Oriental World

พระนักรบญี่ปุ่น ทำไมถืออาวุธไม่ผิด

ข้อหนึ่งที่ชาวพุทธหรือผู้เลื่อมใสในศาสนาพุทธต้องยอมรับก่อนคือ ศาสนาพุทธเองก็มีอยู่หลายนิกาย หลายความเชื่อ นิกายเถรวาทที่คนไทยเรานับถือเป็นหลักนั้น ในระดับสากลแล้วไม่ใช่นิกายที่มีผู้นับถือมากที่สุด แต่เป็นนิกายมหายาน ซึ่งไปแพร่หลายที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันญี่ปุ่นเองก็รับศาสนาพุทธเข้ามาแล้วผสมผสานกับปรัชญาความเชื่อดั้งเดิมของตน เป็นลัทธิชินโต และพุทธนิกายเซ็น
 
พุทธของญี่ปุ่นยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ พระสามารถฝึกฝนวิชาต่อสู้ สามารถถืออาวุธป้องกันตัวเอง และก่อตั้งกองทัพพระได้ จนกระทั่งในยุคเอโดะ เมื่อสิ้นสงครามภายในประเทศแล้ว กองกำลังพระนักรบจึงได้หายไป
 
แล้วทำไมพระญี่ปุ่นในยุคโบราณจึงสามารถจัดตั้งกองทัพพระ กลายเป็นกองกำลังอิสระที่สามารถถืออาวุธต่อสู้ได้โดยไม่ผิดศีล ก่อนอื่นเราควรดูเรื่องราวและที่มาของพระนักรบญี่ปุ่นที่โด่งดังเหล่านี้ก่อน

ที่มาของภาพ

พระนักรบ (โซเฮ) เริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในยุคเฮอัน ได้ชื่อว่าเป็นยุคมีความสงบและร่ำรวยในเรื่องของวัฒนธรรมมากที่สุดยุคหนึ่งของญี่ปุ่น รวมถึงการปกครองประเทศก็ยังคงอยู่ในอำนาจขององค์จักรพรรดิที่ยังมีอำนาจอย่างแท้จริง
 
ในช่วงศตวรรษที่ 8-10 สำนักพุทธของญี่ปุ่นที่ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน เวลานั้นในหัวเมืองที่มีพวกไดเมียวและซามูไรปกครอง กำลังเกิดความขัดแย้งกับทางวัดหลายแห่ง อีกทั้งวัดใหญ่ส่วนมากก็ตั้งอยู่บนภูเขา มีสัตว์ป่าชุกชุม พระในสายเท็นไดโดยเฉพาะที่ภูเขาฮิเอจึงได้หันมาฝึกฝนวิชายุทธ์เพื่อป้องกันตนเอง นอกจากเพื่อป้องกันตัวจากสัตว์ป่าแล้ว ก็อาจเพื่อป้องกันตัวจากพวกซามูไรด้วย
 
กระทั่งพวกพระจากวัดโทไดก็ได้เกิดการปะทะกับพวกเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่เกียวโต แม้ว่าจำนวนพระที่ก่อการจะมีแค่ 56 ก็ตาม แต่นี่ก็คือเหตุการณ์ต่อต้านของกลุ่มพระที่มีต่อรัฐบาลในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้น พระนักรบก็เริ่มหยั่งรากฐานของพวกตนตามวัดชื่อดังหลายแห่ง โดยเฉพาะที่เกียวโต นารา และโอซาก้า วัดที่มีชื่อเสียงมากคือวัดเอ็นเรียคุ บนภูเขาฮิเอ

ที่มาของภาพ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระนักรบกลายเป็นที่ยำเกรงและได้รับการยอมรับ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับยุคสงคราม แล้วพระนักรบที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด เห็นจะไม่พ้น เบงเคย์ องครักษ์คู่ใจของ มินาโมโตะ โยชิสึเนะ
 
เบงเคย์ เป็นพระนักรบที่มีพละกำลังและฝีมือการสู้รบสูงมาก เขาได้ช่วยเหลือ มินาโมโตะ โยชิสึเนะ ทำศึกกับ ไทระ คิโยโมริ ในสงครามเกนเปย์ เป็นการสงครามที่โด่งดังที่สุดครั้งหนึ่งของญี่ปุ่น แล้วส่งผลให้ตระกูลมินาโมโตะผงาดขึ้นมาปกครองญี่ปุ่นแทนที่พวกไทระ
 
ตำนานของโยชิซึเนะและเบงเคย์เป็นเรื่องราวที่โด่งดังมาก คนญี่ปุ่นแทบจะรู้จักกันหมด โดยเฉพาะความกล้าหาญและซื่อสัตย์ภักดีของเบงเคย์ที่ต่อสู้จนตัวตายเพื่อปกป้องเจ้านายอย่างโยชิซึเนะ

