Crazy World

เชื้อรากับการล่าแม่มด

เมื่อขนมปังที่เป็นอาหารหลักของผู้คนปนเปื้อนเชื้อราที่ไม่อาจทำลายได้แม้ใช้ความร้อน ผลที่ตามมาคือหายนะ… ในเวลาที่วิทยาศาสตร์ยังไม่พัฒนามากนัก คนบาปที่ถูกพระเป็นเจ้าลงโทษ ทนต้องทรมาน พิกลพิการ หรือบางรายคลุ้มคลั่งน่าเวทนา แม้แต่เหตุการณ์การไต่สวน “แม่มด” ที่ยังเป็นปริศนาอยู่จนทุกวันนี้ ก็มีเชื้อรามรณะนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง
 
หนึ่งในอาหารหลักของทุกผู้ทุกนามในสมัยกลางคือขนมปัง แต่ในภาวะที่หาซื้อขนมปังได้ทุกเวลาอย่างปัจจุบันไม่ได้ ทำให้ผู้คนต้องเผชิญกับภาวะความอดอยากที่เกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือ เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาว ซึ่งธัญพืชที่เก็บไว้จากฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่แล้วถูกใช้จนหมด และอีกครั้งหนึ่งคือช่วงกลางฤดูร้อน ที่ธัญพืชที่กำลังเติบโตเต็มทุ่งนายังไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ 
 
แต่กระนั้น คนก็ยังต้องกิน กินแม้แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาล้มป่วย เพราะบางครั้งธัญพืชที่เก็บไว้ก็เกิดเป็นพิษจากเชื้อราเออร์ก็อต (ergot) ซึ่งเติบโตได้ดีบนเมล็ดธัญพืชโดยเฉพาะข้าวไรย์
 
ที่จริงจะเรียกว่าเชื้อราเออร์ก็อตก็ไม่ถูกนัก เพราะเชื้อราที่ทำให้เกิดสารในกลุ่มที่เรียกว่า เออร์ก็อตอัลคาลอยด์ (ergot alkaloids) ซึ่งเป็นพิษนั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Claviceps purpurea หรือเชื้ออื่นในสกุล Claviceps แต่คนทั่วไปมักเรียกเชื้อรานี้ว่า เชื้อราเออร์ก็อต หรือ ergot mold 

ข้าวไรย์เมล็ดสีดำและลีบฝ่อ เป็นผลมาจากการปนเปื้อนเชื้อรา Claviceps purpurea (เชื้อราเออร์ก็อต) 
ที่มาของภาพ

วิธีสังเกตข้าวไรย์และธัญพืชอื่นๆ ที่มีเชื้อราดังกล่าว คือ นอกจากละอองหรือสปอร์สีดำที่ติดอยู่ตามฟางหรือรวงข้าวแล้ว ยังต้องสังเกตว่าเมล็ดข้าวที่ได้จะแตกต่างจากเมล็ดปกติ ทั้งในแง่ของสีสันและรูปร่าง แต่ก็เป็นที่สังเกตได้ยากขึ้นในกรณีของแป้งข้าวไรย์ที่บดแล้ว จนทำให้โอกาสที่จะรับข้าวไรย์ที่ปนเปื้อนเชื้อดังกล่าวมีสูงกว่าธัญพืชอื่น
 
เชื้อราเออร์ก็อตมีพิษหลอนประสาท ชักเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุกและเนื้อตาย (dry gangrene) โดยเริ่มจากอาการแขนขาชาแล้วเปลี่ยนเป็นสีดำก่อนจะแห้งหลุดออกจากร่างกายโดยไม่ทำให้เกิดแผล 
 
ที่น่ากลัวคือ เชื้อนี้ไม่ถูกทำลายจากการเก็บเกี่ยว การตากแห้ง การโม่หรือบด รวมไปถึงยังทนความร้อนจากการอบได้อีกด้วย
 
ขนมปังที่มีเชื้อราเออร์ก็อตปนเปื้อนอยู่และทำให้ผู้กินเข้าไปมีอาการอย่างที่กล่าวว่า จึงถูกเรียกว่า ขนมปังบ้า (crazy bread) มีหลักฐานว่าเป็นเวลากว่า 500 ปี นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 - 16 ปรากฏเรื่องราวที่ระบุได้ว่ามาจากพิษของเชื้อราเออร์ก็อตอยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของเชื้อกาฬโรค  
 
ในสมัยกลาง อาการที่กล่าวถึงข้างต้นถูกมองว่าเป็นอาการของคนบาปที่ถูกลงโทษโดยพระเป็นเจ้าด้วย “โรค” ที่เรียกกันว่า ไฟของนักบุญแอนโทนี (St.Anthony’s fire) ที่ทำให้ผู้ป่วยซึ่งเกิดแสบร้อนตามอวัยวะต่างๆ จนเกิดเนื้อตายกลายเป็นสีดำแล้วหลุดออกจากร่างกายกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทั้งนี้ นักบวชในคณะนักบุญแอนโทนีใช้ขี้ผึ้งทางเพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนไปเลี้ยงอวัยวะที่มีเนื้อตายได้ดีขึ้น และได้ชื่อว่ามีฝีมือด้านการผ่าตัดชั้นยอด ซึ่งถูกนำมาใช้ในกรณีที่ไม่สามารถรักษาด้วยขี้ผึ้งได้
 
ส่วนในรายที่มีอาการหน้าตาบิดเบี้ยว ชักเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก หรือเพ้อคลั่ง ก็จะถูกเรียกว่า การเต้นรำของนักบุญวิตุส (St.Vitus’s Dance) หรือบางครั้งก็เรียกว่าโรคบ้าเต้น (Dance Mania) ก็มี

