Sex and Love Story in the History

มนต์รักค่ายเชลยศึก พลร่มเยอรมันกับพยาบาลผิวสี

ในช่วงสงครามทหารและพยาบาลหนุ่มๆ สาวๆ มักมีโอกาสได้พบกันเสมอในโรงพยาบาล ความดึงดูดและความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นทุกวันจึงก่อให้เกิดเรื่องราวโรแมนติกหลายๆ เรื่องขึ้น และหลายคู่ก็ลงเอยด้วยการใช้ชีวิตคู่ แต่รักแท้ก็ย่อมต้องการการพิสูจน์ เพราะไม่มีสิ่งใดได้มาง่ายๆ และดอกกุหลาบที่โปรยรอบนถนนชีวิต นั่นเพราะนี่คือความรักที่เกิดขึ้นในยามสงครามที่ทั้งคู่เป็นอริกัน อยู่คนละฝักฝ่ายกัน ทั้งอีกคนยังอยู่ในฐานะเชลยซ้ำไปอีก

ตัวอย่างความรักที่ผ่านบทพิสูจน์อันหนักหน่วงนี้ก็ได้แก่เรื่องราวความรักของพยาบาลสาว เอเลนอร์ เอลิซาเบธ พาเวล กับทหารหนุ่ม เฟดเดอริก อัลเบิร์ต ชีวิตรักของคู่ไม่ธรรมดายิ่ง เพราะโดยสถานะของทั้งสองชาติในช่วงเวลานั้นพวกเขาคือศัตรูของกันและกัน และยิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปอีกเมื่อความรักที่พวกเขามีให้กันต้องก้าวข้ามอคติของการเหยียดสีผิวในเวลานั้นให้ได้ด้วย
 
เฟดเดอริก อัลเบิร์ตเกิดที่เมืองออพเพล่น ประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ.1925 เขาเติบโตมาในยุคที่พรรคนาซีของฮิตเลอร์เรืองอำนาจ พรรคนาซีครอบงำความคิดของคนเยอรมันและเชิดชูการณรงค์เรื่องความเหนือกว่าของชนชาติเยอรมันรวมทั้งเหยียดหยามชนชาติอื่นๆ ว่าด้อยกว่า นี่คือสิ่งที่เฟดเดอริก ได้รับการอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เป็นเด็ก เมื่อท่านผู้นำ นำพาเยอรมนีสู่เส้นทางแห่งสงคราม คนหนุ่มนับล้านเข้าสู่สงครามด้วยความภาคภูมิใจ พวกเขาออกรบด้วยอุดมการณ์เต็มเปี่ยมและเสียสละเพื่อประเทศชาติด้วยชีวิต แต่ด้วยวัยเพียงแค่ 14 ปีในตอนนั้น เฟดเดอริก อยากเป็นทหารมากๆ อายุของเขาที่ยังถือว่าเด็กเกินไปคือข้อจำกัดที่ทำให้เขาไม่ได้รับใช้ชาติ แต่อีก 4 ปีต่อมาในปี ค.ศ.1943 เมื่อเขาอายุ 18 ปี ซึ่งพอดีกับที่ขณะนั้นกองทัพมีความต้องการกำลังพลทดแทนทหารที่สูญเสีย ทำให้เฟดเดอ ริกอัลเบิร์ต ได้รับใช้ชาติอย่างสมความตั้งใจ
 
เขาสมัครเข้าเป็นทหารพลร่มหรือฟอลชิมเยเกอร์ (Fallschirmjäger) สังกัดกองพลทหารพลร่มที่ 4 และถูกส่งไปยังแนวรบที่อิตาลี ซึ่งในขณะนั้นกองทัพพันธมิตรกำลังพยามเคลื่อนพลสู่กรุงโรมจากทางใต้ ทหารเยอรมันทุกเหล่าทัพพยามรักษาแนวและหยุดยั้งการรุกคืบหน้าของข้าศึก มันจึงเป็นอีกหนึ่งยุทธภูมิเดือดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผลัดกันรุกและรับ รวมทั้งการชิงความได้เปรียบกันในเรื่องต่างๆ อีกด้วย เฟดเดอริก อัลเบิร์ต คือทหารหนุ่มเยอรมันที่สู้รบกับข้าศึกตามคำสั่งที่ได้รับ แต่โชคชะตาก็พลิกผันนำพาให้เขากลายมาเป็นเชลยศึกอย่างไม่เต็มใจ เขาและเพื่อนทหารจำนวนหนึ่งถูกจับได้ในแนวรบ และถูกส่งตัวไปยังค่ายเชลยศึกในประเทศสหรัฐอเมริกา

