Fashion World

แฟชั่นฮอตๆ ของพม่ายุคเพลิงพระนาง

เรื่องราวประวัติศาสตร์ของราชวงศ์คองบอง แห่งประเทศพม่านั้น ถูกถ่ายทอดไว้ในหนังสือสารคดีเรื่อง พม่าเสียเมือง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และถูกดัดแปลงมาเป็นละครชื่อดังเรื่องเพลิงพระนาง ที่กำลังออกอากาศอยู่ ทางช่อง 7 ในขณะนี้ เป็นละครฟอร์มยักษ์ที่จัดเต็มทั้งนักแสดงนำ และคอสตูมสุดอลังการ


การแต่งกายของชนชั้นสูงพม่าในอดีต

แม้เมืองทิพย์ในเรื่องจะเป็นเมืองในจินตนาการตามที่ผู้สร้างละครกล่าว แต่เครื่องแต่งกายของนักแสดงแต่ละคนนั้น ก็มีการอ้างอิงมาจากชุดประจำชาติของประเทศพม่า  โดยตัวละครหลักในเรื่องที่รับบทเป็นเจ้านางทั้งหลายมักจะปรากฏตัวด้วยชุดเสื้อผ้าหน้าผมที่โดดเด่นสวยงามแทบทุกฉาก  ซึ่งแม้จะไม่ตรงตามประวัติศาสตร์จริง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่า ในอดีตประเทศพม่ามีความเจริญสูงสุดด้านศิลปวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางอารยธรรมฝั่งตะวันตก ของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
 
ทั้งนี้ศิลปะการแต่งกายของพระนางพม่า และเจ้าพี่ตัวจริงในอดีตที่ปรากฏตามหลักฐานต่างๆ นั้น สำหรับสตรีมักจะใช้แถบผ้าพื้นสีดําหรือสีครีมพันรอบอก และสวมเสื้อผ่าหน้าแขนกระบอกยาวจรดข้อมือ โดยไม่ติดกระดุมทับ ชายเสื้อยาวเสมอสะโพกบน และสวมผ้านุ่งตามความนิยมในสมัยราชวงศ์คองบองที่เรียกว่า ทะเมน ซึ่งก็คือการใช้ผืนผ้าที่ไม่ได้เย็บเป็นถุงมาพันโอบจากด้านหลังของลําตัว แล้วให้ชายผ้าทั้งสองชายมาป้ายเกยกันทางด้านหน้า ทิ้งปลายผ้านุ่งทอดยาวไปกับพื้นด้านหลัง คลุมเท้ามิดชิดเพื่อปกปิดสิ่งที่ต่ำที่สุดในร่างกายตามความเชื่อ
 
ส่วนลวดลายที่ปรากฎบนผ้านุ่งมีลักษณะคล้ายเกลียวคลื่น เรียกว่า ลายอะเชะ โดยลวดลายนั้นทอด้วยกรรมวิธีการเกาะ - ล้วง ที่ได้รับอิทธิพลจากอาณาจักรโรมัน ส่งผ่านทวีปยุโรปและอินเดียเข้าสู่พม่าเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว กรรมวิธีการทอนี้ต้องใช้กระสวยขนาดเล็กเป็นจํานวนมากนับร้อยกระสวย จึงกลายเป็นที่มาของชื่อเรียกผ้าชนิดนี้ว่า “อลุนตยาอะเชะ” คําว่า “ลุนตยา” แปลว่า กระสวยร้อยอัน ส่วน “อะเชะ” แปลว่า คลื่น หรืออาจเรียกกันจนติดปากโดยทั่วไปตามความหมายภาษาไทยว่า ผ้าทอร้อยกระสวยลายคลื่น

การนุ่งลองจีปาโซสำหรับผู้ชาย 

โดยผ้าทอร้อยกระสวยลายคลื่นนี้ก็เป็นเครื่องแต่งกายของบุรุษด้วยเช่นกัน แต่มีการใช้ผ้ายาวมากถึง 3 หรือ 4 หลา เรียกว่า ลองจีปาโซ และสวมเสื้อตัวยาวคอกลม แขนยาว จรดข้อมือ สาปที่อกด้านหน้าข้างใดข้างหนึ่งจะยื่นเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้งขนาดใหญ่ไปปิดทับหน้าอกอีกด้านหนึ่ง ในสมัยราชวงศ์ ชายชาววังจะใช้ผ้าโพกผมที่เรียกว่า บองด่อ เป็นผ้าที่ทำด้วยดิ้นเงินดิ้นทอง  ซึ่งผ้าโพกศีรษะนี้ ถือเป็นเครื่องประดับอย่างหนึ่งของผู้ชายพม่าด้วย  
 
นอกจากเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่นิยมสวมสายสร้อยจนปิดลำคอ และใส่แหวนกันเต็มไม้เต็มมือแล้ว ยังมีเอกลักษณ์ของผู้หญิงพม่าในยุคสมัยพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์พม่าอีกหลายอย่างที่พบเห็นในหลักฐานภาพถ่าย นั่นก็คือการไว้ผมยาว บางคนไว้ยาวคลุมสะโพก และบางคนก็ยาวเลยไปถึงข้อเท้า พร้อมกับมีวิธีมุ่นมวยผมหลายรูปแบบ รวมกับการแซมดอกไม้หลายหลากที่มีกลิ่นหอม อย่างดอกมะลิหรือกุหลาบ ใบหน้าแต่งแต้มด้วยแป้งทานาคา ซึ่งผู้หญิงชั้นสูงมักจะวางท่าถ่ายรูปโดยการคีบบุหรี่ขี้โยมวนโต และถือร่ม อันถือเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องประดับสำหรับผู้หญิงพม่ายุคนั้น

ท่าที่นิยมในการถ่ายรูปสมัยนั้น

แม้วันนี้การแต่งกายด้วย “ลองจีปาโซ” ของบุรุษ และการนุ่ง “ทะเมน” ของสตรี จะพ้นสมัยนิยมไปแล้วก็ตาม แต่ลวดลายเกลียวคลื่นที่เคยฮิตในอดีตก็ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องกันมา คนพม่าในปัจจุบันทั้งหญิง และชายยังคงอนุรักษ์วิถีการแต่งกาย ด้วยการใส่ผ้านุ่งที่เย็บเป็นถุง หรือที่เรียกว่า “ลองจี” อยู่  ซึ่งมักพบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนน เกิดเป็นภาพงามของเมืองอันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ยังไม่เลือนหายไปตามกระแสสากลนิยม

พระเจ้าธีบอกษัตริย์พม่าองค์สุดท้ายและพระมเหสีทั้งสอง

----
ที่มา
http://www.myanmar.nu.ac.th/cult/index4_19.htm
https://th.wikipedia.org
http://www.sacict.net/ckfinder/userfiles/files/ar14.pdf
รูปภาพ
http://burmabooks.webs.com
http://www.oldindianphotos.in/2011/05/burmese-lady-full-length-studio.html
http://www.oldindianphotos.in/2011/05/upper-class-burmese-couple-1890s.html
https://www.pinterest.com