ภาพวาด บอกเล่าเรื่องที่โยชิซึเนะและเบงเคย์เมื่อพบกันครั้งแรก ที่มาของภาพ

หลังจากนั้น พวกพระนักรบก็เริ่มเข้ามามีบทบาทในยุคสงครามมากขึ้น พวกพระได้ฝึกฝนวิชายุทธ์อย่างเข้มงวด ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงวิชาหอก ทวน พลอง กล่าวกันว่าฝีมือยุทธ์ของพระนักรบหนึ่งคนสามารถเอาชนะซามูไรได้ พวกเขายังไม่เพียงแต่ฝึกฝนวิชายุทธ์ แต่ยังศึกษาพิชัยสงคราม การใช้กลยุทธ์ ควบคู่ไปกับการศึกษาพระธรรมคำสอน ความเชื่อในเรื่องของเทพอวตารที่ลงมาเกิดบนโลกเพื่อปราบมาร (และรายละเอียดอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากพุทธเถรวาท) นับเป็นส่วนผสมของเรื่องทางโลกและทางธรรมเข้าด้วยกันได้
 
มาถึงในยุคคามาคุระ เมื่อตระกูลอาชิคางะผงาดขึ้นมาแทนที่พวกมินาโมโตะ แล้วกลายเป็นโชกุนที่บริหารปกครองประเทศ องค์จักรพรรดิโกะไดโกะได้คิดการต่อต้านพวกอาชิคางะ โดยมีพวกพระนักรบเข้าร่วมด้วย แต่ก็ไม่สำเร็จ หลังจากนั้นรัฐบาลอาชิคางะจึงพยายามหาทางกดอิทธิพลของพวกพระนักรบแห่งเขาฮิเอ ด้วยการสนับสนุนพุทธนิกายเซ็นให้ขึ้นมาแทนที่ พุทธสายเซ็นจึงกลายเป็นหนึ่งในปรัชญาหาหลักของพวกซามูไร ขณะเดียวกันพุทธเซ็นก็ไม่ได้สนับสนุนแนวคิดการต่อต้านอำนาจรัฐเหมือนพวกพระนักรบของเขาฮิเอ ในยุคนี้จำนวนของพระนักรบจึงลดลงเรื่อยๆ
 
กระทั่งการการถือกำเนิดของพวกอิกโกะ-อิกกิ ในสมัยเซ็นโกคุ ซึ่งนับถือพุทธนิกายโจโด แล้วเริ่มเข้ามามีบทบาทในยุคสงครามตั้งแต่ปี ค.ศ.1467 ในสงครามโอนินที่โด่งดัง พวกอิกโกะ-อิกกิ มีสาวกกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ สาวกส่วนใหญ่คือชาวนาและคนยากจน แผ่อิทธิพลออกไปหลายพื้นที่
 
มีฐานที่มั่นหลักคือ วัดฮอนกันจิที่อยู่ในโอซาก้า สาวกกระจายตัวทั่วประเทศรวมแล้วหลายล้านคน  ทำให้ทางวัดมีเงินบริจาคและกำลังทรัพย์มาก รวมถึงมีไดเมียวและซามูไรหลายคนที่เข้านับถือฮอนกันจิ กลายเป็นเครือข่ายกองทัพพระที่มีอิทธิพลมากที่สุดในญี่ปุ่นยุคสงครามระหว่างแคว้น ขณะที่เอ็นเรียคุจิซึ่งนับถือนิกายเท็นได แม้จะเป็นคู่แข่งกับฮอนกันจิ แต่แนวคิดคำสอนบางเรื่องและการจัดตั้งกองทัพพระนักรบก็ไม่ได้แตกต่างกันนัก อีกทั้งในเวลานั้น โอดะ โนบุนางะ ไดเมียวแห่งโอวาริที่กำลังแผ่อำนาจขึ้นมาและเข้าควบคุมรัฐบาลโชกุนอาชิคางะไว้ได้ ก็คิดจะทำศึกปราบปรามพวกพระนักรบให้หมด วัดเอ็นเรียคุจิและวัดฮอนกันจิ จึงแอบมีความร่วมมือระหว่างกัน ทำศึกกับโนบุนางะที่เป็นมารศาสนาพุทธ
 
ขณะเดียวกัน โนบุนางะก็สั่งการให้ปราบปรามเหล่าพระและสาวกอิกโกะ-อิกกิอย่างรุนแรง เผาทำลายเอ็นเรียคุจิ ต่อมาก็ทำศึกกับฮอนกันจินานติดต่อกันราว 10 ปี ทางวัดจึงยอมจำนน
 
