Inventions That Changed the World

6 มรดกจากสงครามโลกครั้งที่ 1

ถุงชา ซิป ผ้าอนามัย สแตนเลส ฯลฯ เกี่ยวข้องกันในฐานะสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่มิได้เป็นเพียงสงครามเพื่อ “ยุติทุกสงคราม” หรือ สงครามที่ “ก่อรูป” โลกสมัยใหม่เท่านั้น หากแต่ยังให้กำเนิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ หรือทำสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นที่นิยมมากยิ่งขึ้นในศตวรรษที่ 20 และไม่ใช่เพียงก๊าซพิษหรือรถถังที่เกิดขึ้นในยุคดังกล่าวเท่านั้น หากแต่ยังมีข้าวของเครื่องใช้อีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และยังคงใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
 
1. ถุงชา

ที่จริงถุงชาเกิดขึ้นด้วยความบังเอิญแท้ๆ เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ชาที่ซื้อขายกันบรรจุอยู่ในกล่องราคาแพงและน้ำหนักมากกว่าที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาพ่อค้าชาชาวอเมริกันชื่อว่า โทมัส ซูลิแวน เริ่มบรรจุชาในถุงผ้าไหมเพื่อลดค่าขนส่ง แต่คนทั่วไปเข้าใจว่านี่คือวิธีการบรรจุชาแบบใหม่ เวลาชงก็เลยใส่ลงไปในกาน้ำชาทั้งถุง ก็เลยเกิดเป็นถุงชาแบบที่เห็นขึ้นมา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ผู้ประกอบการบางรายหันมาใช้ถุงชาแบบนี้ในการส่งชาไปให้ทหารซึ่งฝ่ายเยอรมันเรียกว่า “ระเบิดชา” 


ถุงชาแบบห่อผ้าไหมกับแบบซองกระดาษ ที่มาของภาพ
 
ปัจจุบันถุงชาที่ชงกันอยู่ทำจากเยื่อกระดาษที่ขึ้นรูปและทำให้ติดกันด้วยความร้อน อันเป็นผลงานการประดิษฐ์ของวิลเลียม เฮอร์มานสัน
 
2. ซิป

ที่จริงซิปมีมาแล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่กระทั่งศตวรรษที่ 20 เสื้อผ้าเครื่องแบบทหารก็ยังนิยมใช้กระดุมอยู่ จนกองทัพสหรัฐผลิตเครื่องแบบรุ่นใหม่ขึ้นมาให้กำลังพลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยใช้ซิปแทนกระดุมเพื่อให้ปิดสนิทแนบแน่น ช่วยกันแดดกันลมได้ดีกว่ากระดุมนั่นแหล่ะ บรรดาช่างตัดเสื้อผ้าทั้งหลายจึงเกิดไอเดียบรรเจิดขึ้นมา และนับจากสิ้นสงครามมาจนถึงปัจจุบัน เราจึงเห็นซิปเป็นส่วนหนึ่งของเสื้อผ้าไปแล้ว


กิเดียน ซุนด์แบกด์ วิศวกรสวีเดน-อเมริกัน ผู้ให้กำเนิดซิป ที่มาของภาพ
 
3. แผ่นเซลลูคอตตอน

หน่วยงานสหรัฐเรียกสิ่งประดิษฐ์ของบริษัทคิมเบอร์ลี-คลาร์ก ว่า เซลลูคอตตอน (Cellucotton) เพื่อให้แตกต่างจากผ้าพันแผลทั่วไป เนื่องจากแผ่นเซลลูคอตตอนมีประสิทธิภาพในการซึมซับมากกว่า อีกทั้งยังใช้แทนไส้กรองในกรณีที่หน้ากากป้องกันก๊าซพิษขาดแคลนหรือชำรุดได้ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่ประโยชน์ในการห้ามเลือดและทำแผลของทหารที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น บรรดาพยาบาลในสนามรบก็พบว่าเจ้าแผ่นที่ว่านี้มีประโยชน์อย่างอื่นสำหรับ “ผู้หญิง” ไม่น้อยไปกว่ากัน จนนำไปสู่การเกิดขึ้นของผ้าอนามัยในเวลาต่อมานั่นเอง


ทหารที่ได้รับบาดเจ็บในสนามรบ ใช้แผ่นเซลลูคอตตอนที่มีประสิทธิภาพการซึมซับได้ดีกว่าผ้าพันแผลทั่วไป ที่มาของภาพ
 
อ้อ! แถมท้ายอีกนิดหน่อย ผ้าอนามัยที่บริษัทคิมเบอร์ลี-คลาร์ก ผลิตขึ้นในในช่วงทศวรรษ 1920 คือ ยี่ห้อโกเต๊กซ์ (Kotex) ซึ่งเลียนมาจากคำว่า Kotton (cotton--ฝ้าย) กับ Texture (ผ้าหรือสิ่งทอ) …ครั้งหนึ่งเป็นยี่ห้อที่โด่งดังมาก ปัจจุบันในประเทศไทยไม่พบแล้ว เพราะถูกแบบ “มีปีก” ตีตลาดกระจุยไปหลายสิบปีแล้ว แต่ชื่อ โกเต๊กซ์ ก็ยังติดปากคนไทย จนพานเรียกผ้าอนามัยยี่ห้ออื่นว่าโกเต๊กซ์ไปหมด


