Sex and Love Story in the History

7 รัก 7 รส จากอดีต

ถ้าวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา การเดตของคุณไม่ค่อยน่าประทับใจ หรือยังไม่ได้คู่เดตที่เหมาะสม ลองมาดูมุมมองเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคนในอดีตกันบ้าง เผื่อว่าจะทำให้หลายคนมีกำลังใจมากขึ้น หรือได้คำแนะนำดีๆ สำหรับการเดตครั้งหน้าก็เป็นได้
 
1. อยากมีแฟนต้องใช้ "แฟน" (fan)

พัดมีมาเป็นพันๆ ปีแล้ว แต่ได้รับความนิยมมากในฐานะองค์ประกอบแฟชั่นในยุโรปศตวรรษที่ 18 ผู้หญิงในเวลานั้นครุ่นคิดว่าจะใช้พัดให้เป็นมากกว่าอุปกรณ์คลายร้อนได้ยังไง ในที่สุดคุณเธอก็คิด "ภาษาพัด" (fan language) ขึ้นมาเพื่อยั่วเย้ากระเซ้าหยอกด้วยการโบกสะบัดพัดด้ามงามของเธอต่อหน้าเพื่อนชาย
 
คุณอาจคิดว่าก็แค่พัดจะมีอะไรนักหนา แต่ที่จริงพัดสามารถสร้าง "ข้อความ" ได้มากกว่า 30 ข้อความที่ผู้หญิงสื่อไปให้แก่ผู้ชายที่ "ฉลาด" พอที่จะเข้าใจภาษาของพวกเธอ ตัวอย่างเช่น เมื่อเธอคลี่พัดขึ้นมาบังตาและใบหน้า นั่นกำลังบอกว่า "ฉันรักคุณ" การคลี่พัดแล้วถือด้วยมือซ้ายบ่งชี้ว่าเธอปรารถนาจะพูดคุยกับใครสักคน ขณะที่การบิดพัดในมือซ้ายเป็นการเตือนว่าผู้ชายคนนั้นต้องระวังตัว เขาถูกจับตาอยู่

พัดเป็นหนึ่งในแฟชั่นและวิธีสื่อสารของหญิงยุโรปศตวรรษที่ 18 ที่มาของภาพ


ตัวอย่างภาษาพัด (fan language) ที่มาของภาพ

2. ตลาดนัดจัดหาคู่
เฮโรโดตุส (Herodutus) นักประวัติศาสตร์กรีกกล่าวถึงหมู่บ้านในบาบิโลเนียว่ามีธรรมเนียมการจับคู่ที่ให้ความมั่นใจว่าแม้แต่ชายที่ยากจนที่สุดหรือหญิงสาวที่หน้าตาขี้ริ้วที่สุดก็ต้องได้คู่เมื่อมาที่ "ตลาดนัดจัดหาคู่" (Mariage Market) อันเป็นที่ที่ผู้ชายจะมาประมูลหาภรรยาใหม่
 
วิธีการก็ไม่ต่างจากการประมูลทั่วไป หญิงงามที่สุดย่อมได้รับการเลือกก่อนด้วยราคาประมูลที่สูงที่สุด และย่อมเป็นธรรมดาที่เธอจะแต่งงานกับชายที่มั่งคั่งที่สุด แต่ทุกอย่างกลับกันเมื่อถึงคราวประมูลผู้หญิงหน้าตาขี้ริ้ว พิการหรือแก่เกินไป เพราะเป็นการประมูลว่าใครให้ราคาต่ำที่สุดย่อมได้นางผู้นั้นไป กำไรที่ได้จากการประมูลหญิงงามจะนำมาจ่ายในกรณีนี้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าแม้แต่คู่ที่ยากจนทีสุดย่อมมีเงินเป็นสินเดิมของฝ่ายหญิง

