World's Famous People

คัมภีร์ห้าห่วงของมูซาชิ ทำไมนักบริหารต้องอ่าน

หากเราเอ่ยถึงชื่อของ “มิยาโมโตะ มูซาชิ” (Miyamoto Musashi) ในญี่ปุ่นนั้น แทบไม่มีใครที่จะไม่รู้จัก เพราะนี่คือชื่อของยอดนักดาบผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าได้สร้างตำนานการประลองดาบทั้งชีวิตที่ไม่เคยพ่ายแพ้ มีชื่อเสียงจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นและของโลกมาจนถึงทุกวันนี้ กระทั่งในโลกศตวรรษที่ 20 ซึ่งเข้าสู่ยุคดิจิตอลและโลกาภิวัตน์อย่างเต็มตัวแล้ว แต่ชื่อของมูซาชิก็ยิ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจอย่างมากจากผู้คนในแวดวงธุรกิจ การบริหาร และสาขาอาชีพต่างๆ

ภาพวาดเสมือนของ มิยาโมโตะ มูซาชิ ในแบบยุคใหม่ ที่มาของภาพ

อาจมีข้อสงสัยว่า ทำไม มูซาชิ ชายผู้ซึ่งแท้จริงแล้ว แทบจะไม่ได้มีบทบาทสำคัญอะไรในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอย่างชัดเจน เป็นเพียงนักดาบเร่ร่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้ราชการและสร้างผลงานทางทหารอย่างจริงจัง  ชาติกำเนิดก็เป็นเพียงสามัญชน แทบทั้งชีวิตมีแต่การเร่ร่อนพเนจรไปตามป่าเขาลำเนาไพร ใช้ชีวิตอยู่กับวิชาดาบและการประลองเดิมพันชีวิต อีกทั้งเรื่องที่เขาอ้างว่าตนไร้พ่ายนั้น ทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจริงแท้แค่ไหน
 
แต่แล้วชื่อเสียงของมูซาชิก็ยังเป็นที่รู้จัก ได้รับการยกย่องอย่างสูง ที่สำคัญคือ ปรัชญาแนวคิดในคัมภีร์ที่เขาเขียนไว้ กลับกลายเป็นที่สนใจของผู้บริหารชาวญี่ปุ่นมาก จนกลายเป็นหนึ่งในตำราที่ผู้บริหารญี่ปุ่นต้องอ่าน เพื่อนำมาปรับใช้กับการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างไม่น่าเชื่อ
 
คีมภีร์สำคัญที่มูซาชิเขียนทิ้งไว้ให้โลก มีสองชุดคือ คัมภีร์ “โกะริงโนะโชะ” หรือแปลไทยได้ว่า “คัมภีร์ห้าห่วง” (The Book of Five Rings) และ“คัมภีร์ 35 กลยุทธ์” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรากฐานของคัมภีร์ห้าห่วงที่ได้เขียนขึ้นในภายหลัง
 
เดิมทีแล้ว ผู้ที่ทำให้ชื่อของมูซาชิดังระเบิดขึ้นมา ก็คือ “โยชิคาวะ เอญิ” นักเขียนนิยายชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่สร้างชื่อเสียงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาศึกษาข้อมูลและชีวประวัติ ตำนานต่างๆ ของมูซาชิอย่างละเอียด แล้วนำมาเรียบเรียงเขียนเป็นนิยายจนประสบความสำเร็จและโด่งดังมาก โดยเริ่มจับความหลักตั้งแต่เรื่องราวของมูซาชิในวัยหนุ่มที่เคยเป็นทหารเดินเท้าแตกทัพ แล้วจึงผันตัวมาเป็นนักดาบ มุ่งมั่นสร้างชื่อเสียงด้วยการประลองเดิมพันชีวิต
 
ช่วงที่มูซาชิยังเป็นวัยรุ่น ยังเป็นคนหนุ่มที่ใจร้อนวู่วามไม่เกรงกลัวอันตราย เพราะถือตนว่าเคยฝึกฝนวิชาดาบจากบิดามาตั้งแต่เล็ก จึงร้อนรนรีบจะสร้างชื่อเสียง จึงโดนพระชื่อดังคือ “ทากุอัน” ซึ่งเป็นพระนักรบที่มีวิทยายุทธ์ชั้นเลิศ เข้ามาสั่งสอนแล้วกำราบมูซาชิให้หลาบจำ หลังจากนั้นมูซาชิจึงสำนึกว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า แล้วในทุกการต่อสู้ สิ่งที่มูซาชิจะทำก็คือ การกำหนดกลยุทธ์เพื่อเอาชนะ
 
