World Clvilization

7 เรื่องจริงของไวกิ้งจอมโหด

ภาพของคนเถื่อนจอมโหดพร้อมหมวกมีเขาและขวานหรือดาบเล่มใหญ่นั่งเรือตระเวนปล้นสะดมไปทั่วทุกย่านน้ำก็ผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อพูดถึง “ไวกิ้ง” แต่ใครจะรู้บ้างว่าสิ่งที่เราคิดว่า "ใช่" นั้น แทบทั้งหมดเป็นแค่ความเชื่อหรือเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาจนกลายเป็น "ตำนาน" มากกว่าความจริงที่มีหลักฐานรองรับ ดังนั้นเราจะไปรู้จักกับ “ตำนาน” 7 ข้อของไวกิ้งที่ผู้คนยังพากันเข้าใจผิดๆ อยู่เสนอ พร้อมหลักฐานที่จะทำให้เราเข้าใจพวกไวกิ้งมากขึ้น
 
1. ไวกิ้งมีเขาบนหัว

ไม่มีหลักฐานว่าไวกิ้งสวมหมวกเหล็กมีเขา และไม่พบสิ่งของที่มีลักษณะคล้ายๆ กันในแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีใดๆ เลย แน่นอน ไวกิ้งสวมหมวกเหล็กเช่นกัน แต่เป็นหมวกครอบแบบเรียบๆ ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันศีรษะจากการกระแทก การมีเขาอยู่บนหมวกไม่ได้ช่วยอะไรหากศัตรูใช้กระบอง ขวาน หรือดาบโจมตี

หมวกเหล็กที่พบในเวลเดล ที่มาของภาพ

ชิ้นส่วนหมวกเหล็กที่พบในซัตตันฮู (Sutton Hoo) และเวนเดล (Vendal) แสดงว่าเหล่านักรบสวมหมวกเหล็กที่มี "เขา" ยื่นออกมา (ที่จริงมีลักษณะเหมือนจะงอยปากนกมากกว่า) แต่พวกที่ออกไปปล้นสะดมหรือพ่อค้าไม่มีเช่นนั้น
 
ความคิดสมัยใหม่ที่ว่าไวกิ้งต้องสวมหมวกมีเขาเกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 กล่าวคือในอุปรากร (opera) ของริชาร์ด วากเนอร์ (Richard Wagner) ชื่อ The Ring Cycle (ที่เสนอเรื่องราวในตำนานพื้นบ้านของชนเผ่านอร์ส) ในทศวรรษ 1870 นั้น คาร์ล เอมิล ดูเพลอร์ (Carl Emil Doepler) จิตรกรและผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายได้ประดิษฐ์หมวกเหล็กมีเขาขึ้นมาให้นักแสดงที่เป็นตัวไวกิ้งสวม นับแต่นั้น "ตำนาน" เรื่องนี้ก็เกิดขึ้น ทั้งการ์ตูน ภาพยนตร์หรืองานศิลปะอื่นๆ ก็ล้วนแต่ผลิตซ้ำภาพดังกล่าวจนถึงปัจจุบัน
 
2. ที่มาของชื่อ "ไวกิ้ง"

คำว่า Viking มาจากภาษาไอซ์แลนด์โบราณว่า Viking-r แปลว่า คนที่อาศัยอยู่แถบช่องแคบ ขณะที่ Viken เป็นพื้นที่ค้าขายสำคัญของนอร์เวย์ จึงเป็นไปได้ว่า ผู้คนที่มาทำการค้าจึงเรียกกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ที่นั่นตามชื่อพื้นที่ก็เป็นได้ ต่อมาคำว่า Viking ก็กลายเป็นความหมายของคำว่า "คนเดินเรือ" และยังถูกใช้คำกริยาหมายถึง ออกเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนในช่วงฤดูร้อนอันอบอุ่นด้วยเรือยาวไปตามที่ต่างๆ เพื่อค้าขายและปล้นสะดม
 
นักเขียนร่วมสมัยใช้คำว่า Viking ในความหมายของชาวนอร์ส (Norse) ที่แปลว่าคนจากทางเหนือหรือคนนอกรีตทั่วไป (เพราะนักเขียนเป็นชาวคริสต์) ทำให้เกิดการใช้ผิดๆ โดยเหมารวมว่า Viking คือกลุ่มประเทศแถวสแกนดิเนเวีย ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ และสวีเดน ทั้งที่แต่ละภูมิภาคมีการปกครองเป็นเอกเทศ และเห็นว่าตนเองมีความแตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ
 
