Art World

Giorgio Vassari: นักประวัติศาสตร์ศิลป์ผู้ให้กำเนิดแบบอย่างและรสนิยมศิลปให้กับคนทั้งโลก

เมื่ออำนาจอยู่ในมือใครก็ตาม อำนาจนั้นมักจะถูกนำไปใช้ตามทิศทางที่ตนต้องการเสมอ ไม่ว่าจะน้อยหรือมาก  ไม่ว่าอำนาจนั้นจะเป็นอะไร ทั้งกายภาพและอิทธิฤทธิ์ปฏิหาริย์ จึงไม่แปลกที่อำนาจจึงต้องถูกควบคุมและตรวจสอบจากผู้ที่ใช้อำนาจ ไม่เช่นนั้นแล้วความแข็งขืนไม่สยบยอม ย่อมปรากฏให้เห็นเสมอ แต่ถึงกระนั้นอำนาจทางศิลปะซึ่งเป็นอำนาจที่มีความละมุนละม่อมอ่อนไหว สุนทรียเพลิดเพลิน ผู้มีอำนาจในการใช้กับผู้ถูกปกครองมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณผ่านกาลสมัยจนถึงปัจจุบัน
 
เราปฏิเสธไม่ได้ว่าอารมณ์ความรู้สึกในการรับรู้เป็นรสนิยมแห่งปัจเจก แต่ทว่าหากมีการชี้นำหรือควบคุมจากผู้มีอำนาจแล้วไซร้ ก็จักกลายเป็นรสนิยมรวมหมู่ที่เห็นพ้องต้องกันจนมิอาจหลีกหนีได้ ในทางศิลปะก็เช่นกันที่อาศัยผู้ชี้นำผ่านการสถาปณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในฐานะนักประวัติศาสตร์ศิลป์ นักวิจารณ์ศิลปะ หรือแม้กระทั่งศิลปินชั้นนำของชาติ เพื่อโน้มน้าวชักนำไปสู่จุดหมายของการมีส่วนร่วมในรสนิยมนั้นๆ เช่นยุคชาตินิยม ศิลปะก็จะฮึกห้าวเชิดชู วีรบุรุษ วีรสตรี หรือผู้นำ


ที่มาของภาพ

ย้อนกลับไปยุโรปในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) บุรุษนามจิออจิโอ วาสเซอรี (Giorgio Vassari) ซึ่งเป็นทั้งศิลปินและนักเขียนได้ปูพรมความรู้เกี่ยวกับศิลปะในยุคนั้นผ่านข้อเขียนและหนังสือของเขา โดยที่เขาเป็นคนทำงานให้กับตระกูลเมดิซี (Medici) แห่งฟลอเรนซ์ นอกจากเขาจะยำใหญ่บริบทของศิลปะโกธิคให้เหลือเพียงผลงานของพวกป่าเถื่อนไร้อารยะแล้ว ในทางกลับกันเขาได้เชิดชูผลงานในแบบอย่างของแมนเนอริสม์ (Mannerism) ในช่วงปี ค.ศ.1520-1590 จนกลายเป็นแบบอย่างที่มีอิทธิพลต่อศิลปินและผู้คนหันมาชื่นชนผลงานอย่างกว้างขวาง
 
จิออจิโอ วาสเซอรี ได้นิยามคำและความหมายของคำว่า Mannerism หมายถึง Style (แบบอย่าง) หรือ Grace (ความสวยงามนุ่มนวลละมุนละไม) ตรงกับคำในภาษาอิตาลีว่า Maniera ทั้งนั้นเขาต้องการที่จะชี้ให้เห็นว่าผลงานของศิลปินในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา โดยเฉพาะผลงานของ ลีโอนาร์โด ดา วินชี มีเคลันเจโล และราฟาเอล หรือศิลปินคนใดก็ตามที่นำแบบอย่างมาจากยุคโบราณ กรีก-โรมัน แล้วทำให้ผลงานนั้นๆ มีความวิจิตรอลังการ มีความสมบูรณ์ตามแบบอย่างของความเป็นคลาสสิค (Classic) มีความลื่นไหลในความงาม ไม่มีสะดุดหยุดนิ่ง แม้จะมีความซับซ้อนทางเทคนิควิธีการ แต่วิถีของการนำเสนอออกมาสู่สาธารณะนั้นได้สร้างความตะลึงตื่นตาอยู่เสมอ


ที่มาของภาพ

สิ่งสำคัญของวิถีแมนเนอริสม์นั้นสร้างภาพตัวแทนของความเลิศหรูแฝงนัยยะอุปมาอุปไมย ไม่บอกกล่าวโดยตรง สร้างมิติการรับรู้ให้ผู้ชมลุ่มหลงอยู่ในภวังค์ของผลงานราวกับดำดิ่งอยู่ในห้วงหฤหรรษ์ของการยั่วยวน แน่นอนว่าศิลปะในแบบอย่างแมนเนอริสม์นั้น ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของศาสนาจักร เพราะมีความเกินงาม เกินพรรณา สั่นสะเทือนอารมณ์จนหวั่นไหว และต่อมาศิลปะในวิถีนี้ได้มีอิทธิพลต่อวิธีคิดของศิลปะสมัยใหม่เช่น เอ็กซเพรสชันนิสม์ในเยอรมนี รวมทั้งกระจายความแนวคิดนี้ไปทั่วยุโรป
 
เหตุที่นำเสนอแนวคิดของจิออจิโอ วาสเซอรี ที่มีต่อวิถีของแมนเนอริสม์ทางศิลปะนั้นก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าอิทธิพลการชี้นำของชนชั้นนำผ่านระบบอุปถัมภ์ ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้และรสนิยมให้กับสาธารณะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เส้นทางของศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นมาอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง ตามที่มีคนกล่าวถึง ศิลปะบริสุทธิ์ (Pure Art) ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นมา ถ้ามนุษย์ไม่สร้างขึ้น และเมื่อมนุษย์เป็นคนสร้างผลงานต่างๆ ขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ย่อมมีความสัมพันธ์กับสรรพสิ่งรอบข้างอย่างปฏิเสธไม่พ้น ซึ่งความสัมพันธ์ซึ่งกันละกันนี่เอง ที่กลายเป็นพันธะสัญญาที่จะหลุดบ่วงไปสู่ความบริสุทธิ์ไม่ได้


ที่มาของภาพ

วงการศิลปะในประเทศเราก็มิอาจหลีกหนีสภาพการชี้นำจากระบบอุปถัมภ์ไปไม่ได้ ถ้าตราบใดที่มีอำนาจแห่งรัฐ เข้ามากำกับดูแลวิถีของศิลปะวัฒนธรรมดังที่ปรากฏให้เห็นตลอดช่วงที่ผ่านมา และก็ไม่ได้ต่างจากที่ตระกูลเมดิชีเป็นผู้อุปภัมภ์จิออจิโอ วาสเซอรี ให้เขียนประวัติศาสตร์(ศิลป์)ยกย่อง เชิดชู ผลงานในแบบอย่างแมนเนอริสม์ จนกลายเป็นการสร้างชุดความหมายทั้งความงาม รสนิยม ให้กับผู้คนทั่วโลกได้เห็นดีเห็นงามไปด้วย  อำนาจแห่งความรู้และภาพตัวแทนที่เป็นผลผลิตทางศิลปะนั้นทรงความหมายและอิทธิพลต่อผู้รับอย่างใหญ่หลวง สภาพของความหลงใหล หลงรูป จนถึงระดับความคลั่งไคล้ใฝ่ถวิลหา กลายเป็นหายนะวิบัติมานักต่อนักตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน