขนแบดเจอร์โดยใช้ขนม้าที่นำเข้าจากต่างประเทศแทน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อแอนแทรกซ์ให้กับผู้ชาย โดยเฉพาะทหารที่ต้องโกนหนวดอยู่เป็นประจำ

โรคติดเชื้อที่ว่านี้เกิดจากเชื้อชื่อ Bacillus anthracis ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่มีชีวิตและเติบโตได้ในดินแม้เวลาผ่านไปยาวนาน ดังนั้น เมื่อปศุสัตว์กินอาหาร (หญ้า) ที่ปนเปื้อนเชื้อดังกล่าวเข้าไป แล้วคนไปสัมผัสกับสัตว์เหล่านั้นก็จะติดโรคได้
 
ทั้งนี้ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมกินพืชทั้งที่เป็นสัตว์ป่าและสัตว์บ้านพบติดเชื้อแอนแทรกซ์ที่รับเอนโดสปอร์ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า สปอร์เข้าทางปากหรือจมูกขณะกำลังกินหญ้า คาดกันว่าการกินเป็นทางที่สัตว์กินพืชติดต่อกับแอนแทรกซ์มากที่สุด สัตว์กินพืชที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันอาจติดเชื้อจากการกินสัตว์ที่ติดเชื้อแล้ว สัตว์ที่ป่วยสามารถแพร่แอนแทรกซ์แก่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อโดยตรงหรือโดยการบริโภคเนื้อของสัตว์ที่ติดเชื้อ
 
ที่น่าสนใจคือเชื้อแอนแทรกซ์ไม่แพร่โดยตรงจากสัตว์หรือคนที่ติดเชื้อไปยังอีกคนหรือตัวหนึ่ง แต่แพร่โดยสปอร์ สปอร์เหล่านี้สามารถส่งผ่านได้โดยเสื้อผ้าหรือรองเท้า ร่างกายของสัตว์ที่มีแอนแทรกซ์อยู่ในช่วงที่ตายสามารถเป็นแหล่งสปอร์แอนแทรกซ์ได้
 
ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารและพลเรือนจำนวนไม่น้อยใช้แปรงที่ปนเปื้อนเชื้อแอนแทร็กซ์ ซึ่งเป็นแปรงขนม้านำเข้าที่ “เลียนแบบ” ขนแบดเจอร์ที่กล่าวถึงข้างต้น เพียงแต่เชื้อดังกล่าวไม่ได้อยู่ในตัวม้าโดยตรง หากเป็นสปอร์ที่ซ่อนอยู่ในขนม้าที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อและรอคอยโอกาสเข้าสู่ร่างกายผู้เคราะห์ร้ายทางแผลที่เกิดขึ้นระหว่างการโกนหนวด

ทหารฝรั่งเศสโกนหนวดให้ทหารอังกฤษ ที่มาของภาพ
 
ขณะเดียวกันในช่วงที่มีการทำสงครามเคมีอย่างกว้างขวางในสงครามโลกครั้งที่ 1 นายทหารเห็นว่าหน้ากากกันก๊าซพิษจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสวมบนใบหน้ากำลังพลที่โกนหนวดเคราเกลี้ยงเกลาดีแล้ว ดังเห็นได้จากการที่สหรัฐแจก “ชุดกากี” (‘khaki kits’ หรือ ‘khaki set’) ที่ไม่ใช่เสื้อผ้า หากแต่เป็นชุดโกนหนวดบรรจุในกล่องที่หุ้มด้วยผ้าสีกากี ซึ่งออกแบบให้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับทหารที่ต้องโกนหนวดในสนามรบ ทั้งนี้ แปรงที่มาพร้อมกับ “ชุดกากี” นี้มีบางชิ้นที่ทำจากขนม้าที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อจนเป็นสาเหตุการแพร่โรคแอนแทร็กซ์ในที่สุด


ชุดโกนหนวดของทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มาของภาพ
 
ซ้ำร้าย ยังมีการใช้เชื้อแอนแทรกซ์เป็นอาวุธชีวภาพในสงครามโลกครั้งที่ 1 ด้วย เมื่อเยอรมนีพยายามทำให้สัตว์ที่เตรียมส่งไปยังประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรติดเชื้อโรคดังกล่าว หรือแม้แต่มีการฝังสัตว์ที่ติดเชื้อลงในพื้นดินสหรัฐระหว่างการก่อวินาศกรรมที่นำโดยเยอรมนี

ทหารเยอรมัน (ก็) โกนหนวดในบังเกอร์ ที่มาของภาพ
 
แล้วเชื้อแอนแทรกซ์ยังซุ่มตัวรอวันกลับมาเล่นงานผู้เคราะห์ร้ายอยู่ในแปรงตีฟองสบู่รุ่นคุณปู่อีกหรือเปล่า
 
คำตอบคือ ใช่ แต่ก็มีข้อบ่งชี้อยู่ว่า ถ้าแปรงขนสัตว์ที่ทำขึ้นหลังปี 1930 ซึ่งมีกฎหมายควบคุมการฆ่าเชื้อออกมาบังคับใช้ ก็น่าจะเบาใจได้ว่ามีความเสี่ยงต่ำมาก รวมถึงแปรงย้อนยุคที่มีวางขายในปัจจุบัน (ถ้าเชื่อว่าทำตามกฎหมายนะ)
 
แต่ถ้าเป็นแปรงเก่าแก่ของแท้ดั้งเดิมที่มีการก่อนปี 1930 ก็อาจต้องระวังกันไว้บ้างเพราะอาจยังมีโอกาสที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้ออยู่ไม่น้อย ซึ่งเอกสารวิชาการเรียกว่า “ความเสี่ยงเชิงสมมติฐาน” คือมีโอกาสหรือแนวโน้มที่จะเกิดการติดเชื้อจากแปรงขนสัตว์ที่ไม่ได้รับการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้องมาก่อน นั่นเอง
 
ฟังอย่างนี้ คนที่นิยมการโกนหนวดแบบวินเทจ ได้อารมณ์จากการใช้แปรงตีฟองสบู่ ลูบไล้ไปทั่วใบหน้า ใต้คางและลำคอ แล้วค่อยๆ ใช้มีดโกนที่ลับกับแผ่นหนังยาวๆ (แต่ต้องเปลี่ยนใบมีดด้วยนะ) ค่อยๆ โกนไล่ไปจนเกลี้ยงเกลาหล่อเหลา ก็คงวางใจได้ 


ชุดโกนหนวดสไตล์วินเทจที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ที่มาของภาพ
 
แต่จะให้ดีอย่าลืมชำเลืองดูว่าแปรงตีฟองสบู่ที่ทางร้านใช้ หรือที่ซื้อมาใช้เอง ผ่านการฆ่าเชื้อถูกต้องหรือเปล่า อย่างน้อยก็ขออย่าให้เราเป็นผู้เคราะห์ร้ายจากเชื้อมหันตภัยที่เคยเล่นงานทหารและผู้คนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้วเลย
 
หมายเหตุ 

1.คนไทยก็รู้จักสัตว์ในตระกูลแบดเจอร์มานานแล้ว คือ ตัวหมาหริ่ง หรือ หมาหรึ่ง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Melogale personata เป็นชนิดเดียวที่พบในไทยและจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองอีกด้วย 
2.ปัจจุบันมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพต่อแอนแทรกซ์แล้ว และโรคบางรูปแบบสนองดีต่อการรักษาปฏิชีวนะ
 
-----------------
เรียบเรียงจาก
http://www.smithsonianmag.com/smart-news/how-shaving-brushes-gave-world-war-i-soldiers-anthrax-180963125/?utm_source=facebook.com&utm_medium=socialmedia
http://www.foxnews.com/tech/2017/05/03/how-shaving-brushes-spread-anthrax-during-wwi.html
https://th.wikipedia.org/wiki/แอนแทรกซ์