3. ปล้นชิงแล้วชิ่งหนี

หลักฐานจากสแกนดิเนเวียแสดงว่าชาวไวกิ้งจำนวนมากปล้นสะดมสถานที่ต่างๆ แล้วนำทรัพย์สินกลับไปฝังไว้ในบ้านเกิดของตน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งถิ่นฐานในดินแดนเหล่านั้น
 
ชุมชนไวกิ้งยุคแรกๆ และมีขนาดใหญ่มาก คือ ดับลิน (Dublin) ที่ตั้งขึ้นเมื่อ ค.ศ.841 และขยายตัวกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ด้วยการที่มีท่าเรือสำคัญและโรงกษาปณ์ที่ซึ่งผลิตเหรียญไอริชขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีนอร์มังดี (Normandy) ซึ่งเป็นชุมชนไวกิ้งที่ขยายตัวจากภาวะรบราจลาจลไปสู่ความสงบเรียบร้อย ชื่อ นอร์แมน (Normans) มาจากคำว่า north-men (คนจากทางเหนือ) และได้รับพระราชทานดินแดนของตนเองจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งฝรั่งเศส พร้อมกันนั้นก็รับเอาภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสมาผสมผสานกับวัฒนธรรมเดิมของตน
 
4. ไวกิ้งไม่มีพระเจ้า

ประวัติศาสตร์ไวกิ้งเขียนโดยชาวคริสต์ที่ได้ชัยชนะ ในเมื่อหลักฐานเกี่ยวกับศาสนาของชาวไวกิ้งแทบจะไม่หลงเหลือ จึงไม่แปลกที่ผู้เรียบเรียงจะสรุปว่าชาวไวกิ้งเป็นคนนอกรีต (ในที่นี้คือไม่รับความเชื่อของศาสนาคริสต์) และไม่มีพระเจ้า แต่เมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดีและเอกสารโบราณในสแกนดิเนเวียเอง กลับไม่ใช่เช่นนั้น
 
แม้ชาวไวกิ้งจะใช้การถ่ายทอดเรื่องราวทางความเชื่อและตำนานเทพเจ้าแบบมุขปาฐะแทนที่จะบันทึกไว้เป็นตำรับตำรา อีกทั้งไม่มีการประกอบศาสนกิจในวัดหรือโบสถ์วิหาร แต่ใช้สถานที่อย่างป่าหรือแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับชาวเคลต์ และมีผู้ประกอบพิธีที่คัดเลือกจากหัวหน้าครอบครัวหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ถวายเครื่องสังเวย (สัตว์หรือมนุษย์) แก่เทพเจ้า

จักรวาลวิทยาของไวกิ้ง ที่มาของภาพ

จักรวาลวิทยา (cosmology) ของไวกิ้งแยกความแตกต่างระหว่างชีวิตบนโลก (มิดการ์ด-Midgard) กับดินแดนอื่นๆ เทพสถิตอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า แอสการ์ด (Asgard) ขณะที่ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อีสกาดริล (Ysgadrill) แผ่รากไปยังดินแดนเทพ ยักษ์ และคนตาย ตามตำนานของไวกิ้งกล่าวว่าจักรวาลนี้มีอาณาจักรอยู่อย่างน้อย 6 แห่ง โดยมีวัลฮัลลา (Valhalla) เป็นอาณาจักรสำหรับนักรบโดยเฉพาะ
 
5. คนไม่รู้หนังสือ
 
ชาวไวกิ้งไม่ใช่คนหลังเขาป่าเถื่อนไม่รู้หนังสือเหมือนอย่างที่นักเขียนชาวคริสต์ในเวลานั้นเชื่อ แม้ว่าจะไม่มีงานเขียนขนาดยาวในยุคแรกจนกระทั่งถึงยุคไวกิ้งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 9-11 แต่ก็มีอักษรที่มีความซับซ้อนที่เรียกว่า อักษรรูน (rune) ที่มีระบบสัญลักษณ์จำนวนมาก อักษรรูนแต่ละตัวสื่อถึงคำหนึ่งคำ เช่น ตัว f เรียกว่า feoh หมายถึง ความมั่งคั่ง หรือ ปศุสัตว์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในสังคมที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบของแลกของ (barter society) ที่ใช้จำนวนปศุสัตว์ในครอบครองเป็นเครื่องวัดความมั่งคั่ง

