World Clvilization

สารพัดวิธีบูชายัญสุดโหดในดินแดน ‘โลกใหม่’

ดินแดน “โลกใหม่” คือคำที่ใช้เรียกทวีปที่คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบเมื่อปี ค.ศ.1492 ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน เราจะยังไม่ฟันธงแน่ชัดว่าใครคือผู้ค้นพบทวีปอเมริกาเป็นคนแรก แต่ทวีปแห่งนี้ก็มีมนุษย์อยู่อาศัยมายาวนานนับหมื่นปีแล้วล่ะครับ ชนพื้นเมืองดึกดำบรรพ์เหล่านั้นก็ได้พัฒนาวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละชนเผ่าขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน อย่างเช่นชาวโอลเมค ชาวมายา ชาวแอสเท็กซ์ รวมไปถึงชนเผ่าอินคาในทวีปอเมริกาใต้ด้วยเช่นกัน
 
แต่เมื่อพูดถึงอารยธรรมในป่าฝนของอเมริกาโบราณนี้ เชื่อว่าภาพจำของหลายๆ ท่านอาจจะไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของพีระมิดหรือสถาปัตยกรรมทว่าอยู่ที่ความโหดร้ายของการบูชายัญมนุษย์อันน่าสยดสยอง เหมือนกับที่หลายๆ ท่านอาจจะเคยเห็นมาจากภาพยนตร์เรื่อง “Apocalypto-ปิดตำนานอารยชน” กันบ้างแล้วนั่นล่ะครับ ซึ่งสังคมของชาวมายาโบราณและชนเผ่าในโลกใหม่ก็มักจะวนเวียนอยู่กับการเซ่นสังเวยและการบูชายัญอยู่เสมอ เรียกได้ว่าพิธีกรรมสุดโหดนี้เป็นฟันเฟืองตัวสำคัญที่ขับเคลื่อนอารยธรรมของพวกเขาเลยก็ว่าได้
 
คำถามคือแล้วทำไมชนโบราณเหล่านี้ต้องบูชายัญมนุษย์หรือไม่ก็บูชาเทพเจ้าโดยใช้ “เลือด” กันด้วยล่ะ!? จะตอบคำถามนี้ได้คงต้องกลับไปทำความเข้าใจตำนานการสร้างโลกของชนเผ่าในอเมริกากลาง แถบๆประเทศเม็กซิโกกันก่อนครับ

ข้าวโพดในอเมริกามีสีสันที่หลากหลาย บางฝักมีสีเหมือนเลือดจึงถูกนำไปผสมผสานกับตำนานของการเซ่นสังเวยด้วยเลือดมนุษย์ ที่มาของภาพ

ชนเผ่าโบราณในอเมริกากลางเหล่านี้มีความเชื่อเกี่ยวกับตำนานการสร้างโลกและมนุษย์ของพวกเขาว่า พระเจ้าได้สร้างมนุษยชาติขึ้นมาจากแป้งข้าวโพด (ข้าวโพดถือเป็นอาหารหลักของชาวอเมริกาโบราณเลยล่ะครับ) และด้วยว่าเมล็ดข้าวโพดของชาวอเมริกากลางนั้นมีหลากสีมาก ทั้งแดง ม่วงคล้ำ และเหลือง ดูเผินๆ ก็คล้ายอัญมณีสีสวยงามอยู่ไม่น้อย และเมื่อชาวมายาโบราณพบว่าสีม่วงคล้ำๆ ของข้าวโพดนั้นมันช่างคล้ายคลึงกับเส้นเลือดมนุษย์เมื่อมองผ่านผิวหนังยิ่งนัก แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือเมื่อกรีดเลือดออกมาจากผิวหนังแล้วมันกลับเป็นสีแดงซึ่งสอดคล้องกับอีกสีหนึ่งของข้าวโพดด้วยเช่นกัน ชาวอเมริกาโบราณจึงทำการเชื่อมโยงข้าวโพดที่มีสีแดงและสีม่วงคล้ำเข้ากับตำนานว่าพระเจ้าได้ผสมเลือดของพระองค์เข้ากับข้าวโพด นำมาบดให้เป็นแป้งแล้วใช้ส่วนผสมนี้รังสรรค์มนุษย์ขึ้นมา และด้วยว่าพระเจ้าสละเลือดของพระองค์มาสร้างมนุษยชาติ ดังนั้นพวกเขาจึงติดหนี้บุญคุณโลหิตแห่งพระเจ้าก็เลยต้องบูชาพระองค์ตอบแทนด้วยเลือดสีแดงฉานของมนุษย์ยังไงล่ะครับ!!
 
