World's Famous People

ยุทธการหมาป่าล่าจิงโจ้ ปฏิบัติการณ์ของเรือดำน้ำเยอรมันในน่านน้ำออสเตรเลีย

สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นครั้งแรกในประวัติการทำสงครามของมนุษยชาติดำเนินไปทั้งบนบก บนท้องฟ้า และในท้องทะเล มันเป็นการรบอย่างเต็มรูปแบบและรุนแรงกว่าสงครามโลกครั้งแรกหรือครั้งใดๆ ในอดีต ฉากของการรบและการทำลายล้างมีอยู่ทุกมุมของโลก จากทะเลทรายอันร้อนระอุในแอฟริกาเหนือ สู่เกาะอันห่างไกลในแปซิฟิก มันคือสนามรบอันยิ่งใหญ่ที่นำพาคนกว่าครึ่งโลกไปสู่ความระทมทุกข์
 
ใต้ท้องทะเลก็เป็นอีกหนึ่งสนามรบที่ดุเดือดไม่แพ้กัน มันคือสถานที่ซึ่งเกมส์แห่งโชคชะตาสามารถพลิกผันให้ผู้ล่ากลายเป็นผู้ถูกล่า หรือผู้ถูกล่ากลับกลายมาเป็นผู้ล่าได้ในทุกนาที นอกจากจะชิงไหวชิงพริบกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว ความอดทนก็เป็นตัวชี้ขาดของการรบได้ด้วยเช่นกัน

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในพิธีสวนสนามทางเรือของกองทัพเรือเยอรมัน ในปี ค.ศ.1938 ที่มาของภาพ

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ กองทัพเยอรมันกรีฑาทัพพิชิตประเทศต่างๆ ในยุโรป ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน เหลืออังกฤษเป็นศัตรูคนสุดท้ายที่เยอรมันพยามจะพิชิตลงให้ได้ หนึ่งในเครื่องจักรสงครามที่ฮิตเลอร์จะใช้ทำลายอังกฤษก็คือ เรือดำน้ำ ซึ่งในภาษาเยอรมันเรียกว่า อุนเทอซีบูท (Unterseeboot) เรียกย่อๆ ว่า อูบูท (U-Boot) หรือที่ส่วนใหญ่รู้จักกันในชื่อของ อูโบ้ท (U-Boat) เรืออูของเยอรมันออกล่า จมเรือรบและเรือสินค้าของกองทัพอังกฤษ ทำการปิดล้อมการขนส่งเสบียงรวมถึงยุทธปัจจัยสำคัญต่างๆ ที่ถูกส่งมาจากดินแดนโพ้นทะเลในเครือจักรภพ
 
ขณะที่อังกฤษกำลังย่ำแย่จากการออกปฏิบัติการณ์ของเรืออูเยอรมัน แต่ในทางตรงกันข้ามมันกลับเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความภูมิใจของเหล่าบรรดาลูกเรือดำน้ำเยอรมันทุกคน ยุทธวิธีการทำสงครามเรือดำน้ำของเยอรมันได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นกว่าตอนช่วงสงครามโลกครั้งแรก จากเดิมที่พวกเขาจะออกล่าและทำลายเรือข้าศึกอย่างโดดเดี่ยว แต่พวกเขารวมกลุ่มกัน มีการวางแผนและซุ่มรอเพื่อทำลายขบวนเรือข้าศึกอย่างเป็นขั้นตอน ซึ่งเรียกยุทธวิธีนี้ว่า เอาฟเรคช์ซูเอฮาลเอ็น(Aufrechtzuerhalten)  แต่ในภาษาอังกฤษเรียกยุทธวิธีนี้ว่า Wolfpack ซึ่งแปลว่า ฝูงหมาป่า

นายพลเรือคาร์ล เดอนิทซ์ ผู้บัญชาการกองทัพเรือเยอรมัน ที่มาของภาพ

ฝูงหมาป่าของนายพลเรือคาร์ล ดอนิทซ์ ผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำเยอรมันทำให้มหาสมุทรแอตแลนติกลุกเป็นทะเลเพลิง เรือดำน้ำเยอรมันคือฝันร้ายของเรือทุกขนาดทุกประเภทที่ต้องมาพบเจอ

มหาสมุทรอินเดีย คืออีกหนึ่งเขตพื้นที่ปฏิบัติการณ์ของเรืออูด้วยเช่นกัน ช่วงปลายปี 1942 กองทัพเรือเยอรมันส่งเรือดำน้ำออกปฏิบัติการณ์ในเขตพื้นที่นี้ เพื่อประสานงานการโจมตีกับกองเรือรบของฝ่ายญี่ปุ่น พวกเขาลาดตระเวนและทำลายเรือรบข้าศึกในแถบมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตก ขณะที่ในตอนนั้นฝ่ายญี่ปุ่นจะรับผิดชอบทางฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย
 
แต่ในปี 1943 สถานการณ์ทางแปซิฟิกทวีความรุนแรงขึ้น กองทัพเรือญี่ปุ่นมีความจำเป็นต้องระดมเรือรบที่มาประจำการในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้กลับไปเสริมกำลังกองทัพเรือในแปซิฟิก ขณะเดียวกันเรือดำน้ำที่กองทัพญี่ปุ่นมีนั้น บางส่วนถูกนำไปใช้ขนส่งเสบียงอาหารให้กับทหารญี่ปุ่นที่ประจำการอยู่ในเกาะต่างๆ ของแปซิฟิก
 
นายพลเรืออาเบะ ทูตทหารเรือญี่ปุ่นประจำกรุงเบอร์ลินได้เข้าพบกับนายพลเรือเดอนิทซ์เป็นการส่วนตัว การเข้าพบกันในครั้งนี้ทางกองทัพเรือญี่ปุ่นร้องขอให้เยอรมันนำเรืออูเข้าไปปฏิบัติการณ์ในพื้นที่มหาสมุทรอินเดียตะวันออก และบริเวณชายฝั่งทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย อันเป็นพื้นที่ที่ข้าศึกมีการเดินเรือค่อนข้างหนาแน่น และมีการคุ้มกันการเดินเรือค่อนข้างน้อย
 
นายพลเรือเดอนิทซ์เข้าใจดีว่าปฏิบัติการณ์ทั้งหมดนี้จะส่งผลดีให้แก่ฝ่ายญี่ปุ่น เขาแจ้งกลับไปยังนายพลเรืออาเบะว่า เรือดำน้ำของเยอรมัน 4 ลำ จะแล่นเรือเข้าไปเพื่อปฏิบัติการณ์ในครั้งนี้ตามแผนการที่ฝ่ายญี่ปุ่นเสนอมา การเตรียมการให้กับเรือทั้ง 4 ลำในปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ไม่ค่อยพร้อมสมบูรณ์นัก เพราะในช่วงนั้นลูกเรือดำน้ำที่มีทักษะเหลืออยู่จำนวนไม่มาก และนี่เป็นปฏิบัติการณ์ที่ไกลกว่าปฏิบัติการณ์ในครั้งที่ผ่านๆ มา ขณะที่ฐานปฏิบัติการณ์ในตะวันออกไกลก็มีจำนวนตอร์ปิโดที่สนับสนุนการรบให้กับเรือดำน้ำเหลืออยู่จำนวนไม่มากและตอร์ปิโดพวกนี้ก็เสื่อมสภาพอันมีผลมาจากสภาพอากาศของเขตร้อน ทำให้มันพุ่งเข้าหาเป้าหมายได้ช้าและทำให้โอกาสโจมตีด้วยตอร์ปิโดล้มเหลวมีมากขึ้น
 
แต่อย่างไรก็ตาม ในฐานะพันธมิตรของกันและกัน เยอรมันจึงลงมือช่วยเหลือญี่ปุ่นตามที่ได้รับการร้องขอมา

แต่ทว่าหน่วยข่าวกรองของกองทัพอังกฤษก็พิสูจน์คุณภาพอีกครั้ง เมื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างญี่ปุ่นกับเยอรมันถูกตรวจพบ และข่าวนี้ถูกส่งต่อไปยังหน่วยข่าวกรองกองทัพเรือออสเตรเลีย ซึ่งรายงานข่าวสารการดักฟังนี้ไปยังนายพลเรือเซอร์กาย รอย ผู้บัญชาการกองเรือแปซิฟิกตะวันตกเฉียงใต้ ขณะเดียวกันสถานีวิทยุทหารเรือของกองทัพเรือสหรัฐที่เมืองเมลเบิร์นในออสเตรลีย ก็สามารถดักฟังสัญญาณนี้ได้ด้วยเช่นกัน ข่าวการเคลื่อนไหวของกองกำลังข้าศึกทำให้ฝ่ายพันธมิตรเพิ่มเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลและเรือพิฆาตในการลาดตระเวนในพื้นที่ต่างๆ มากขึ้น