ตลาดนัดจัดหาคู่ของบาบิโลเนีย ที่มาของภาพ

3. ใช้ภาษาลับ
รหัสลับเป็นสิ่งสำคัญเสมอสำหรับคู่ที่เพิ่งรักกันใหม่ๆ บางคนถึงกับเขียนเป็นรหัส (code) ที่มีเพียงผู้รู้วิธีอ่านหรือ "ไข" รหัสเท่านั้นจึงจะเข้าใจ บ้างก็เขียนเป็นสัญลักษณ์เพื่อในการนัดหมายหรือบอกความนัยบางอย่าง เพราะสมัยก่อนเป็นเรื่องยากมากที่หนุ่มสาวจะรอดพ้นจากสายตาพ่อแม่ที่เกรงว่าอาจเกิดเหตุกุ๊กกิ๊กกันก่อนการแต่งงาน จึงเกิดวิธีการแสนฉลาดที่คู่รักจะสื่อสารกันแม้แต่ต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่ นั่นคือ การใช้รหัสมอส (Morse code)
 
เรื่องนี้ต้องยกเครดิตให้โทมัส เอดิสัน (Thomas A. Edison) ที่ใช้ในการบอกรักภรรยาคนที่สองของเขา คือ มินา มิลเลอร์ (Mina Miller) ทั้งคู่รู้จักกันไม่นานหลังการเสียชีวิตของแมรี ภรรยาคนแรกของเอดิสัน
 
นอกจากเลวิส (Lewis) พ่อของมินาจะเป็นนักประดิษฐ์ด้วยแล้ว การที่เอดิสันอายุ 39 ปี ขณะที่สาวเจ้าอายุน้อยกว่าเขาถึง 19 ปี ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นที่จับตามองทั้งในและนอกครอบครัว เอดิสันจึงสอนรหัสมอสให้เธอเพื่อใช้ในการสื่อสารกันโดยไม่ให้ผู้ใหญ่สะดุดตา และแน่นอน เขาก็ขอเธอแต่งงานโดยใช้รหัสมอสด้วย

โทมัส เอดิสัน กับ มินา มิลเลอร์ ที่มาของภาพ

4. อย่าเมาต่อหน้าว่าที่พ่อตา
การสร้างความประทับใจให้พ่อแม่ของอีกฝ่ายอาจดูไม่สำคัญในสายตาคนปัจจุบัน แต่ถือเป็นเรื่องใหญ่มากในอดีตเมื่อฝ่ายชายอยากให้พ่อของหญิงที่ตนรักอนุญาตให้เธอแต่งงาน ดังนั้น คำแนะนำง่ายๆ ก็คือ อย่าเมาเละเทะต่อหน้าว่าที่พ่อตาของคุณ
 
เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ดีไปกว่า ฮิปโปไคลเดสแห่งอัตติกา (Hippocleides of Attica) เพราะเมื่อศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช คลิสทีเนส (Cleisthenes) ผู้ปกครองเผด็จการแห่งซีสชอน (Sicyon) ต้องการให้อะการิสเต (Agariste) บุตรสาวได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝา แทนที่เขาจะให้มีการสู่ขอตามปกติ เขาประกาศให้มีการแข่งขันเพื่อหาผู้ที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งมีผู้ตอบรับถึง 12 คนจากทั่วโลกกรีกในเวลานั้น
 
การคัดเลือกมีทั้งการแข่งรถศึก มวยปล้ำ และการแข่งขันอื่นๆ อีกมาก จนที่สุด ฮิปโปไคลเดสก็เป็นผู้ชนะและจะได้จูงมืออะการิสเตเข้าพิธีแต่งงาน แต่ในพิธีฉลองชัยชนะหลังการแข่งขัน ฮิปโปไคลเดสเมาเละเทะและเริ่มแสดงกิริยาน่ารังเกียจออกมา ไม่ว่าจะเป็นการใช้มือเดินต่างเท้าและการเตะขาขึ้นตามจังหวะเพลง ซึ่งทำให้คลิสทีเนสตัดสินใจยกเลิกการแต่งงาน โดยให้บุตรสาวของตนแต่งงานกับเมกาเคลส (Megacles) ผู้เข้าแข่งขันอีกรายหนึ่งและเป็นลูกพี่ลูกน้องกับฮิปโปไคลเดสแทน