และที่ดินแดนแห่งเสรีภาพนี้เองที่จะทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

ภาพถ่ายคู่กันของเอเลนอร์ เอลิซาเบธ พาเวล และ เฟดเดอริก อัลเบิร์ต ที่มาของภาพ

เอเลนอร์ เอลิซาเบธ พาเวล เกิดที่เมืองมิลตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ในปี ค.ศ.1921 เธอเกิดมาในครอบครัวแอฟริกันอเมริกันในยุคที่ยังคงมีการแบ่งแยกสีผิวในสังคมอเมริกันค่อนข้างรุนแรง แต่เธอก็ไม่ย่อท้อต่อข้อจำกัดนี้ แม้สังคมบนแผ่นดินเกิดและสังคมโลกจะหยามเหยียดสีผิวและชาติกำเนิดของเธออย่างไร แต่จิตอันงดงามของเธอก็ไม่เคยรังเกียจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่ว่าจะเชื้อชาติและสีผิวใดๆ ด้วยเหตุนี้เธอจึงตั้งใจศึกษาเล่าเรียนตามความใฝ่ฝันที่เธอตั้งไว้ นั่นก็คือการได้ทำอาชีพ “พยาบาล” เธอสมัครเข้าเรียนในสาขาอาชีพที่รักและสำเร็จการอบรมพยาบาลขั้นต้นจากฟอร์ทฮัวชูก้า รัฐแอริโซน่า หลังจากนั้นเธอถูกย้ายไปยังค่ายเชลยสงครามที่เมืองฟรอเรนซ์ รัฐแอริโซน่า พร้อมกับภารกิจในการดูแลสุขอนามัยในค่ายเชลยศึก

และค่ายเชลยแห่งนี้คือสถานที่ที่ทำให้เธอได้มาพบกับชายหนุ่มผู้ซึ่งหลังจากนั้นจะกลายมาเป็นคู่ชีวิตของเธอ

เชลยศึกเยอรมันทำงานในโรงงานทำขนมปัง ที่เสื้อของพวกเขาจะมีคำว่า PW ซึ่งหมายถึง Prisoner of War หรือ เชลยศึก ที่มาของภาพ

ที่ค่ายเชลยแห่งนี้เป็นที่คุมขังเชลยเยอรมันจากสมรภูมิต่างๆ เชลยเหล่านี้นับว่าโชคดีมากในด้านของสภาพความเป็นอยู่ เพราะที่นี่มีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำ ไม่ใช่แค่นั่งๆ นอนๆ รอไปวันๆ พวกเขามีโอกาสศึกษาต่อในสาขาวิชาต่างๆ และมีการเล่นกีฬาด้วย นอกจากการดูแลอย่างดีตามหลักมนุษยธรรมแล้ว พวกเขายังมีรายได้ระหว่างการเป็นเชลยศึกด้วยการเป็นแรงงานในฟาร์มหรือโรงงานต่างๆ และพวกเขายังได้มีโอกาสเรียนรู้และศึกษาประวัติศาสตร์สังคมของสหรัฐอเมริกาไปอีกทางหนึ่งด้วย จนมีคนกล่าวที่ว่าพวกเชลยศึกเยอรมันบนแผ่นดินสหรัฐอเมริกาคือเชลยศึกที่มีความสุขที่สุดในโลก

เชลยเยอรมันกำลังนั่งเรียนหนังสือ ที่มาของภาพ

งานในหน้าที่ของเฟดเดอริก ในค่ายเชลยแห่งนี้คือการทำหน้าที่เป็นพ่อครัว แต่แล้ววันหนึ่งในโรงอาหารเขาก็ได้พบกับพยาบาลผิวสีคนหนึ่งเข้า เพียงเพราะเธอเป็นแอฟริกันอเมริกัน เธอจึงไม่มีสิทธิ์เข้าไปนั่งทานอาหารร่วมกับนายทหารผิวขาวอื่นๆ แต่เธอและเพื่อนพยาบาลถูกจัดโต๊ะและเก้าอี้ให้นั่งทานอาหารในโรงอาหารรวมขนาดใหญ่พร้อมกับพวกเชลยเยอรมัน หญิงสาวในชุดพยาบาลแม้ผิวกายเธอจะดำคล้ำตามเผ่าพันธุ์ที่กำเนิด แต่เมื่อเฟดเดอริก สบตากับหล่อนทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างที่อดอฟ ฮิตเลอร์และพรรคนาซีเคยสอนเขามาเรื่องชาติพันธุ์และความยิ่งใหญ่ล้วนมลายหายสิ้นไปทันที วินาทีนั้นเขารู้ตนเองแล้วว่า สถานะภาพของเขาในวันนี้ไม่ใช่แค่การตกเป็นเชลยศึกในดินแดนศัตรู แต่มาตอนนี้เขายังตกหลุมรักหญิงสาวผู้ซึ่งชาติกำเนิดของเธอคือชนชาติที่ประเทศของเขาเหยียดหยามอีกด้วย
 