เรืออู 168 ขณะกำลังแล่นเรือออกปฏิบัติการณ์ ที่มาของภาพ

เรืออู168 เป็นเรือดำน้ำเยอรมันลำแรกที่เริ่มออกปฏิบัติการณ์ตามแผน เรือลำนี้ออกเดินทางจากฐานทัพเรือที่จากาตาร์ อินโดนีเซีย เมื่อเวลา 09.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ.1944 โดยมีที่หมายคือน่านน้ำบริเวณชายฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย มันแล่นผ่านและส่งสัญญาณเพื่อบอกเรือดำน้ำฝ่ายญี่ปุ่นที่อยู่ใกล้เคียงให้ทราบการมาของมิตรร่วมรบ แต่ทว่าการส่งสัญญาณนี้ไม่ได้มีแต่เรือดำน้ำของญี่ปุ่นเท่านั้นที่รับสัญญาณได้ เรือดำน้ำ สวาชวิช ของเนเธอแลนด์ (HNLMS Zwaardvisch แปลว่า ปลาดาบ มันคืออดีตเรือดำน้ำทาเลนต์ (HMS Talent P322) ของกองทัพเรืออังกฤษ และในการรบครั้งนี้มันสังกัดอยู่ในกองเรือดำน้ำที่ 8 ของอังกฤษ) กำลังลาดตระเวนในพื้นที่ใกล้เคียง สามารถรับสัญญาณการส่งสัญญาณนี้ของเรือดำน้ำเยอรมันได้ กัปตันกูเซ่นซึ่งเป็นผู้บังคับการเรือลำนี้ ได้สั่งให้ติดตามเรือดำน้ำข้าศึกไปอย่างช้าๆ
 
กัปตันกูเซ่นประหลาดใจมากที่เรือดำน้ำข้าศึกลำนี้กลับไม่เปลี่ยนเส้นทางหรือหลบหลีกเรือดำน้ำของเขาแต่อย่างใด มันกลับยังคงเส้นทางและความเร็วต่อไป เขาจึงไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ กัปตันกูเซ่นสั่งยิงตอร์ปิโดออกไปทันที ตอร์ปิโดทั้ง 6 ลูกถูกยิงออกไป แต่มีเพียง 2 ลูกเท่านั้นที่กระทบเป้าหมาย โดยลูกหนึ่งพุ่งชนเข้ากับห้องตอร์ปิโดของเรืออู 168 อย่างจัง เกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงทันที และเรืออู 168 จมลงสู่ก้นทะเลอย่างรวดเร็ว ลูกเรือจำนวน 5 นายรอดชีวิตมาได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีกัปตันเรืออู 168 รวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดถูกเรือสวาชวิชจับเป็นเชลย จากการสอบสวนกัปตันเฮลมุท พิช ซึ่งเป็นกัปตันเรืออู 168 ว่าทำไมถึงไม่แล่นเรือหลบหลีกเรือดำน้ำสวาชวิช คำตอบที่ได้กลับมาคือ กัปตันพิชเข้าใจว่าเรือดำน้ำสวาชวิชเป็นเรือดำน้ำของฝ่ายญี่ปุ่น และเขาเองก็ชะล่าใจเกินไปว่าพื้นที่บริเวณนี้เป็นเขตยึดครองของฝ่ายญี่ปุ่นซึ่งมีการลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลา คงไม่น่าจะมีเรือรบข้าศึกเข้ามาปฏิบัติการได้

เรืออู 537 ขณะกำลังแล่นออกจากฐานทัพเรือเพื่อออกไปปฏิบัติการณ์ ที่มาของภาพ

เรืออู 537 เรือดำน้ำเยอรมันอีกหนึ่งลำที่เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ นำโดยกัปตันปีเตอร์ ชรีเว่อ เขานำเรืออู 537 แล่นเรือออกจากฐานทัพที่สุราบายาในวันที่ 9 พฤศจิกายน เพื่อทำการทดสอบระบบการดำน้ำที่พึ่งจะซ่อมแซมแล้วเสร็จ และเป็นอีกครั้งที่เครื่องอีนิกม่าอันเป็นเครื่องพิมพ์ดีดเข้ารหัสข้อมูลกำลังจะทำให้ชีวิตของลูกประดู่เยอรมันต้องตกอยู่ในอันตราย เพราะถึงแม้มันจะเป็นเครื่องส่งสัญญาณเข้ารหัสแต่รหัสเหล่านี้กลับถูกกองทัพพันธมิตรถอดได้ และมันกำลังจะตอกฝาโลงให้แก่ลูกเรืออู 537 ทั้งหมด เรือดำน้ำของอเมริกัน 3 ลำอันได้แก่ ยูเอสเอส ฟลาวเดอร์ กัววีนา และบาสชอว์ ได้รับคำสั่งให้ออกค้นหาและทำลายเรือดำน้ำข้าศึกลำนี้ ซึ่งก็เป็นเรือดำน้ำยูเอสเอสฟลาวเดอร์ที่ค้นหาเรืออู 537 พบในเช้าวันที่ 10 พฤศจิกายน ฝ่ายอเมริกันยิงตอร์ปิโด 4 ลูกออกไปสังหารเรืออูของเยอรมันทันที ตอร์ปิโดทั้งหมดกระทบเป้าอย่างจัง เกิดการระเบิดอย่างรุนแรง และฉีกเรืออู 537 ออกเป็นชิ้นๆ คร่าชีวิตลูกเรือทั้ง 58 คน