จึงเชื่อกันว่าโนบุนางะเข้ารีตเป็นคริสต์ เพราะให้การสนับสนุนพวกมิชชันนารีในการเผยแผ่ศาสนาและตั้งโบสถ์หลายแห่ง แต่ก็เชื่อว่าโนบุนางะเพียงต้องการเรื่องความรู้วิทยาการจากตะวันตกเท่านั้น

ภาพวัดฮอนกันจิในปัจจุบัน ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เป็นแหล่งท่องเที่ยว หลังจากโดนโนบุนางะเผาทำลาย
ที่มาของภาพ

ต่อมาเมื่อโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ได้ครองอำนาจ ก็สั่งปราบปรามชาวคริสต์อย่างรุนแรง แล้วแม้ว่าฮิเดโยชิจะเป็นศัตรูของพวกอิกโกะ-อิกกิ แต่เขาก็ลดท่าทีแข็งกร้าวต่อพวกพระนักรบไปมาก แล้วเมื่อถึงยุคของ โตกุกาวะ อิเอยาสุ ซึ่งมีความเลื่อมใสพุทธศาสนาอยู่แล้ว ทำให้การต่อต้านของพวกพระนักรบลดลง ที่ปรึกษาสูงสุดของอิเอยาสุเองก็เป็นพระ นั่นคือ หลวงพ่อเท็นไค ทำให้พระนักรบในยุคนั้นเลือกมาเข้าสนับสนุนอิเอยาสุ แต่บ่างส่วนก็เป็นศัตรูต่อต้าน แล้วเมื่ออิเยอาสุรวมประเทศได้ พวกพระนักรบจึงหมดบทบาทในทางการเมืองในที่สุด
 
จากเรื่องราวของพระนักรบ เราจะเห็นได้ว่า สาเหตุที่ทำให้พวกเขาก่อตั้งกองกำลังขึ้นได้นั้น เป็นผลมาจากสถานการณ์ทางการเมืองในญี่ปุ่นเป็นหลัก พวกเขาเป็นเสมือนขุมกำลังอิสระ ขึ้นต่อใคร ด้วยความศรัทธาในนิกายของพวกตน ที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ไม่ว่าจะสายเท็นได โจโฉ แต่ทั้งหมดก็มีเป้าหมายคือการปราบยุคเข็ญ มีความเชื่อในเรื่องยุคพระศรีอาริย์ เชื่อในเรื่องแดนสุขาวดี แล้วการจะได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น การเอาแต่สวดมนต์อยู่ในวัด ไม่ใช่คำตอบ อีกทั้งญี่ปุ่นยุคหลังจากสมัยเฮอันเป็นต้นมา คือในช่วงศตวรรษที่ 10-16 เป็นช่วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างแคว้น เหล่าไดเมียวขึ้นเป็นใหญ่ แล้วเมื่อเข้ายุคเซ็นโกคุที่เริ่มตั้งแต่สงครามโอนิน ชาวบ้านก็ต้องพบความเดือดร้อน ผู้คนล้มตายจากสงครามชิงอำนาจ การฆ่าฟันกลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกวัน สภาพสังคมเช่นนั้น เหล่าพระเองจึงน่าจะเหลือทางเลือกเพียงสองทางคือ ปลีกตัววิเวกสันโดษ ละจากทางโลก และสองคือ เข้าช่วยเหลือผู้คน ซึ่งจะสอดคล้องกับความเชื่อเรื่องพระศรีอาริย์ที่จะอวตารลงมาเพื่อปราบทุกเข็ญ นำโลกไปสู่สันติสุข พวกพระนักรบจึงถือกำเนิดขึ้น จับอาวุธได้ ต่อสู้ได้ ไม่ได้ผิดศีลแต่อย่างใด (อย่างน้อยก็ในมุมของพระในนิกายเหล่านี้ในยุคสมัยนั้น)

แต่ก็อย่างที่พบในประวัติศาสตร์ว่า เหล่าพระจำนวนไม่น้อยที่เข้ามายุ่งทางโลก ก็เท่ากับกองกำลังอิสระที่มีทั้งเงินทอง ทรัพย์สิน กำลังคนมหาศาล เพราะเกี่ยวโยงกับความเชื่อของผู้คน แล้วฝ่ายรัฐก็ไม่สามารถตรวจสอบได้เลย การมีอยู่ของพระนักรบจึงเป็นอันตรายสำหรับผู้ปกครองไปโดยปริยาย

---------------
ข้อมูลอ้างอิง
 
หนังสือ
ยศไกร ส.ตันสกุล (2559). โอดะ โนบุนางะ พลิกวิถีผู้นำญี่ปุ่น, กรุงเทพ: แสงดาว
 
เว็บไซต์
https://en.wikipedia.org/wiki/Sohei