ภาพคนเมาจากภาชนะดินเผากรีก ที่มาของภาพ

5. รักในขวดแก้ว
เกือบทุกวัฒนธรรมทั่วโลกต่างก็มีอาหาร เครื่องดื่มหรือพฤติกรรมที่เชื่อว่ากระตุ้นให้เกิดความปรารถนา ตกอยู่ในห้วงรักหรือแม้แต่รักษาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ บ้างก็อยู่ในรูปของน้ำยาเสน่ห์ (love potion) ซึ่งปรุงขึ้นมาจากตัวยาที่มีฤทธิ์กระตุ้นความต้องการทางเพศอย่างได้ผล แต่ส่วนผสมอีกหลายชนิดก็ไม่มีการพิสูจน์ว่าใช้ได้ แต่ก็ยังใช้กันด้วยความเชื่อว่ามีผลต่อจิตใจ

การปรุงน้ำยาเสน่ห์ ที่มาของภาพ

ตำราสมัยกลางว่าด้วยพืชและสัตว์ ของ อัลเบร์ตุส มักนุส (Albertus Magnus) กล่าวถึงการนำพืชในตระกูลแพงพวงฝรั่ง (periwinkle) ผสมกับต้นกระเทียม (leek) และไส้เดือน มาบดให้ละเอียดเข้ากันแล้วโรยบนอาหาร สามารถทำให้ความรักของคู่หนุ่มสาวมั่นคงมากยิ่งขึ้นได้ แต่มักนุสก็เตือนว่าถ้าโยนส่วนผสมดังกล่าวลงในน้ำ จะทำให้ปลาตาย
 
ดอกดาวเรือง (marigolds) เป็นส่วนผสมยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งในสมัยกลางที่ปรากฏการใช้ในน้ำยาเสน่ห์หลายขนาน ขณะที่ชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกันบางเผ่านิยมใช้ดอกโคลัมไบน์ (columbine) ซึ่งเป็นพืชในสกุลอะควิลีเจีย ส่วนอินเดียมีการใช้ต้นลำโพงหรือมะเขือบ้า (jimsonweed) อย่างกว้างขวาง แม้จะเป็นพืชมีพิษอันตรายก็ตาม

ดอกเพอรีวิงเคิลในสกุลแพงพวยฝรั่ง ที่มาของภาพ

ต้นกระเทียม ที่มาของภาพ

ดอกดาวเรือง ที่มาของภาพ

ดอกและผลต้นลำโพง (มะเขือบ้า) ที่มาของภาพ

6. เข้าใจเธอทีละชิ้นๆ ...
เคล็ดลับนี้เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 19 มาจากงานเขียนที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักแพร่หลายนักของนักเขียนนิยายและนักเขียนบทละคร ชาวฝรั่งเศส ชื่อ ออนอเร เดอ บาลซัก (Honore de Balzac) นั่นคือเรื่อง "กายวิภาคการสมรส" ที่เปิดเผยความลับของความรักและการแต่งงานที่ประสบความสำเร็จ มีคำแนะนำมากมายที่ย้ำเตือนผู้อ่านว่าการแต่งงานคือวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ผู้ชายจึงควร "ชำแหละ" ผู้หญิงอย่างน้อย 1 คนก่อนการแต่งงานเพื่อศึกษากายวิภาคของเธอ
 