โฆษณาผ้าอนามัย “Kotex” ในต้นทศวรรษ 1920 ที่มาของภาพ
 
4.ไส้กรอกถั่วเหลือง

ในช่วงสงครามอาหารขาดแคลนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และหลังฤดูหนาวปี 1916 และ 1918 ในยุโรปเต็มไปด้วยผู้คนที่อดอยากหิวโหยอันเป็นผลมาจากการสู้รบที่ยาวนานของฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายมหาอำนาจกลาง ทำให้ คอนราด อาเดนาวร์ อัครมหาเสนาบดีหรือนายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีคนแรกของเยอรมนีตะวันตก ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงช่างซ่อมสิ่งของต่าง ๆ คิดทำไส้กรอกจากถั่วเหลืองขึ้น จนได้รับความนิยมและยกย่องว่าเป็นวิธีการที่แสนชาญฉลาดเพื่อให้คนได้รับโปรตีนจากพืชในเวลาที่เนื้อสัตว์ขาดแคลน แม้เมื่อสิ้นสงครามก็ยังมีการผลิตไส้กรอกมังสวิรัติแบบนี้อยู่


คอนราด อาเดนาวร์ นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีคนแรกของเยอรมนีตะวันตก ผู้คิดค้นไส้กรอกถั่วเหลือง
ที่มาของภาพ


ไส้กรอกถั่วเหลือง ที่มาของภาพ
 

5. เวลาออมแสง หรือ การปรับเวลา (Daylight Saving Time)

เคยตั้งนาฬิกาให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้เลิกงานเร็วๆ ไหม ถ้าใช่ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เคยมีมาแล้ว แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลแค่นั้นหรอกนะ เพราะเมื่อปี 1915 เยอรมนีเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนักและต้องใช้แสงเทียม (ที่ใช้ถ่านหินไปผลิตเป็นกระแสไฟฟ้า) ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ รัฐบาลจึงประกาศให้เวลาเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ในวันที่ 30 เมษายน 1916 ทำให้เยอรมนีและมิตรร่วมอุดมการณ์อย่างออสเตรีย-ฮังการี เป็นกลุ่มแรกที่การปรับเวลา หรือเรียกย่อๆ ว่า DST เพื่อประหยัดถ่านหินในยามสงคราม ในเวลาต่อมาอังกฤษก็นำวิธีการดังกล่าวมาใช้ด้วย เช่นเดียวกับชาติเป็นกลางอื่นๆ ในยุโรป ขณะที่รัสเซียและอีกหลายประเทศเริ่มใช้ในปีต่อมา ส่วนสหรัฐรับการปรับเวลามาใช้ใน ค.ศ.1918
 
ว่ากันว่าหลังสงครามหลายประเทศก็เลิกใช้ระบบดังกล่าว จนมียกเว้นอยู่ก็บางประเทศอย่างแคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส และไอร์แลนด์ เป็นต้น ระหว่างนั้นก็มีการนำมาใช้บ้างในบางพื้นที่ ก่อนจะนำมาใช้จริงจังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเมื่อเกิดวิกฤตพลังงานในทศวรรษ 1970 ทำให้การปรับเวลากลายเป็นสิ่งจำเป็นของทั้งทวีปอเมริกาและยุโรปไปในที่สุด


ป้ายโฆษณาของสหรัฐในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เชิญชวนให้ประโยชน์ของการปรับเวลาที่ช่วยให้ประหยัดถ่านหิน 1 ล้านตัน ที่มาของภาพ
 
6. สแตนเลส

เหล็กกล้าไม่เป็นสนิม (rustless หรือ stainless steel) เป็นผลงานอันสำคัญยิ่งของ แฮร์รี เบรียร์ลีย์ แห่งเมืองเชฟฟิลด์ เมื่อ ค.ศ.1913 สิ่งประดิษฐ์นี้ทำให้เกิดการปฏิวัติครั้งสำคัญในอุตสาหกรรมโลหะและกลายเป็นองค์ประกอบหลักของโลกสมัยใหม่เลยก็ว่าได้ 
 
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า กองทัพอังกฤษก็ประสบปัญหาว่า ลำกล้องปืนมักจะสึกกร่อนเมื่อยิงไปเรื่อยๆ อันเป็นผลมาจากการเสียดสีและความร้อนของกระสุนปืน ในที่สุดเบรียร์ลีย์ในฐานะนักโลหะวิทยาก็ได้รับเชิญให้หาโลหะผสมที่แข็งแรงกว่ามาทำปืน ซึ่งว่ากันว่า(อีกแล้ว) เมื่อลองผสมโครเมียมเข้ากับเหล็กกล้าครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เขาจึงโยนโลหะพวกนั้นไปกองๆ กันไว้ แต่ต่อมาก็สังเกตว่าตัวอย่างที่ทิ้งเป็นขยะอยู่นั้น “ไม่เป็นสนิม” —เขาค้นพบความลับของเหล็กกล้าไม่เป็นสนิมเข้าแล้ว 


แฮร์รี เบรียร์ลีย์ ผู้บุกเบิกเหล็กกล้าไร้สนิม หรือ สแตนเลส ที่มาของภาพ
 
แม้การค้นพบของเบรียร์ลีย์จะไม่ทำให้เกิดลำกล้องปืนที่แข็งแรงกว่าเดิม แต่โลหะผสมที่เขาค้นพบกลายมาเป็นใบพัดเครื่องบินแบบใหม่ รวมไปถึงช้อน ส้อม และมีด ตลอดจนเครื่องมือแพทย์อีกนับไม่ถ้วนดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน
 
มรดกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 หลายอย่างเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตผู้คนในปัจจุบันมากน้อยต่างๆ กันไป อย่างเรื่องการปรับเวลานี้ ไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง แต่ถ้าใครพอจะจำได้ ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยมีนโยบายปิดทีวีหลัง 6 โมงเย็น ไปเปิดอีกที 2 ทุ่ม และการกำหนดเวลาเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงานมาแล้ว
 
ใครจะไปรู้ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นมาอีกบ้าง

----------------- 
เรียบเรียงจาก
https://m.thevintagenews.com/2016/04/21/38015-2/ และ http://www.bbc.com/news/magazine-26935867