Oriental World

จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ “ปูยี” เผชิญหน้า “ศัตรู” ผู้ไล่เขาจากบัลลังก์มังกร

วันนั้นคงเป็นอีกวันหนึ่งที่ปูยี อดีตจักรพรรดิโลกไม่ลืมต้องไม่ลืมเลือน

วันที่ 13 ตุลาคม 1961 ณ กรุงปักกิ่ง ในงานพิธีฉลองครบรอบห้าสิบปีการปฏิวัติซินไฮ่ (การปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิง)
 
ปูยี ได้รับเชิญมาเป็นแขกในวันนั้น ไม่ใช่ในฐานะของฮ่องเต้ แต่ในสถานะของประชาชนเต็มขั้น เขาเดินเข้าห้องประชุมมาอย่างแช่มช้า วันนี้เขาไม่ใช่ฮ่องเต้หนุ่มที่ปราดเปรียวอีกแล้ว แต่เป็นชายวัย 55 ปี สวมแว่นตา ใส่ชุดจงซานธรรมดาๆ เมื่อเขาเดินเข้ามา ปูยีพบว่ามีชายชราวัยเจ็ดสิบกว่าผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนยิ้มให้เขาอยู่ ปูยียืนเพ่งพินิจอยู่ครู่หนึ่ง จึงนึกออก ชายชราผู้นี้คือคนที่ขับไล่เขาออกจากพระราชวังต้องห้าม!
 
ชายชราผู้นี้คือ ลู่จงหลิน 鹿 (1885 - 1969)
 
ย้อนกลับไปในปลายปี 1924 เมื่อนายพลเฟิงอี้เสียง 冯玉祥 ยึดปักกิ่งได้จากเฉาคุน 曹锟 ขุนศึกที่ยึดครองปักกิ่งอยู่ ในเวลานั้น ปูยีหนุ่ม พระชนมายุ 19 พรรษา แม้จะสละราชสมบัติไปตั้งแต่ ค.ศ.1912 แต่ทางสาธารณรัฐยังยอมให้กินเบี้ยหวัด และอาศัยอยู่ในวังต้องห้าม

ปูยี จักรพรรดิโลกไม่ลืม ที่มาของภาพ

เป็นที่รู้กันว่านายพลเฟิงอี้เสียงนั้นไม่เคยคิดจะเลี้ยงปูยีไว้ องค์ชายฉุน ไจ้เฟิง 载沣 พระบิดาของปูยี จึงต้องเสด็จไปพบเฟิงอี้เสียงด้วยองค์เองเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เฟิงอี้เสียงละเว้นปูยี ด้านจักรพรรดิปูยีก็ใช้ให้ราชครู เฉินเป่าเชิน 陈宝琛 มาร้องขออีกแรง
 
ลู่จงหลินที่ขณะนั้นเป็น ผู้บัญชาการรักษาพระนคร กลัวว่านายพลเฟิงจะใจอ่อน
จึงเสนอกับนายพลเฟิงว่า
 
“ถ้าจะขับไล่ปูยี ก็ต้องเร่งลงมือเสียแต่ตอนนี้”
 
และแล้วในวันที่ 5 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1924 ลู่จงหลิน พร้อมผู้บัญชาการตำรวจ จางปี้ 张壁 และกำลังพลอีก 20 นายก็บุกเข้าวังหลวง!
 
ในวันนั้น ท้องพระโรง ปูยี ฮ่องเต้ไร้อำนาจและขุนนางเก่ายังมีการออกว่าราชการ (แม้จะมิได้มีอำนาจอันใดนอกเหนือจากกำแพงวังอีกแล้ว) ลู่จงหลินเดินส่ายอาดๆ เข้าไปกลางที่ประชุมแล้วล้วงบางอย่างออกมาวางที่กลางโต๊ะ เป็นระเบิดมือสองลูก! ลู่จงหลินหันไปบอกกับนายทหารติดตามว่า
 
,事情在商量,先不要开炮放火,再延20
“ไปบอกข้างนอกว่า ข้างในนี้กำลังเจรจา อย่าเพิ่งใช้อาวุธ รออีกยี่สิบนาทีค่อยลงมือ”


ลู่จงหลิน (กลางภาพ) ขณะตรวจวังหลวงในวันนั้น ที่มาของภาพ

คำพูดของลู่จงหลิน ทำให้ปูยีถึงกับพระพักตร์ถอดสี ลู่จงหลินยังสำทับอีกว่า บนภูเขาจิ่งซานด้านหลังวังต้องห้าม มีปืนใหญ่หันกระบอกมาที่นี่ หากปูยีไม่ย้ายออกจากวังหลวงภายในยี่สิบนาที ที่นี่จะเป็นจุณ!
 