กัปตันไฮริช ทิม แห่งเรืออู 862 ที่มาของภาพ

เรืออู 862 เป็นเวลากว่า 1 เดือนที่เรืออูลำนี้มาถึงตะวันออกไกลและจอดเทียบอยู่ที่ฐานทัพเรือญี่ปุ่นในสิงคโปร์ จนกระทั่งวันที่ 18 พฤศจิกายน ค.ศ.1944 เรือลำนี้จึงได้รับคำสั่งให้ออกปฏิบัติการณ์ แม้จะมีข่าวคราวการสูญเสียของเรือดำน้ำเยอรมันลำอื่นๆ แต่ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นของจิตวิญญาณนาวีเยอรมัน พวกเขาก็หาได้เกรงกลัวภยันตรายใดๆ ลูกเรือทุกคนพร้อมที่จะลุยกับกองเรือรบพวกพันธมิตร และพร้อมจะชำระแค้นให้เพื่อนๆ ของเขาที่เสียชีวิตไป กัปตันไฮริช ทิม แห่งเรืออู 862 ถือเข็มมุ่งลงใต้ไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย กระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายน ค.ศ.1944 เรืออู 862 ก็มาถึงบริเวณชายฝั่งของเคป ลียูวิน (Cape Leeuwin) ของออสเตรเลีย

กัปตันไฮริช ทิม และ ลูกเรืออู 862 ขณะกำลังอยู่ในช่วงพักภายหลังจากการเดินทางไกลจากยุโรปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มาของภาพ

กัปตันทิมนำเรือออกค้นหาเรือสินค้าของข้าศึกไปทางตะวันออกเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าเขตพื้นที่อ่าวสเปนเซอร์ และกัปตันทิมก็พบเข้ากับเหยื่อแรกของเขา มันคือเรือกลไฟของกรีกที่ชื่ออิลลิซอส (Ilisos) ซึ่งกำลังแล่นฝ่าทะเลที่มีคลื่นลมค่อนข้างแรง ในการโจมตีครั้งนี้กัปตันทิม ตัดสินใจที่จะไม่ใช้ตอร์ปิโดโจมตี เขานำเรือดำน้ำขึ้นสู่ผิวน้ำและใช้ปืนบนดาดฟ้าขนาด 10.3 มิลลิเมตรระดมยิงใส่ ลูกเรืออิลลิซอสวิ่งหลบหนีกันจ้าละหวั่น เกิดการระเบิดขึ้นบนเรือและไฟไหม้ แต่เรืออิลลิซอสยังบังคับหลบหลีกการโจมตีจากเรืออู 862 ไปได้และวิทยุขอความช่วยเหลืออกไปยังเรือรบพันธมิตรที่อยู่ในพื้นที่ เรือคอร์เวตของกองทัพเรือออสเตรเลีย 2 ลำได้แก่ เรือเบอนีและแมรีโบโร (HMA Burnie and Maryborough) เร่งฝีจักรเข้าไปช่วยเหลือทันที กัปตันทิมแล่นเรือตามเรืออิลลิซอสไปอย่างไม่ลดละแต่แล้วเขาก็พบว่า เรือกลไฟลำนี้กำลังนำพาเขาไปหาเรือรบข้าศึก กัปตันทิมยุติการไล่ล่าและรีบนำเรือดำน้ำของเขาดำหลบหนีไปทันที เรือคอร์เวตของออสเตรเลียทั้ง 2 ลำ โจมตีเรือดำน้ำด้วยระเบิดน้ำลึกทันที แต่ก็ไม่มีสัญญาณว่าสามารถจมเรือดำน้ำข้าศึกได้แต่อย่างใด