มูซาชิออกเดินทางเร่ร่อนพเนจรไปทั่ว ได้ท้าประลองดาบกับยอดฝีมือจากสำนักต่างๆ ที่มีอาวุธหลากหลายชนิด ทั้งหอก เคียว โซ่ กระบอง หรือกระทั่งโดนกลุ้มรุมจากคู่ต่อสู้ที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า แล้วต่อมามูซาชิก็สร้างชื่อเสียงด้วยการประลองชนะยอดนักดาบนามว่า ซาซากิ โคจิโร่ ที่เกาะฟุเนชิม่า ซึ่งเป็นการประลองที่มีขุนนางไดเมียวแนะนำให้ ชื่อเสียงของมูซาชิจึงโด่งดังสุดขีด
 
แม้จะเป็นที่น่ากังขา แต่เขาอ้างว่า ตั้งแต่อายุ 15 ปี จนถึงอายุ 29 ปี เขาไม่เคยปราชัยแม้สักครั้งเดียว (โดนทากุอันสั่งสอนนี่ดูเหมือนเขาจะไม่นับนะ)
 
ในนิยาย เอญิจบเรื่องราวของมูซาชิเท่านี้ ด้วยการให้เขาคิดจะเดินทางกลับไปอยู่ร่วมกับโอซึอุ หญิงคนรักอีกครั้งหนึ่ง
 
แต่ในประวัติศาสตร์นั้น ยังมีเรื่องราวต่อ มูซาชิยุติการท้าประลอง แล้วหันเหไปสู่การแสวงหาความเป็นเลิศทางด้านศิลปะ ปรัชญา จิตวิญญาณ เขาได้มีโอกาสไปรับใช้ไดเมียวแห่งโอกาซาวาระอยู่ช่วงสั้นๆ แต่หลังจากไดเมียวตายไป มูซาชิก็กลับมาเป็นโรนินอีก เขาจึงเดินทางไปเก็บตัวที่ถ้ำเรงันโด ใช้เวลาขัดเกลาประสบการณ์สู้รบตลอดทั้งชีวิตเพื่อกลั่นกรองออกมาเป็นแนวคิดในการใช้กลยุทธ์ นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเขียนคัมภีร์  “โกะริงโนะโชะ” หรือแปลไทยได้ว่า “คัมภีร์ห้าห่วง” (The Book of Five Rings) และ “คัมภีร์ 35 กลยุทธ์”

หนังสือ "คัมภีร์ห้าห่วง" ประพันธ์โดย มูซาชิ ภาพนี้เป็นฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษโดย โทมัส เคลียรี่
ที่มาของภาพ

ในบทนำของคัมภีร์ห้าห่วง มูซาชิได้เขียนถึงตนเองไว้ว่า
 
“ข้าพเจ้าตั้งแต่อายุ 13 ถึง 29 ได้ประลองกับยอดฝีมือไม่ต่ำกว่า 60 ครั้ง ข้าพเจ้าไม่เคยพ่ายแพ้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ครั้นเมื่ออายุเข้าวัย 30 จึงได้ย้อนกลับมามองวิธีการต่อสู้ทั้งหมดที่ผ่านมา จึงคิดได้ว่า สาเหตุที่ได้ชัยชนะเรื่อยมานั้น อาจไม่ใช่เพราะข้าพเจ้าฝีมือเหนือกว่าคู่ประลองเสมอไปนัก แต่อาจเพราะข้าพเจ้ามีสติปัญญาไหวพริบที่จะช่วงชิงโอกาสที่ดีกว่า จึงได้ชัยชนะเสมอมา ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงหันมามุ่งศึกษากลยุทธ์และขัดเกลาตนเองในด้านนี้ เมื่อเข้าวัย 50 จึงได้บรรลุถึงแก่นแท้แห่งวิชาดาบในที่สุด”
 
แล้วในคัมภีร์ห้าห่วง ก็แบ่งออกเป็นห้าบทหลักคือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และความว่างเปล่า โดยนำเสนอหลักวิถีด้านกลยุทธ์ เคล็ดวิชาดาบ และแนวคิดที่สอดคล้องกับธาตุธรรมชาติเหล่านั้น

รูปแบบของโครงสร้าง 5 ธาตุธรรมชาติ ซึ่งมูซาชิใช้เป็นหัวใจหลักในการเขียนคัมภีร์ห้าห่วง ที่มาขจองภาพ

ดิน มุ่งเน้นเรื่อง หลักพื้นฐานที่มั่นคง
 
น้ำ มุ่งเน้นเรื่อง ยืดหยุ่นแปรเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
 
ไฟ มุ่งเน้นเรื่อง วิธีสู่ชัยชนะ วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน
 
ลม มุ่งเน้นเรื่อง รู้จักฝ่ายตรงข้าม เพื่อปรับเปลี่ยนแผนการ
 
ความว่างเปล่า มุ่งเน้นเรื่อง การหลุดจากกรอบ มองหาโอกาส
 
แนวคิดต่างๆ นี้แบ่งออกเป็นทั้งห้าบท เปรียบเทียบวิชาดาบกับแนวกลยุทธ์ในการเอาชนะร่วมกับธาตุธรรมชาติทั้ง 5 เคล็ดวิชาของมูซาชิได้กลายเป็นวิชาดาบแบบฉบับของเขา เรียกว่า “นิเท็น อิจิริว” หรือ “สำนักดาบฟ้าคู่”
 