บาลซักเชื่อว่าเราต่างมีพลังงานจำนวนต่างกัน ขณะที่ผู้ชายใช้พลังงานไปกับการทำงานต่างๆ ผู้หญิงกลับไม่รู้ว่าจะใช้สิ่งนั้นทำอะไร ดังนั้น สามีจึงต้องให้คำแนะนำดีๆ แก่ภรรยาด้วยการให้เธอทำงานต่างๆ เพื่อไม่ให้เธอตกอยู่ในความเพ้อฝัน ลุ่มหลง หรือปล่อยให้อารมณ์ครอบงำเธอ บาลซักยังเตือนว่าสามีไม่ควรให้ภรรยาของตนดื่มน้ำเปล่า ในทางกลับกัน เขาว่าควรเจือไวน์จากแคว้นเบอร์กันดีลงในน้ำนั้นเสียก่อนดื่มจะดีมาก
 
ทว่า ถึงเขาจะเชี่ยวชาญในการสมรส แต่บาลซักกลับแต่งงานเมื่ออายุ 50 ปี ซึ่งเป็นเวลาหลังจากเขาเขียนหนังสือเรื่อง กายวิภาคการสมรส ถึง 20 ปี และอีก 5 เดือนถัดมาเขาก็เสียชีวิต

ออนอเร เดอ บาลซัก ผู้เขียนเรื่อง “กายวิภาคการสมรส” ที่มาของภาพ

7. เคียงบ่าเคียงไหล่
ส่วนใหญ่เราจะเข้าใจกันเอาเองว่าที่ที่ผู้หญิงควรอยู่คือบ้าน เรือน ขณะที่ผู้ชายออกไปการงานต่างๆ แต่สำหรับหญิงเผ่าติวตัน (Teuton) เชื่อว่าพวกเธอต้องอยู่เคียงข้างสามีแม้แต่ในยามรบ ด้วยการทำอาหาร ทำแผลหรือแม้แต่จับอาวุธขึ้นสู้เมื่อจำเป็น
 
พลูตาร์ช (Plutarch) นักเขียนชีวประวัติชาวกรีกในสมัยโรมันกล่าวถึงกองทหารลีเจียนของโรมันบุกเข้าปล้นค่ายชาวติวตันแต่กลับถูกตีโต้กลับออกมาจากผู้หญิงถือดาบและขวาน ผู้ยืนยันอยู่แม้จะมีบาดแผลและร่องรอยการต่อสู้นับไม่ถ้วนโดยไม่หวั่นเกรงต่อความตาย ความมุ่งมั่นเช่นนี้กลายเป็นที่มาของวลี furor Teutonicus เกรี้ยวกราดเหมือนติวตัน) ที่หมายถึง ความดุดันในสนามรบของชาวติวตันทั้งชายและหญิง
 
การถือพรหมจรรย์และความภักดีของหญิงติวตันเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์กล่าวถึง เมื่อติวตันถูกชาวโรมันกวาดล้างในยุทธภูมิอะควาเซ็กไท (Battle of Aquae Sextiae) เมื่อ 102 ปีก่อนคริสต์ศักราช วาเลริอุส มักซิมุส (Valerius Maximus) นักเรียงเรียงพงศาวดารโรมันบันทึกไว้ว่า ผู้หญิงที่ถูกจับมาเป็นเชลยร้องขอเป็นข้าเทพีเวสตา (Vesta, เทพีแห่งเตาไฟของชาวโรมัน) แทนที่การนำตัวไปเป็นทาส แต่เมื่อคำร้องนั้นถูกปฏิเสธ พวกเธอก็พร้อมใจกันฆ่าตัวตาย

ผู้หญิงชาวติวตันออกรบเคียงคู่กับผู้ชาย ที่มาของภาพ

หลังการรบที่ยุทธภูมิอะควาเซ็กไทยอมฆ่าตัวตายแทนการถูกจับไปเป็นทาส ที่มาของภาพ

-----------------
เรียบเรียงจาก
http://listverse.com/2017/01/24/10-dating-tips-from-history-that-could-improve-your-love-life/