แล้วพิธีกรรมที่ว่าโหดนั้น มันโหดอย่างไรบ้าง เรามาดูแบบเบาะๆ โดยเริ่มต้นที่ชาวมายาโบราณกันก่อนเลยครับ พิธีกรรมหลั่งเลือดของชาวมายาที่เห็นได้ชัดก็เช่นการใช้กระดูกสันหลังของปลากระเบน หรือไม่ก็หินออบซิเดียนอันคมกริบมาเชื่อมติดกับเส้นเชือก แล้วทำการรูดเชือกเส้นนั้นให้ทะลุผ่านลิ้นจนเลือดสีแดงสดไหลออกมาเป็นสาย!! แค่ฟังก็สยองแล้วใช่ไหมครับ แต่เชื่อไหมครับว่าผู้ที่ร่วมพิธีกรรมนี้เป็น “สตรี” เสียด้วยสิครับ ส่วนบุรุษนั้นก็จะมีพิธีกรรมการหลั่งโลหิตเช่นกัน แต่อวัยวะที่จะถูกเฉือนเพื่อให้โลหิตแดงฉานไหลออกมานั้นจะเป็น “อวัยวะเพศ” เสียมากกว่า!!

สตรีชาวมายาโบราณ (ขวา) กำลังรูดเชือกที่มีหนามแหลมคมทะลุผ่านลิ้นของนางให้เลือดไหลลงมาในชามรองด้านล่าง แล้วจึงนำไปเผาเพื่ออัญเชิญบรรพบุรุษของพวกเขาออกมาผ่านควันอสรพิษต่อไป
ที่มาของภาพ

จริงๆ แล้วการหลั่งโลหิตที่น่าหวาดเสียวนี้ก็มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าสนใจเหมือนกันครับ เพราะว่าเราทราบว่าชาวมายาโบราณมักจะให้เลือดของพวกเขาไหลลงไปในชามก้นแบนที่ใส่แผ่นกระดาษเอาไว้ เพื่อรองเลือดโดยเฉพาะ หลังจากนั้นก็จะทำการ “เผา” กระดาษในชามนั้นให้ควันลอยขึ้นมา ซึ่งชาวมายาโบราณเชื่อว่าควันที่ลอยขึ้นมาประหนึ่งอสรพิษนั่นล่ะครับคือวิญญาณของบรรพบุรุษ และพิธีกรรมหลั่งเลือดสุดโหดนี้ก็เป็นช่องทางให้พวกเขาสามารถติดต่อกับผู้วายชนม์ในปรโลกได้นั่นเอง แต่ถ้าให้อธิบายเรื่องนี้ด้วยวิทยาศาสตร์ก็คงต้องบอกว่าบางทีการเสียเลือดมากอาจจะทำให้ชาวมายาโบราณเกิดอาการจิตหลอน จนมองเห็นควันธรรมดาๆ เป็นอสรพิษที่เป็นตัวแทนบรรพบุรุษของพวกเขาก็เท่านั้นเองล่ะครับ
 
อีกหนึ่งชนเผ่าในเม็กซิโกที่มีพิธีกรรมเกี่ยวกับเลือดสดๆ แดงฉานและโหดร้ายไม่แพ้ชาวมายาโบราณ (แถมน่าจะโหดร้ายกว่าด้วย) ก็คือชาวแอสเท็กซ์ครับ พวกเขาบูชายัญมนุษย์และควักหัวใจออกมาจากร่างเหยื่อเพื่อบูชาเทพเจ้า ทั้งๆ ที่หัวใจยังเต้นตุบๆ อยู่เลยด้วยซ้ำ!!
 