เขาเดินเข้าไปหาเธอและพูดด้วยท่าทีขึงขังจริงจังว่า “คุณควรรู้จักชื่อผมนะครับ เพราะผมคือผู้ชายที่คุณจะแต่งงานด้วย”

ดูเหมือนจะแค่เรื่องขำๆ จากเชลยหนุ่มไวไฟ เอเลนอร์จึงไม่ได้สนใจอะไร และคิดด้วยว่านี่คงจะเป็นการหาเรื่องเหยียดหยามสีผิวของเธอเป็นแน่ แต่หลังจากวันนั้น เชลยหนุ่มเยอรมันกลับตามตื้อพยาบาลสาวตลอดมา ทุกๆ วันและทุกๆ วิธีที่เฟดเดอริกสรรหามาสร้างให้เอเลนอร์ประทับใจ เขาเพื่อพยามแสดงให้เห็นว่า “เขาคนนี้แม้นจะมาจากชนชาติที่ผู้นำและประชาชนบางคนคุยโตโอ้อวดว่าเป็นชนชาติที่วิเศษ แต่เขาก็เป็นเพียงแค่ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งหลงรักผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้น” สุดท้ายแล้ว เอเลนอร์ ก็เปิดใจให้กับหนุ่มเยอรมันคนนี้

ภาพถ่ายคู่กันของ เอเลนอร์ เอลิซาเบธ พาเวล และ เฟดเดอริก อัลเบิร์ต ที่มาของภาพ

เมื่อสงครามยุติในปี ค.ศ.1945 เชลยศึกถูกส่งกลับ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ลำบากใจแก่พวกเขาทั้งสอง เมื่อเฟดเดอริกต้องกลับไปเยอรมนี เหลือไว้เพียงแต่แค่คำพูดสั้นๆ จากปากหนุ่มเยอรมันคนนี้ว่า “ผมจะกลับมาคุณ ผมสัญญา”
 
เขาจะกลับมาจริงหรือไม่เป็นสิ่งทรมานใจเอเลนอร์อย่างมาก เพราะคงจะมีแต่เวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ใจของหนุ่มผมสีทองในตาสีฟ้าคนนี้ได้ แต่พวกเขาทั้งสองก็ยงคงใช้จดหมายติดต่อกันมาตลอดเวลาที่อยู่ห่างไกล และแล้วคำพูดของหนุ่มเยอรมันผู้ซึ่งเป็นอดีตทหารพลร่มก็ได้รับการพิสูจน์ เมื่อเฟดเดอริกกลับมาในต้นปี ค.ศ.1946 เขาทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่ด้วยกันและตัดสินใจแต่งงานกันในวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1947 พร้อมกำเนิดมีพยานรักเป็นลูกชายคนแรกคือ สตีเฟ่น อัลเบิร์ต และให้กำเนิด คริส อัลเบิร์ต อีกคนในปี ค.ศ.1953


ลูกชายของพวกเขา คริส อัลเบิร์ตได้เป็นนักดนตรีทรัมเปตที่มีชื่อเสียง เขาเล่นดนตรีอยู่ในวงออเคสตร้า ของดยุกเอลิงตัน ที่มาของภาพ

