World's Famous People

เกอิชาไม่ใช่หญิงโสเภณี ความเข้าใจผิดของทหารอเมริกัน

เกอิชา ในความเข้าใจของคนทั่วไป มักมีอยู่สองกระแสคือ “เป็นนินจาหญิง มือสังหารหญิง” และขณะเดียวกันก็คือ “โสเภณีที่ขายทั้งเรือนร่างและขายศิลปะ” เรียกง่ายๆ คนยุคปัจจุบันมองเกอิชาว่า ในยุคโบราณนั้นพวกเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญการลอบสังหารโดยการเข้าประชิดตัวเป้าหมายด้วยการใช้เสน่ห์ยั่วยวนและขายเรือนร่างผสมผสานกัน แต่เกอิชาแท้ๆ ที่ไม่ใช่มือสังหารก็คือพวกที่ขายศิลปะและเรือนร่างด้วย
 
อันที่จริงแล้ว แม้จะมีส่วนที่คล้ายกันอยู่บ้าง แต่นี่คือความเข้าใจผิดมหันต์ เชื่อกันว่าความเข้าใจผิดๆ นี้เริ่มมาจากชาวตะวันตกที่เข้ามาในญี่ปุ่น โดยเฉพาะพวกทหารอเมริกัน หรือพวก G.I. ที่ทยอยกันเข้ามาหลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2
 
ที่จริงแล้ว ต้องแบ่งพวกเธอออกเป็นสองประเภทคือ เกอิชา และ โออิรัน ซึ่งจะแตกต่างกันอยู่พอสมควร


ที่มาของภาพ
 
ถ้าใครเคยชมภาพยนตร์ย้อนยุคเกี่ยวกับชีวิตของเกอิชาเรื่อง Memory of Geisha ที่มีนางเอกดัง จางซิยี่ แสดงร่วมกับ มิเชลโหยว่ และ เคน วาตานาเบะ อาจจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น เรื่องนี้สะท้อนภาพในโลกของพวกเกอิชาในสมัยศตวรรษที่ 19 ได้ชัดเจนมาก เมื่อพวกเธอเข้าสู่การเป็นเกอิชามืออาชีพที่ได้รับความนิยม จำเป็นจะต้องหา “ผู้อุปถัมภ์” เพื่อคอยดูแลพวกเธอไปทั้งชีวิต โดยพวกเธอต้องพร้อมมอบกายให้ผู้อุปถัมภ์เหล่านั้นเพื่อแลกกับการดูแลด้านการเงินและความเป็นอยู่ แต่พวกเธอจะไม่สามารถแต่งงานกับพวกเขาได้ เพราะส่วนมากแล้ว ผู้อุปถัมภ์มักจะมีภรรยาอยู่ก่อน ซึ่งอาจจะมีอยู่บ้างที่พวกนางโชคดีได้เจอผู้อุปถัมภ์ที่เป็นโสด แล้วพร้อมรับพวกนางมาตกแต่งเป็นภรรยาอย่างเป็นทางการ แต่ก็เกิดขึ้นน้อยมาก
 
ดังนั้น เกอิชาก็จะไม่ได้ขายร่างกายพร่ำเพรื่อ พวกนางมีหน้าที่ขายความงาม ศิลปะญี่ปุ่นดั้งเดิมทั้งการร่ายรำและการเล่นดนตรี หรือร่วมดื่มสุราด้วย เพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้ชายที่เรียกพวกเธอมา
 
ส่วนพวกที่ขายเรือนร่างเป็นหลัก จะเรียกว่า โออิรัน พวกนี้สามารถร่ำเรียนศิลปะการร่ายรำและดนตรีเหมือนเกอิชา แต่ก็ไม่ได้มุ่งเน้นมากนัก ถ้าคนไหนมีติดตัวก็เป็นการเพิ่มมูลค่าอย่างหนึ่ง แต่จะขายเรือนร่างเป็นหลัก ซึ่งทั้งสองฝ่ายนี้ จะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน จุดน่าสนใจคือ พวกเธอทั้งสองฝ่ายนั้น ไม่ชอบที่โดนเข้าใจผิดว่าเป็นอีกฝ่าย เรียกว่าพวกเธอมีความภาคภูมิใจในงานของพวกเธอด้วย (แต่เอาจริงๆพวกที่ขายเรือนร่างก็คงไม่ได้อยากทำเท่าไหร่ ยิ่งถ้าเป็นพวกที่ต้องทำเพื่อไถ่หนี้สินให้ทางบ้าน หรือเพราะสาเหตุจำเป็นอื่นๆ)


ความแตกต่างระหว่างเกอิชาและโออิรัน ในฐานะหญิงคณิกา ที่มาของภาพ
 
ทั้งเกอิชา และ โออิรัน มีระบบสืบทอดที่ค่อนข้างเป็นแบบแผน คือจะมีเด็กหญิงผู้ติดตามที่จะขึ้นมาทำงานนี้ต่อ  โดยเฉพาะพวกที่มีชื่อเสียง ก็มีเด็กสาวที่อยากเป็นผู้ติดตามพวกเธอมาก เด็กติดตามของเกอิชาเรียกว่า ไมโกะ ส่วนเด็กติดตามของโออิรันเรียกว่า ไมยู
 