บางแหล่งข้อมูลให้ตัวเลขเอาไว้ว่าชาวแอสเท็กซ์ทำการบูชายัญมนุษย์ถึงประมาณปีละสองหมื่นราย!! เราไม่มีทางทราบแน่ชัดว่าเลขจำนวนนี้ถูกต้องหรือไม่ แต่สิ่งที่นักโบราณคดีค้นพบก็คือชาวแอสเท็กซ์มีปฏิทินแบบวงรอบ 18 เดือน และทุกวงรอบก็จะต้องมีพิธีกรรมบูชายัญหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย ร่างของเหยื่อที่ถูกเลือกจะนอนอยู่บนแท่นที่ตั้งอยู่ด้านบนสุดของวิหาร นักบวชจะใช้มีดหินออบซิเดียนหรือบ้างก็เป็นหินเหล็กไฟอันคมกริบค่อยๆเฉือนลงไปที่ทรวงอกเพื่อควักหัวใจของเหยื่อออกมาชูขึ้นสู่ท้องฟ้าให้ดวงสุริยาได้รับรู้ ก่อนที่จะผลักร่างไร้วิญญาณของเหยื่อให้ร่วงหล่นลงมาตามขั้นบันไดวิหารจนเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ!!

ภาพวาดที่แสดงให้เห็นถึงฉากการควักหัวใจอันโหดร้ายของชาวแอสเท็กซ์ ที่มาของภาพ

แต่ชาวอเมริกาโบราณก็ไม่ได้บูชายัญโหดๆ แบบนี้เสมอไปหรอกครับ ชาวอินคาในประเทศเปรูก็มีการบูชายัญมนุษย์เช่นกัน ทว่าพวกเขากระทำอย่างนุ่มนวลกว่า เพราะว่ามีการใช้ยากล่อมประสาทอย่างใบโคคาซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติดอย่าง “โคเคน” มามอมเหยื่อ ก่อนที่จะนำไปบูชายัญบนเทือกเขาสูงซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินคาด้วย สิ่งที่น่าทึ่งก็คือเหยื่อของชาวอินคานั้นมักจะเป็น “เด็ก” อายุประมาณ 6 ถึง 10 ขวบ ซึ่งการบูชายัญนี้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางการเมือง นักโบราณคดีค้นพบศพเด็กบนเทือกเขาสูงหลายร่าง ศพเด็กชาวอินคาบางร่างถูกฝังไว้พร้อมกับสิ่งของล้ำค่าหลายชิ้นทั้งเครื่องประดับ ภาชนะต่างๆ อีกทั้งยังมีเสื้อผ้าอาภรณ์ที่งดงามด้วยเช่นกัน จากการตรวจสอบพบว่าเด็กเหล่านี้ถูกมอมด้วยแอลกอฮอล์หรือบ้างก็ใบโคคาก่อนที่จะถูกปลิดชีพและฝังเอาไว้ในที่สุด

มัมมี่เด็กหญิงชาวอินคาที่ถูกบูชายัญในพิธีกรรมบนเทือกเขาของอเมริกาใต้เมื่อราว 500 ปีมาแล้ว
ที่มาของภาพ

ถึงแม้ว่าพิธีกรรมเหล่านี้จะโหดร้ายแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือหนึ่งในฟันเฟืองที่ขับเคลื่อนอารยธรรมของพวกเขา การละเลยพิธีกรรมบูชายัญจึงอาจจะนำไปสู่หายนะต่ออาณาจักรซึ่งเป็นผลมาจากความพิโรธของเทพเจ้าก็เป็นได้ ดังนั้นเหยื่อกลุ่มนี้จึงสมควรได้รับการยกย่องเพราะพวกเขาได้เสียสละชีวิตของตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่เมื่อมองกลับไปจากสังคมอันเป็นวิทยาศาสตร์ของพวกเราในปัจจุบัน ชนโบราณผู้เสียสละเหล่านี้จึงกลายเป็นเพียงแค่เหยื่อทางพิธีกรรมผู้โชคร้ายก็เท่านั้นเอง

----------------------
แหล่งข้อมูลอ้างอิง

https://www.thoughtco.com/ancient-maya-bloodletting-rituals-171588
http://www.ancient-origins.net/news-history-archaeology/human-blood-found-ancient-maya-arrowheads-bloodletting-rituals-feed-life-020576
http://www.aztec-history.com/aztec-sacrifice.html
http://www.ancient.eu/Aztec_Sacrifice
http://www.bbc.co.uk/history/ancient/british_prehistory/human_sacrifice_01.shtml
http://news.nationalgeographic.com/news/2013/07/130729-inca-mummy-maiden-sacrifice-coca-alcohol-drug-mountain-andes-children/
https://www.theguardian.com/science/2013/aug/04/why-incas-performed-human-sacrifice