จารึกอักษรรูน หรือ Lingsberg Runestones (U 240) พบที่สวีเดน ที่มาของภาพ

อักษรรูนยังมีความหมายเชิงจิตวิญญาณรวมอยู่ด้วย อักษรรูนแต่ละตัวสื่อถึงเทพหรือเทพีองค์ใดองค์หนึ่งโดยเฉพาะ ขณะที่หินรูน (rune stone) จะมีการจารึกคำอุทิศและชื่อบุคคลไว้ นอกจากนี้ยังมีหลักฐานอีกจำนวนมากจำพวกจารึกสั้นๆ บนของใช้ส่วนตัวเช่นหวีและอาวุธที่มีอักษรรูนจารึกไว้ด้วย
นอกจากจะไม่ใช่คนป่าเถื่อนไม่รู้หนังสืออย่างที่กล่าวหาแล้ว ชาวไวกิ้งยังเป็นนาวาวิศวกร (naval engineers) และเป็นนักเดินทางที่โลกประจักษ์ ความสามารถตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 9 ชาวไวกิ้งพัฒนาเรือที่ฝ่าอุปสรรคขวางกั้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือได้

6. ไวกิ้งไม่ให้เกียรติผู้หญิง

ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญมากในสังคมไวกิ้ง เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินสิ่งของต่างๆ ในระหว่างที่ผู้ชายออกเดินทาง ทั้งยังมีหลักฐานว่าผู้หญิงบางคนได้รับการฝึกฝนฝีมือด้านการรบ ดังที่ปรากฏเทพีถือโล่ในเทวปกรณัมนอร์สอยู่เสมอ และยังมีหลักฐานว่ามีผู้หญิงชั้นสูงอย่างน้อย 2 คนที่ได้รับการทำศพด้วยการฝังในเรือออสเบิร์ก (Oseberg)

เทพีเฟรยาทรงรถศึกเทียมแมว ที่มาของภาพ

เทพที่ได้รับการนับถือมากองค์หนึ่งในสังคมชนเผ่าที่พูดภาษาตระกูลเยอรมัน (Germanics) ซึ่งรวมถึงไวกิ้งด้วย ก็คือ เทพีเฟรยา (Freyja) เทพีแห่งความงาม เพศสัมพันธ์ ทองคำและความตาย เธอมีรถศึกเทียมด้วยแมว 2 ตัวหรือขี่หมูป่าพร้อมรบ"ฮิลดิสวีนี" (Hildisvini)
 
ผู้หญิงในสังคมไวกิ้งมีบทบาททางจิตวิญญาณ ดังที่พบว่ามีการฝังไม้เท้าหรือคทาไว้ในหลบศพผู้หญิงจำนวนมาก ยิ่งกว่านั้นฐานะทางกฎหมายของผู้หญิงไวกิ้งก็ยังดูจะดีกว่าหญิงชาวคริสต์ในเวลาเดียวกัน กฎหมายยอมให้หญิงไวกิ้งหย่ากับสามีได้ในกรณีที่เขาทำความรุนแรงหรือแสดงการไม่ให้เกียรติต่อเธอ
 
7. เป็นไวกิ้งต้องผมเผ้ารุงรัง

แทนที่จะเป็นคนป่าเถื่อนผมเผ้าเป็นกระเซิง หนวดเครารกรุงรังตามภาพที่มักเกิดขึ้นในชั้นหลัง ชาวไวกิ้งทั้งชายและหญิงค่อนข้างรักความสะอาด มีการพบแหนบ หวี และโกนอยู่เสมอ ขณะเดียวกันบ้านช่องของไวกิ้งก็มิได้เป็นกระท่อมสกปรก ซอมซ่อม และอึมครึมทึมทึบ แต่มักจะเป็นโถงขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างหรูหราดังที่วรรณคดีเรื่องบีโอวูฟบรรยายถึงเฮรอต (Heorot) ว่าเป็น "ท้องพระโรงแห่งสรวงสวรรค์" ซึ่งใช้สำหรับการจัดเลี้ยงขนาดใหญ่  การแบ่งทรัพย์สินเงินทอง และการประลองทักษะเชิงอาวุธ
อาหารการกินของไวกิ้งก็อุดมไปด้วยปลาต่างๆ ซึ่งไม่แปลกเพราะตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้ชายฝั่ง  ขณะที่หลักฐานจากส้วมไวกิ้งบอกกับเราว่าอาหารที่พวกเขากินมีทั้งกวางเอลก์ หมี นกพัฟฟิน ปลาแซลมอน และปลาเทราต์

ท้องพระโรงเฮรอตในวรรณกรรมเรื่องบีโอวูฟ ที่มาของภาพ

ข้อมูลทั้ง 7 เรื่องคงช่วยให้รู้จักและเข้าใจไวกิ้งอย่างถูกต้องตามที่มีหลักฐานรองรับขึ้นบ้างตามสมควร

---------------
เรียบเรียงจาก
http://www.history.com/news/history-lists/10-things-you-may-not-know-about-the-vikings
http://www.ngkids.co.uk/history/10-facts-about-the-vikings
http://ipfactly.com/10-interesting-facts-about-the-vikings/