เด็กสาวหรือผู้หญิงสาวสามารถจะเป็นเกอิชาได้ โดยไม่ต้องผ่านการเป็นไมโกะเสมอไป แต่เด็กหญิงคนไหนที่ได้เป็นไมโกะ (ส่วนมากแล้วจะไม่เกิน 21 ปี) จะถือว่าเป็นความภาคภูมิใจมาก เพราะการไต่เต้าจากไมโกะไปสู่เกอิชา จะต้องผ่านการฝึกฝนศิลปะแห่งความงามและการใช้เสน่ห์มาอย่างช่ำชอง ตำแหน่งไมโกะของเกอิชาชื่อดังจึงมักเป็นที่อิจฉา การแข่งขันในโลกของหญิงงามเมืองเหล่านี้จึงมีความรุนแรงไม่น้อย


ที่มาของภาพ
 
จริงอยู่ว่าในความรู้สึกของคนรุ่นใหม่ในศตวรรษที่ 20 เมื่อมองย้อนไปอาจคิดว่า ไม่เห็นจะแตกต่างกันเลย สุดท้ายก็เป็นนางคณิกาที่ขายเรือนร่างอยู่ดี เพียงแต่ว่าเกอิชาอาจจะมีสถานะความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ไม่ได้ให้บริการใครพร่ำเพรื่อ แล้วยังเน้นขายศิลปะการแสดงด้วย แต่โออิรันก็คือนางคณิกาที่อาจจะมีความสามารถด้อยกว่า สวยน้อยกว่า และราคาถูกกว่าเท่านั้น ถ้ามองในแง่นี้ก็อาจจะใช่ แต่กลุ่มคนทั้งสองอาชีพนี้ก็มีศักดิ์ศรีของพวกเธออยู่เหมือนกัน ยิ่งถ้าเราพิจารณาว่า ผู้หญิงในโลกยุคโบราณจำเป็นต้องมีผู้ชายคอยดูแลอุปถัมภ์และปกป้อง สิทธิของพวกเธอโดนกดข่มไว้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไหน ยิ่งกับญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมเฉพาะตนที่เก่าแก่ สังคมชายเป็นใหญ่ แล้วยังเคร่งครัดในเรื่องจารีตประเพณีสูง บทบาทของผู้หญิงในสังคมมีความชัดเจนและยากจะเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อคำนึงถึงเรื่องนี้แล้ว อาชีพนางคณิกาซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของงานที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อย่างน้อยก็ยังสามารถรับค่าตอบแทน แล้วมีที่ทางในสังคมระดับหนึ่ง
 
พวกโออิรันบางส่วน ยังพกมีดสั้นติดตัวไว้ ในกรณีที่โดนขืนใจโดยไม่ได้เต็มใจ พวกเธอบางคนที่มีใจเด็ดเดี่ยว ก็พร้อมจะชัดมันออกมา ไม่ใช่เพื่อป้องกันตัว แต่เพื่อปลิดชีพตนเองมากกว่าจะยอมโดนกดขี่ แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะพกกันทุกคน ดังนั้นพวกที่จะเข้ามาใช้บริการนางคณิกาเหล่านี้ ต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อให้เกิดความเต็มใจทั้งสองฝ่ายด้วย โออิรันจึงจะขายเรือนร่างให้
 
ลักษณะร่วมอย่างหนึ่งของเกอิชาและโออิรันคือการแต่งกายที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งชุดกิโมโน การทาหน้าขาว แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ เช่นการผูกโอบิของชุดกิโมโน พวกเกอิชาจะผูกโอบิไว้ด้านหลัง แต่โออิรันจะผูกไว้ด้านหน้า เพราะต้องถอดเข้าถอดออกบ่อยมากกว่านั่นเอง รวมถึงการทำทรงผม และอื่นๆ
 
แล้วจุดเริ่มต้นความเข้าใจผิดที่มีต่อเกอิชามาจากไหน คงยากจะปฏิเสธได้ว่า การเข้ามาของพวกทหารอเมริกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ส่งผลมากในการทำให้ภาพลักษณ์ของเกอิชาเปลี่ยนแปลงไป แล้วส่วนหนึ่งก็ต้องกล่าวว่าอาจเพราะความรุนแรงของญี่ปุ่นที่ได้ผลักผู้หญิงบริสุทธิ์จำนวนมากในประเทศของตนให้ไปเป็นนางบำเรอกามให้กองทหารญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม ซึ่งนี่ยังไม่รวมถึงผู้หญิงชาติอื่นที่เป็นเชลยให้กองทัพญี่ปุ่นในระหว่างนั้นด้วย
 