ชีวิตหลังแต่งงานของพวกเขาทั้งสองต้องล้มลุกคลุกคลานกันมาตลอด แม้จะมีการยกเลิกเรื่องการแบ่งสีผิวในอเมริกาและนโยบายความเท่าเทียมในการใช้ชีวิตในสังคมของคนแอฟริกันอเมริกันแล้ว แต่ก็มีชุมชนบางส่วนในอเมริกาที่ยังคงมีการเหยียดผิวและแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน พวกเขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่เมืองบอสตัน ที่นี่อัลเบิร์ตพยามทำงานสารพัดเพื่อจะหารายได้มาเลี้ยงดูครอบครัว แต่จากสภาพที่เป็นอยู่และปัญหาบางอย่างทำให้เฟดเดอริกพาภรรยาและลูกย้ายกลับไปที่เยอรมนี  โดยพำนักอยู่ที่เมืองก็อททิงเงน ที่นี่เฟดเดอริกทำงานในธุรกิจของครอบครัวในโรงานผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยทำให้อัลเบิร์ตมีรายได้และมีเงินเก็บมากขึ้น ชีวิตของเขากำลังจะดูเหมือนไปได้สวย แต่แล้วเรื่องน้ำเน่าเดิมก็กลับมาอีกครั้ง แม่ของเฟดเดอริกไม่พอใจอย่างมากที่ตนเองมีลูกสะใภ้และหลานชายเป็น “นิโกร” และการปรากฏตัวของเอเลนอร์และลูกชายทั้งสองในชุมชนเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ยินดีเท่าไรนัก ชีวิตและสภาพแวดล้อมที่กดดันทำให้บ่อยครั้งที่เอเลนอร์ต้องแอบร้องไห้เสมอ
 
2 ปีผ่านไป สองสามีภรรยาพาลูกน้อยทั้งสองคนของพวกเขา ย้ายกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่อเมริกาอีกครั้ง ณ เมืองมอร์ตัน รัฐแพนซิลวาเนีย แต่ปัญหาของการเหยียดผิวและแบ่งแยกการยังคงเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตของพวกเขาเช่นเคย อย่างเมื่อพวกเขาต้องการนำลูกชายคนโตเข้าเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น แต่กลับได้รับการปฏิเสธ เธอพยายามเขียนจดหมายร้องเรียนไปยังหน่วยงานการศึกษาต่างๆ ทั้งของรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลกลาง เรียกร้องให้ลูกชายของเธอมีที่เรียน ซึ่งการลงแรงของเธอก็ไม่สูญเปล่า หลังจากนั้นสตีเฟ่นก็ได้เรียนหนังสือร่วมกับเด็กผิวขาว
 
ในปี 1959 ครอบครัวของเอเลนอร์และเฟดเดอริกย้ายไปใช้ชีวิตอยู่ชนบทของเมืองนอร์วอล์ค รัฐคอนแนคติกัต ที่นี่เอเลนอร์กลายมาเป็นนักจัดสวนมืออาชีพ และเฟดเดอริกก็ทำงานเป็นรองประธานของบริษัทเพเพอริดจ์ ฟาร์ม ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเบเกอรี่ที่มีชื่อเสียงในอเมริกา เมื่อชีวิตเริ่มเข้าที่พวกเขาก็สร้างครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคงได้ คุณพ่อเฟดเดอริก เป็นผู้ที่รักในเสียงดนตรี เขามักนำลูกทั้งสองร่วมเล่นดนตรีกันในบ้านหรือไปชมดนตรี โดยเฉพาะดนตรีแจ๊ซที่พวกเขาชื่นชอบ
 
“ตลอดชีวิตพ่อไม่เคยเล่าเรื่องนาซีหรือฮิตเลอร์ให้พวกเราฟังเลย แม่เองก็เช่นกัน คงเป็นเพราะพวกท่านไม่อยากให้พวกเราใส่ใจกับอดีตที่ขมขื่น” คริส อัลเบิร์ต กล่าว
 
ครอบครัวอัลเบิร์ตใช้ชีวิตอย่างอบอุ่นเรื่อยมา และด้วยการส่งเสริมด้านดนตรีจากคุณพ่อส่งผลให้คริส อัลเบิร์ตได้เป็นนักดนตรีทรัมเปตที่มีชื่อเสียง จนได้ร่วมเล่นในวงแจ๊ซออเคสตร้าของ ดยุกเอลิงตัน นักดนตรีแจ๊ซชื่อก้องโลก

ในปี ค.ศ.2001 คุณพ่อเฟดเดอริก อัลเบิร์ต เสียชีวิตอย่างสงบในด้วยวัย 76 ปี และคุณแม่เอเลนอร์ อัลเบิร์ตเสียชีวิตในปี ค.ศ.2005 ด้วยวัย 84 ปี

--------------
ข้อมูลอ้างอิง
https://cityroom.blogs.nytimes.com/2013/05/15/a-black-nurse-a-german-soldier-and-an-unlikely-wwii-romance/?_r=0
http://abcnews.go.com/ABC_Univision/News/romance-german-pow-black-nurse-find-love-times/story?id=19366709
https://news.northeastern.edu/in-the-news/a-black-nurse-a-german-soldier-and-an-unlikely-wwii-romance/
http://www.beyondblackwhite.com/rough-check-wwii-swirl-couple/