แต่มูซาชิก็ไร้วาสนาทางการเมืองและการรับราชการซึ่งเจ้าตัวมุ่งมั่นปรารถนามาก แม้เขาจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่จะไปถึงขั้นครูดาบของโชกุนก็ไม่ได้ เพราะเวลานั้นโชกุนโตคุงาวะ ฮิเดทาดะ ก็มีครูดาบอยู่แล้ว นั่นคือ ยางิว มุเนโนริ แห่งสำนักยางิว แล้วในยุคที่มูซาชิสร้างชื่อขึ้นมานั้น ญี่ปุ่นไม่ได้มีสงครามกลางเมืองอีกแล้ว แต่ละแคว้นเริ่มเข้าสู่ยุคสงบสุข แม้จะมีการตีรันฟันแทง แต่ก็เป็นในวงการนักดาบ แล้วเชื่อว่าเวลานั้นสำนักดาบต่างๆ ก็มีเครือข่ายที่ขึ้นอยู่กับตระกูลไดเมียวแต่ละแห่ง การที่นักดาบเร่ร่อนสักคนจะตั้งสำนักดาบนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องยาก แต่การจะอยู่ให้ได้ด้วยการตั้งสำนักอย่างเดียว ก็คงจะไม่ใช่เป้าหมายของมูซาชิที่ทะเยอทะยานมาทั้งชีวิต
 
ในชีวประวัติ กว่ามูซาชิจะได้พบเจ้านายสักแคว้นที่อยากได้เขามาทำงานให้อย่างจริงจัง ก็เป็นช่วงเวลาที่มูซาชิอายุล่วงเข้า 50 กว่าปีไปแล้ว แล้วไม่นานนัก เจ้านายที่ว่าก็สิ้นลงไปอีก มูซาชิจึงหันไปเก็บตัวสันโดษแทน แต่เขาก็มีบุตรบุญธรรมและลูกศิษย์ที่รับสืบทอดวิชาและคัมภีร์ต่อมา จึงทำให้คัมภีร์ของเขาได้มาถึงคนรุ่นหลัง และตัวตนของมูซาชิก็ไม่ใช่แค่นักดาบ แต่ยังเป็นศิลปิน กวี ช่างแกะสลัก และผู้บำเพ็ญเพียรแห่งวิถีพุทธเซน
 
จุดน่าสนใจอยู่ตรงนี้ เนื่องจากสองคัมภีร์สำคัญของมูซาชิคือ คัมภีร์ห้าห่วง และ 35 กลยุทธ์ กลับได้รับการศึกษาในวงกว้างจากหลายสาขาอาชีพในญี่ปุ่น โดยเฉพาะในวงการธุรกิจ และได้รับการยกย่องให้เป็น “หนึ่งในตำราที่ผู้บริหารและนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ต้องการประสบความสำเร็จต้องอ่าน” และมีความสำคัญเทียบเท่ากับ พิชัยสงครามซุนจื่อ (The Art of War) และ พงศาวดารสามก๊ก (The Romance of Three Kingdoms)
 
อันที่จริงหากวิเคราะห์เจาะลึกถึงแก่นแล้ว วิถีมรรคาบู๊ซึ่งมูซาชิค้นพบนั้น แท้จริงก็คือ “สัจธรรม” อันเป็นส่วนสำคัญตามหลักธรรมในคติพุทธศาสนาแบบเซน ซึ่งมูซาชิมุ่งมั่นศึกษาและบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจังในช่วงบั้นปลายชีวิต แล้วกลั่นกรองด้วยมุมมองของนักบู๊นั่นเอง โดยเฉพาะการแสวงหาความเป็นเลิศ การประเมินตนเอง และที่พื้นฐานมากก็คือ หากต้องการเอาชนะ ก็จะต้องหมั่นขัดเกลาตนเองทุกวันและทุกเวลา นี่คือหัวใจหลักพื้นฐานของการเอาชนะ แล้วนักบริหารญี่ปุ่นโดยเฉพาะพวกคนในยุค 60-80 ก็มีลักษณะเช่นนี้จริงๆ

-----------------
ข้อมูลอ้างอิง
หนังสือ
สุวินัย ภรณวิลัย แปล (2556), “มูซาชิ ฉบับท่าพระจันทร์”, กรุงเทพฯ: โอเพ่น.
Miyamoto, Musashi (1974). A Book of Five Rings, translated by Victor Harris. London: Allison & Busby; Woodstock, New York: The Overlook Press.
 
เว็บไซต์
https://en.wikipedia.org/wiki/The_Book_of_Five_Rings