เมื่อสงครามจบสิ้นลง แล้วอเมริกันเข้ามาจัดการญี่ปุ่นซะใหม่ ก็ได้พยายามลดทอนอิทธิพลจากลัทธิชินโตที่มีส่วนต่อการเพาะสร้างชาตินิยมสุดโต่งให้คนญี่ปุ่นมาเป็นทศวรรษ อีกส่วนหนึ่งคือการพยายามเข้ามาทำความเข้าใจวัฒนธรรมและอัตลักษณ์เฉพาะตัวของประเทศเกาะแห่งนี้ ซึ่งทหารอเมริกันที่เข้ามาในช่วงแรกนั้นก็ไม่ได้เข้าใจว่า เกอิชาหรือโออิรันมีความแตกต่างกันตรงไหน พวกเขาเพียงต้องการได้หญิงงามสไตล์ญี่ปุ่นมาช่วยปรนนิบัติและมอบความสำราญเท่านั้น อีกทั้งการฝึกฝนเพื่อเป็นเกอิชานั้นมีขั้นตอนละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลากันมาก ในขณะที่ธุรกิจสถานบันเทิงของญี่ปุ่นจำต้องปรับเปลี่ยนตนเองใหม่เพื่อให้อยู่รอด ลูกค้าที่มีเงินและกำลังซื้อในช่วงแรกก็คือพวกทหารอเมริกัน ยังไม่นับพวกนายทุนนักธุรกิจของญี่ปุ่นที่ยังมีฐานะหลังจบสงคราม ผู้หญิงที่เคยทำงานเป็นเกอิชาจำนวนมากจึงต้องผันตัวมาทำงานบริการ กลายเป็นผู้หญิงตามผับ บาร์ ร้านอาหารสมัยใหม่ที่เปิดมาเพื่อรองรับลูกค้าที่เป็นทหารอเมริกัน แล้ววางบรรดาศิลปะแห่งเกอิชาที่พวกเธออาจเคยฝึกฝนไว้เบื้องหลัง หรืออีกประเภทคือ เป็นผู้หญิงที่ทำงานบริการ แต่เรียกตัวเองว่าเป็นสาวเกอิชา เพื่อกระตุ้นความน่าสนใจจากลูกค้าที่เป็นทหารอเมริกัน เป็นแฟนตาซีแบบหนึ่ง


ภาพของพวกผู้หญิงทำงานบริการ ที่ตั้งตัวเองเป็นสาวเกอิชายุคใหม่ในผับหรือบาร์หลังสงครามโลก
ที่มาของภาพ

แล้วยังมีอีกแง่มุมหนึ่งคือ เพื่อป้องกันปัญหาการข่มขืนหรือใช้ความรุนแรงกับผู้หญิงญี่ปุ่นที่ไม่สมยอม ซึ่งก่อนหน้านี้กองทัพญี่ปุ่นเคยทำไว้ ดังนั้นภาครัฐ (หรือพวกผู้หญิงเองด้วย) จึงมีแนวคิดนำผู้หญิงญี่ปุ่นจำนวนมากเข้าสู่ระบบในอุตสาหกรรมทางเพศ เพราะเชื่อว่าจะเป็นการป้องกันปัญหาความรุนแรงนี้ได้ แต่ปรากฏว่ามันก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก เพราะยังคงมีการใช้ความรุนแรงข่มเหงผู้หญิงอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นสองปีหลังจากสิ้นสุดสงคราม รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ออกกฎหมายลงโทษและห้ามการกระทำชำเราผู้หญิงที่ไม่สมยอมนั่นเอง
 
ภาพลักษณ์ของเกอิชาในช่วงหลังสงครามสิ้นสุดใหม่ๆ จึงเป็นเสมือนภาพตัวแทนของสังคมญี่ปุ่นในยุคชาตินิยมแบบเก่า ที่แม้ว่าจะงดงาม อ่อนช้อย ลึกลับ น่าค้นหา แต่ก็แฝงไว้ด้วยการกดข่มทางเพศที่บีบให้ผู้หญิงต้องขายเรือนร่างของพวกเธอด้วย
 
เมื่อสังคมญี่ปุ่นพยายามสร้างตัวเองขึ้นใหม่ อาจกล่าวได้ว่าเกอิชาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการเชื่อมโลกยุคเก่าของญี่ปุ่นกับโลกตะวันตกเข้าด้วยกัน ถึงแม้ว่าตัวตนของพวกเธอจะไม่ได้ต่างจากนางคณิกาเลยในสายตาของชาวอเมริกันยุคนั้นก็ตาม แต่ในสังคมยุคใหม่ เกอิชาก็มีที่ทางของตนเองในสังคมญี่ปุ่น และยืนหยัดต่อมาถึงทุกวันนี้ 

-----------------
ข้อมูลอ้างอิง
http://geishaofjapan.com/history/world-war-ii-and-the-american-occupation/
http://www.historyundressed.com/2008/08/history-and-culture-of-japanese-geisha.html
http://iamaileen.com/understand-japanese-geisha-geiko-maiko-define/