ผู้ป่วยจากพิษเชื้อราเออร์ก็อต ซึ่งในสมัยกลางเรียกว่า โรค “ไฟของนักบุญแอนโทนี” ที่มาของภาพ

ภาพชาวบ้านกำลังช่วยกันจับผู้หญิงที่มีอาการเพ้อคลั่ง ประสาทหลอน จากพิษเชื้อราเออร์ก็อต
ที่มาของภาพ

เช่นเดียวกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า โรคระบาดไฟ (Plague of Fire) ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสในช่วงกลางศตวรรษที่ 10 (ค.ศ.944) ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 40,000 คน ซึ่งเหตุการณ์คล้ายๆ กันหวนกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งในศตวรรษที่ 18 ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า ความสยดสยองครั้งใหญ่ (La Grande Peur) ในฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ.1789 (ปีเดียวกับที่มีการปฏิวัติฝรั่งเศส) ที่ชาวนาผู้ก่อเหตุประท้วงดูมีอาการคลุ้มคลั่งเหมือนผู้ป่วยทางจิต

เหตุการณ์ความสยดสยองครั้งใหญ่ (La Grande Peur) ในฝรั่งเศส เมื่อ ค.ศ. 1789  ที่มาของภาพ

สาเหตุของอาการดังกล่าวยังไม่เป็นที่ชัดเจนจนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 17 และยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายจนกระทั่งศตวรรษที่ 19 ทำให้ก่อนหน้านั้นอาการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นการลงโทษคนบาปของพระเป็นเจ้า 
 
ยิ่งกว่านั้น ในปลายศตวรรษที่ 17  (ค.ศ.1691) ชุมชนผู้นับถือศาสนาคริสต์ นิกายพิวริตัน ในรัฐแมสซาชูเซตส์ ก็ต้องประสบเหตุวุ่นวายเมื่อเกิดกระบวนการกล่าวหาเรื่อง “แม่มด” ขึ้นมา ซึ่งมีสาเหตุมาจากเด็กสาว 2 คน วัย 9 และ 11 ปี มีอาการกรีดร้องโหยหวน หน้าตาบิดเบี้ยว ตัวแข็งและเอะอะขว้างปาข้าวของ ดังนั้น ระหว่างที่แพทย์ในหมู่บ้านก็ไม่อาจหาสาเหตุได้ ก็เกิดข่าวลือว่า แม่มดเข้ามายังเมืองซาเล็ม (Salem) อันสงบสุขของพวกเขาเสียแล้ว ยิ่งเมื่อพบว่ามีคนตกอยู่ในอาการดังกล่าวมากขึ้นเรื่อยๆ การกล่าวหา หรือที่เรียกกันว่าการล่าแม่มด (Witch Hunting) ก็ขยายวงออกไปเรื่อยๆ

การสอบสวน “แม่มดแห่งซาเล็ม” ที่มาของภาพ

การไต่สวนที่น่าแสนทารุณจบลงด้วยการแขวนผู้ถูกกล่าว 19 คน และมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกจำคุกด้วยข้อหาใช้อำนาจเหนือธรรมชาติในทางที่ผิด ปัจจุบันเข้าใจกันว่าการกล่าวหาและลงโทษดังกล่าวนั้นแท้จริงแล้วเป็นการ “ยัดเยียด” ข้อหา แต่สาเหตุที่แท้จริงของอาการของชาวเมืองซาเล็มนั้นยังเป็นปริศนา
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อ ค.ศ.1976 ลินดา คาโพเรล (Linnda Caporael) ศาสตราจารย์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งสถาบันโพลีเทคนิคเรนเซอร์เลีย สหรัฐอเมริกา เสนอทฤษฎีว่าอาการที่เกิดขึ้นกับ “แม่มดแห่งซาเล็ม” นั้น มาจากข้าวไรย์ที่ปนเปื้อนเชื้อราเออร์ก็อต เนื่องจากที่ซาเล็มก็มีการปลูกข้าวไรย์และนำมาใช้เป็นธัญพืชเช่นเดียวกับชุมชนอื่นๆ ในอดีตมาจนกระทั่งปัจจุบัน ทั้งยังถือว่าเป็นอาหารหลักของผู้คนในเวลานั้นเลยก็ว่าได้ ทำให้เป็นไปได้ว่าข้าวไรย์อาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อราสายพันธุ์ Claviceps purpurea จนทำให้เกิดอาการคลุ้มคลั่งดังกล่าวขึ้นมาก็เป็นได้ 
 
แม้ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการฆ่าเชื้อราดังกล่าว เป็นแต่เพียงการรักษาตามอาการ เช่น การใช้ยาขยายหลอดเลือดและยาสลายลิ่มเลือดกับบริเวณที่เกิดเนื้อตาย รวมถึงให้ยากล่อมประสาทในรายที่มีอาการชักเกร็งหรือเพ้อคลั่ง อย่างไรก็ตาม มีการนำสารที่ได้จากการสกัดเชื้อราชนิดนี้ในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้การควบคุมของแพทย์ไปใช้เป็นรักษาอาการเลือดออกหลังคลอดหรืออาการตกเลือด รวมถึงยังมีการนำไปใช้ในการกระตุ้นการปฏิสนธิสำหรับรายที่มีบุตรยากอีกด้วย
 
--------------- 
เรียบเรียงจาก
Civitello, L. (2011). Cuisine and Culture : A History of Food and People. 3rd Edition.
Crofton, I. (2013). A Curious History of Food and Drink. 
Ley, J. (2011). Poison : An Illustrated History. 
http://homepages.rpi.edu/~caporl/home/Notes_files/Satan%20Loosed.pdf