และแล้วในช่วงคริสต์มาสอีฟของปี 1944 เรือสินค้าของเมริกันที่ชื่อ โรเบิร์ต เจ วอลเกอร์ คือของขวัญคริสต์มาสที่กัปตันทิมและลูกเรืออู 862 รอมานาน ตอร์ปิโด 5 ลูกถูกยิงออกไป ด้วยความที่มันแล่นเข้าหาเป้าหมายได้ค่อนข้างช้า ลูกเรือโรเบิร์ต เจ วอลเกอร์จึงใช้ปืนประจำเรือยิงใส่เพื่อทำลายมันก่อนจะพุ่งชนเรือได้ 2 ลูก แต่อีก 3 ลูกพุ่งชนเรือเข้าอย่างจัง ในเหตุการณ์นี้มีลูกเรือเพียง 68 คนเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้ ภายหลังจากการจมเรือข้าศึกลำแรกในน่านน้ำข้าศึกได้ เรืออู 862 ก็แล่นเรือหลบหลีกเรือรบข้าศึกและค้นหาเรือสินค้าหรือเรือบรรทุกน้ำมันต่อไป
 
กระทั่งเข้าสู่ปีใหม่ 1945 ในวันที่ 19 มกราคม กัปตันทิมได้รับคำสั่งให้กลับไปยังฐานทัพเรือที่สุราบายาในอินโดนีเซีย เพราะมีข่าวที่น่าจะเป็นไปได้ที่กองทัพพันธมิตรจะบุกโจมตีคาบสมุทรมาลายู เรืออู 862 จึงต้องรีบดินทางกลับไปทันที แต่ระหว่างทางขากลับ กัปตันทิมก็พบกับเหยื่อของตนอีกครั้งในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ คราวนี้มันคือเรือสินค้าสัญชาติอเมริกันชื่อ ปีเตอร์ ซิลเวสเตอร์ ตอร์ปิโด 5 ลูกจากเรืออู 862 คืออาวุธสังหารที่ส่งเรือปีเตอร์ซิล เวสเตอร์ ให้กลายไปเป็นปะการังใต้ทะเล สรุปแล้วเรืออู 862 สามารถจมเรือข้าศึกได้เพียง 2 ลำเท่านั้น

เรืออู 196 ขณะทำการเติมเชื้อเพลิงกลางทะเล ที่มาของภาพ

เรืออู 196  คือเรือดำน้ำเยอรมันอีกลำที่ปฏิบัติการณ์ในน่านน้ำออสเตรเลีย ซึ่งระหว่างทางที่แล่นเรือจากฐานทัพในฝรั่งเศสมาตะวันออกไกลเรือดำน้ำลำนี้สามารถจมเรือข้าศึกได้ 1 ลำ กัปตันไอเทล ฟรีดริช เคนทราต นำเรืออู 196 แล่นออกปฏิบัติการจากฐานทัพเรือที่ปีนังในมาเลเซียตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน  ค.ศ.1944 มันได้รับคำสั่งให้แล่นเรืออกไปปฏิบัติการในน่านน้ำออสเตรเลียเป็นเวลา 1 เดือน และจากนั้นให้แล่นเรือไปเติมเสบียงและพักฟื้นที่ญี่ปุ่น แต่เมื่อเรือลำนี้แล่นออกจากท่าเรือไปแล้ว ก็ไม่มีฝ่ายใดตรวจพบหรือประกาศว่าจมเรือลำนี้ได้ เรืออู 196 หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยและยังคงเป็นปริศนาที่ยังหาคำตอบไม่ได้จนถึงทุกวันนี้


แม้สุดท้ายแล้วปฏิบัติการณ์ของเรือดำน้ำเยอรมันในตะวันออกไกลจะไม่ประสบความสำเร็จดังที่คาดหวังกันไว้ แต่ลูกเรือดำน้ำเยอรมันก็ยังแสดงทักษะการเดินเรือของพวกเขาไปยังน่านน้ำทุกๆแห่งของโลกได้ตามที่กองบัญชาการสั่งมา นับเป็นอีกหนึ่งตำนานภารกิจของกองเรือดำน้ำเยอรมันหรือฝูงหมาป่า ที่บุกเข้ามาสั่นสะท้านการเดินสมุทรของฝ่ายพันธมิตรไกลถึงออสเตรเลีย

------------------------- 
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
https://en.wikipedia.org/wiki/German_submarine_U-537
https://en.wikipedia.org/wiki/German_submarine_U-196
https://en.wikipedia.org/wiki/German_submarine_U-862
https://en.wikipedia.org/wiki/HNLMS_Zwaardvisch_(P322)
https://en.wikipedia.org/wiki/German_submarine_U-168
http://www.navy.gov.au/history/feature-histories/german-u-boat-operations-australian-waters
http://uboat.net/boats.htm
http://www.german-navy.de/kriegsmarine/operations/index.html
http://acepilots.com/ships/germany.html