ในที่สุด จักรพรรดิองค์สุดท้ายของราชวงศ์ชิง ก็ต้องออกจากพระราชวังที่เป็นเสมือนบ้านของพระองค์มาตลอดสิบห้าปี
 
ปูยี เมื่อออกจากวังก็กลายเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดให้ญี่ปุ่น แล้วก็กลายเป็นนักโทษอาชญากรสงคราม จนที่สุดกลายเป็นประชาชนคนธรรมดาในยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน
 
แล้ววันนี้ เขาก็มาพบกับลู่จงหลิน ปูยีจับมือกับลู่จงหลิน ศัตรูเก่าผู้ขับไล่ปูยีจากวังต้องห้าม ปูยีกล่าวด้วยความดีอกดีใจ (ท่ามกลางสายตาคนของพรรค) ว่า
 
“คนที่ท่านเห็นตอนนี้ ไม่ใช่ปูยีคนเดิม”
我是新生的溥ผมคือปูยีที่เกิดใหม่”
 
ปูยีวันนี้ คือ กลายเป็นพลเมืองดีของสาธารณรัฐประชาชนจีน
 
ณ วันนั้น นอกจากลู่จงหลิน ยังมีวีรบุรุษในการปฏิวัติซินไฮ่อีกหลายท่าน หนึ่งในนั้นคือ สงปิ่งคุน 熊秉坤 เขาคือทหารที่ยิงปืนนัดแรกในการลุกฮืออู่ชาง (การลุกฮือที่เป็นจุดเริ่มต้นให้มณฑลต่างๆ ทั่วประเทศประกาศตนเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อราชสำนัก) สงปิ่งคุน เป็นทหารของราชสำนัก แต่ก็เป็นตัวตั้งตัวตีคนสำคัญในการปฏิวัติ จึงนับเป็น “ขุนนางกบฏ” และเป็น “ศัตรู” อีกผู้หนึ่งของปูยีก็ว่าได้

(จากซ้ายไปขวา) ลู่จงหลิน,ปูยี,สงปิ่งคุน ที่มาของภาพ

วันนั้นทั้งปูยี ลู่จงหลิน สงปิ่งคุน ถ่ายรูปร่วมกัน โดยทั้งลู่จงหลินและสงปิ่งคุนต่างคะยั้นคะยอให้ปูยีนั่งกลาง โดยลู่จงหลินอ้างแบบติดตลกว่า
 
谁让你是皇上呢!
ก็ใครใช้ให้ท่าน เป็น ฮ่องเต้ ล่ะ”
 
ในบทสนทนาของทั้งสามคนวันนั้น มีบันทึกไว้ว่า ปูยีกล่าวกับลู่จงหลินถึงเหตุการณ์ตอนลู่จงหลินใช้ระเบิดขู่ปูยีให้ออกจากวัง
 
“จำได้ไหม ระเบิดมือสองลูกที่คุณวางลงกลางวง ช่างน่ากลัวจริงๆ”
 
ลู่จงหลินหัวร่อร่า “นั่นมันระเบิดปลอม”
 
ปูยีหัวเราะแล้วว่า “แต่ปืนใหญ่บนภูเขาจิ่งซานล่ะ นั่นยิ่งน่ากลัวกว่า”
 
ลู่จงหลินยิ่งหัวร่อดังขึ้นอีก “มีปืนใหญ่อะไรที่ไหน แค่ขู่ท่านเท่านั้นแหละ ฮ่าๆๆ”
 
ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร จะเป็นแค่เรื่องอำกันแบบที่ลู่จงหลินว่า หรือเป็นความจริงที่ลู่จงหลินเตรียมใช้กำลังประหัตประหารปูยี
 
แต่ที่สุดแล้ว ปูยีก็ได้มาเผชิญหน้ากับคนที่ทำให้ชะตาชีวิตของเขาพลิกผัน พวกเขาพูดคุยกัน ยิ้มหัวกัน แล้วก็ผ่านวันนั้นมา ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ดำเนินต่อไป และให้คนรุ่นหลังตัดสิน
 
นี่คืออีกหนึ่งวันในหน้าประวัติศาสตร์ที่น่าจดจำ