Art World

สงครามฝ่ายใต้กับฝ่ายเหนือ: ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) การหยามหยั่นฟาดฟันกันทางศิลปะ

สุนทรียวิถีชีวิต: กิน ขี้ ปี้ นอน
------------------------------------

เมื่อศาสนจักรเสื่อมคลายมนต์ขลัง แรงพลังของอาณาจักรก็แข็งขืน รื้อฟื้นองค์ความรู้วิทยาการที่ถูกกลบทับมาหลายช่วงศตวรรษ การฟื้นฟูความรู้ ปรัชญา วิทยาการ ตลอดจนศิลปะแขนงต่างๆในยุโรป ต่างก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) และจะถูกทำให้จดจำตอกย้ำอยู่เสมอว่าต้องเป็นอิตาลีเท่านั้น และศิลปินที่โด่งดังจำติดหู มีภาพติดตาก็คงไม่เกินกว่าสามคนคือ Leonardo Da Vinci, Michelangelo และ Raphael ส่วนคนอื่นๆเช่น Titian, Sandro, Botticelli ก็มีอิทธิพลต่อวงการศิลปะและทำงานรับใช้กลุ่มตระกูล Medici มาไม่น้อย แต่บริบทของศิลปินที่เหลือจากสามคนแรกนั้นถูกพูดถึงในหน้าสารบัญทางความรู้ในบ้านเราน้อยมาก และที่หนักไปกว่านั้นประวัติศาสตร์(ศิลป์)ในบริบทของความเป็นฟื้นฟูศิลปวิทยาที่ไม่ถูกนับให้เป็นพวกก็มีศิลปินในอาณาเขตอื่นๆของยุโรปอีกจำนวนไม่น้อย แล้วสาเหตุอะไรที่ทำให้ศิลปะ วิทยาการ ที่อยู่นอกอาณาเขตแคว้นของเมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ถึงไม่ถูกพูดถึงหรือทำให้ผลผลิตทางศิลปะเหล่านั้นดูด้อยคุณค่ากว่าผลงานจากฟลอเรนซ์


School of Athens ผลงานของราฟาเอล ที่มาของภาพ

ไม่มีใครปฏิเสธว่าการกำเนิดของฟื้นฟูศิลปวิทยา นั้นก็คือการย้อนกลับไปศึกษาเรียนรู้ขุมทรัพย์ทางความรู้ ปัญญา ศิลปะ มาจากสมัยโบราณกรีกและโรมัน เพื่อนำความรู้ศิลปะ วิทยาการที่ถูกถมทับไว้ตั้งแต่อาณาจักรทั้งสองล่มสลาย ถูกคลุมกายไว้ด้วยความรุ่งเรื่องของศาสนาจักรอันยิ่งใหญ่ในสมัยกลาง แต่ใครเล่าที่จะมีอำนาจทรัพย์สินเงินทอง ระดมสรรพกำลังแสวงหาผู้เก่งกาจปราชญ์เปรื่องช่ำชองในวิทยาการแขนงต่างๆมากองไว้อยู่ในหน้าตักของตนเองภายใต้วิถีระบบอุปถัมภ์ ถ้าไม่ใช่ผู้มีอิทธิพลทางการค้า เศรษฐกิจ อำนาจทางทหาร การปกครอง ฉะนั้นก็อย่าได้แปลกใจเลยว่า กลุ่มตระกูลเมเดชิ (Medici) แห่งสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ (Republic of Florence) ผู้มั่งคั่งแห่งยุโรป เป็นเจ้าของกิจการธนาคารเมเดชิที่ร่ำรวยที่สุดในยุโรปสมัยนั้น เป็นกลุ่มตระกูลที่ปูทางสร้างพื้นฐานธุรกิจการเงินการธนาคาร ให้กับโลกสมัยใหม่มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากมีเงินร่ำรวยมหาศาลแล้ว ยังมีอิทธิพลทางศาสนาและการปกครองอีกด้วย โดยกลุ่มตระกูลนี้มีญาติพี่น้องนั่งอยู่บนแท่นสูงสุดของผู้นำศาสนาในฐานะสันตะปาปาถึงสามคน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีนักปรัชญาทางรัฐศาสตร์อย่าง นิโคโล แมคเคียเวลลี (Nicolo Machiawelli) เป็นขุนพลวางแผนการปกครองให้กับความมั่นคงของตระกูลเมเดชิอย่างสำคัญ โดยสร้างดุลยภาพระหว่างอาณาจักรกับศาสนาจักร จนกลายเป็นตำราให้ผู้ปกครองใครต่อใครใช้จนถึงทุกวันนี้


The Last Supper ผลงานของดาวินซี ที่มาของภาพ

เงิน ทอง กองแก้ว และการมีอำนาจอิทธิพลเหนือคนอื่นๆเท่านั้นที่จะครองความยิ่งใหญ่ได้ เมื่อการเงิน-ธนาคาร ศาสนา การปกครอง ศิลปะอยู่ในมือของกลุ่มตระกูลเมเดชีแล้ว สิ่งที่เหลือคือการใช้สิ่งเหล่านี้เพื่อเชิดชูบูชาตัวและถมทับคนอื่นซึ่งเป็นเรื่องที่ทำกันมาเนิ่นนานจนสัมฤทธิ์ผล

การสร้างอิทธิพลแนวคิดทฤษฎีทางศิลปะที่กลุ่มตระกูลเมเดชีลงทุนกอบกู้มาจากซากปรักแห่งกรีก-โรมันนั้น ทำให้พวกเขากุมความลับทางความรู้ศิลปวิทยาการอย่างมหาศาล ทั้งปรัชญา วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ศิลป์ยุคโบราณ ศิลปะ สถาปัตยกรรม รวมทั้งเทคโนโลยีแห่งยุคสมัย และคนที่เขียนประวัติศาสตร์ศิลปะเพื่อตราหน้าคนอื่นว่าถ่อยสถุล ไม่มีสกุลรุนชาติ เป็นศิลปะแห่งความเถื่อนถ่อยก็คือ Giorgio Vassari นั่นเอง เขาเป็นนักประวัติศาสตร์ศิลป์ที่มีอุดมการคลั่งชาติและมีอคติรุนแรงต่อศิลปินที่ไม่ได้สังกัดถิ่นฟลอเรนซ์ เขาเป็นคนที่จารึกในหน้าประวัติศาสตร์(ศิลป์)ว่า สำหรับคำว่า Renaissance แล้ว คนที่จะใช้ตัว “R” ได้ก็คือผู้คนแห่ง Florence หรือคนอิตาลีเท่านั้น ที่เหลือควรใช้ตัว “r” หรืออาร์ตัวเล็ก เพราะคนที่บุกบั่นค้นหาความรู้ ปรัชญาศิลปวิทยาการจากยุคโบราณ กรีกโรมันมาได้ก็คือคนอิตาลี ไม่ใช่คนเยอรมัน ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ ซึ่งคนเหล่านั้นก็เป็นเพียง พลเมืองชั้นสองที่ลอกแบบมาจากอิตาลี


ผลงานภาพฝาผนังในโบสถ์น้อย Sistine Chapel ฝีมือของมิเกลันเจโล ที่มาของภาพ

Giorgio Vassari มีความเชี่ยวชาญ ชำนาญงานหลายอย่างเป็นทั้งจิตรกร สถาปนิก ที่สำคัญคือเป็นนักเขียน นักประวัติศาสตร์ จนทำให้ตระกูลเมเดชิจ้างเขามาเป็นนักเขียนประจำตระกูล และว่ากันว่าเขาวางอุดมการณ์พื้นฐานในการเขียนประวัติศาสตร์ศิลป์คนแรกๆ และเป็นคนแรกที่ใช้คำว่า Renaissance (Rinascita) ในการพิมพ์หนังสือของเขาที่ชื่อว่า “The Lives of the Most Excellent Painters, Sculpture and Architects” และในหนังสือเล่มนี้แหละ ที่เขียนหยามหยั่น ดูถูกดูแคลนศิลปะโกธิค (Gothic Art) โดยเขาใช้คำว่า ศิลปะของพวกโกธ (Goth) ซึ่งสื่อความหมายถึง ความป่าเถื่อน (Barbaric) ของแบบอย่างศิลปะเยอรมัน


 ตระกูลเมดีซี ที่มาของภาพ

ตั้งแต่นั้นมาผู้คนในวงการศิลปะ ต่างก็จำขี้ปากของ Giorgio Vassari มาข่มขืนทับถมว่าศิลปะของพวกโกธเป็นศิลปะที่ไม่มีอารยะ เป็นพวกโหดร้ายป่าเถื่อน บุกรุกทำลาย แต่หารู้ไม่ว่าศิลปะโกธิคนั้น รุ่งเรื่องรับใช้เป็นศาสนสถานเพื่อก่อการศักดิ์สิทธิ์มานับร้อยปี แต่ครั้นถึงคราวล่มสลายของศาสนจักร บรรดาศักดินา กฎุมพีทั้งหลายที่สร้างป้อมปราการแห่งอาณาจักรก็ตราหน้าหยามหยั่นว่าเป็นที่ซ่อนอำพรางกายของเหล่ามารร้ายของนักบุญ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ประวัติศาสตร์ที่จารึกโดย Giorgio Vassari ได้กลายเป็นตำนาน สร้างรอยประทับบนศิลปะโกธิคที่งดงามมีมนต์เสน่ห์ ขรึมขลังดุจพลังศรัทธาแห่งศาสนาสืบมาจนทุกวันนี้ มิได้เสื่อมคลาย ถ่อยเถื่อนดังคำของนักประวัติศาสตร์(ศิลป์) ที่ห้อยอยู่ใต้ชายคาแห่งตระกูลเมเดชีแต่อย่างใด... เขียนไว้ในยามที่ศาสนจักรถูกคุกคามจากอาณาจักรราวกับอยู่ในสมัย Renaissance.