Fashion World

ชีวิตเสรีวิถีของโบฮีเมียนสไตล์

ภาพถ่ายของหญิงชาวโบฮีเมียนยุคก่อน ที่มาของภาพ

หลายยุคหลายสมัย ที่มนุษย์เราถูกปลูกฝังความคิดที่จะต้องขยันทำมาหากิน เพื่อที่วันหนึ่งจะสร้างบ้าน ปลูกเรือนเป็นของตัวเองซักหลัง หรือถ้าขยันอีกนิด เวลานี้ก็ต้องผ่อนรถไว้ใช้อีกซักคัน ซึ่งฟังดูเป็นภาระที่แสนหนักอึ้งและเหนื่อยล้า ของชนชั้นกลางทั่วจักรวาล
 
แต่ทั้งนี้ก็ยังมีอีกหลายคนที่ปฏิเสธขนบที่ว่ามา เพราะมีชนเผ่าเร่ร่อนที่ไม่นิยมตั้งถิ่นฐานอีกมากมายบนโลกใบนี้ และหนึ่งในนั้นก็คือ ชาวโบฮีเมียน ซึ่งเป็นคำที่พึ่งบัญญัติเป็นภาษาอังกฤษราวศตวรรษที่ 19 เพื่ออธิบายถึงกลุ่มชนที่ดำเนินชีวิตแตกต่างไปจากแบบเดิมๆ โดยมีมุมมองแบบคนนอกรีต นอกศาสนา พวกเขาต่อต้านการจัดตั้งทางการเมือง ออกเดินทางร่อนเร่ในเมืองหลักๆ ทั่วยุโรป  และยังชีพด้วยการเป็นศิลปิน นักเขียน นักดนตรี และนักแสดง
 
วัฒนธรรมโบฮีเมียนถือกำเนิดขึ้นในยุคหลังปฏิวัติฝรั่งเศส ซึ่งทำให้ศิลปินที่เคยได้รับการอุปถัมภ์จากกลุ่มชนชั้นสูง กลายเป็นคนยากจนในชั่วพริบตา หลังจากนั้นพวกเขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะไม่ใช้ชีวิตแบบคนชั้นกลางทั่วไป หากแต่ออกร่อนเร่แบบติสท์ๆ อย่างมีสไตล์ ยังชีพด้วยการใช้ความสามารถทางศิลปะที่มีอยู่ในตัวเอง และสร้างความแตกต่างทั้งการใช้ชีวิต ตลอดจนเสื้อผ้าการแต่งตัว อันกลายมาเป็นเทรนด์แฟชั่นโบฮีเมียนที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก

กลุ่ม new gypsy ในอังกฤษที่ปฏิเสธกระแสวัตถุนิยมและออกเร่ร่อนในคาราวาน ที่มาของภาพ

ชีวิตของโบฮีเมียนปฏิเสธวัตถุนิยม หรือการครอบครองทรัพย์สินส่วนตัว พวกเขายึดมั่นแนวทางการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในชุมชนที่อยู่ร่วมกัน แต่ถึงอย่างนั้นก็มักจะเกี่ยวพันกับยาเสพติดและเหล้าอยู่เสมอ เพราะศิลปินส่วนมากมักจะชอบความเมา ซึ่งพวกเขาเองก็ไม่ได้แยแสกับโครงสร้างทางสังคม และประเพณีแต่อย่างใด โดยแนวคิดแบบเสรีของโบฮีเมียนนับได้ว่าเป็นต้นกำเนิดของบุปผาชน และแฟชั่นฮิปปี้ในยุคต่อมานั่นเอง
 
ชาวโบฮีเมียนมักจะไว้ผมยาว สวมหมวกปีกกว้าง ใส่เครื่องประดับที่หลากหลาย และใช้ผ้าพันคอโพกหัว หรือนำมาพันเป็นเข็มขัด พวกเขาจะใช้เสื้อผ้าซึ่งถักทอจากเส้นใยธรรมชาติ มีลวดลายดอกไม้ หรือสีสันสดใส นำมาตัดเย็บเป็นชุดหลวมโคร่ง กรุยกราย ผสมผสานรูปแบบเรื่องราวทั้งจากในยุคกลาง และตะวันออกไกลเข้าด้วยกัน อย่างเช่นการนำโครงสร้างของชุดกิโมโนมาดัดแปลงเป็นเสื้อคลุมตัวยาวหลวมๆ  ในส่วนรองเท้านั้นก็มักจะเป็นรองเท้าบู้ท หรือรองเท้าแตะ ซึ่งเมื่อดูรวมๆ แล้วจะไม่ค่อยเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือเข้ารูปเข้ารอยซักเท่าไหร่ แฟชั่นของชาวโบฮีเมียนในศตวรรษที่ 19 นี้ นับว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับเหล่าผู้ดีในยุควิคตอเรียน ซึ่งมักจะใส่ชุดเต็มยศ มีคอร์เซ็ทรัดแน่น แทบไม่ต้องหายใจ หากแต่ความงดงามจากการใส่ศิลปะเข้าไปบนเสื้อผ้าแต่ละชุดนั่นเองที่ทำให้รูปแบบและสไตล์ของชาวโบฮีเมียนนี้อยู่ยั้งยืนยาวมานานกว่า 200 ปี

การแต่งตัวในสไตล์โบโฮชิค ที่กลายมาเป็นแฟชั่นกระแสหลัก ที่มาของภาพ

ทั้งนี้ เฮนรี เมอร์เกอร์ ได้เขียนนิยายเล่าเรื่องราวของชาวโบฮีเมียนไว้ว่า “เป็นศูนย์รวมของศิลปิน และปัญญาชน ใต้เสื้อคลุมผ้าชายครุย  สวมรองเท้าคู่เก่าๆ ปล่อยผมยาวสยาย” ซึ่งต่อมาเรื่องราวนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับจาโกโม ปุชชีนี นักแต่งเพลงโอเปร่าชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนำมาสร้างเป็นละครโอเปร่าชื่อ La Boheme  ในปี 1896

ชีวิตของชาวฮิปปี้โบฮีเมียน ที่มาของภาพ

ในปัจจุบันแฟชั่นของชาวโบฮีเมียนถูกเรียกสั้นๆ ว่า “โบโฮ” และได้กลายมาเป็นแฟชั่นกระแสหลักในหมู่วัยรุ่น คนหนุ่มสาวที่โหยหาอิสระเสรี และหวังว่าจะได้ห่างไกลจากลัทธิวัตถุนิยมที่ถูกคนรุ่นก่อนๆ ปลูกฝังกันมา บรรดาห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ไปจนถึงแบรนด์เนมไฮเอนด์ได้หยิบสไตล์ของชาวโบฮีเมียนไปใช้กันจนเกร่อ จากที่เคยเป็นวัฒนธรรมย่อยในกลุ่มคนเล็กๆ ก็กลายเป็นเทรนด์หลักของโลกไปซะงั้น โดยที่คนใส่บางคนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์ของเหล่าโบฮีเมียนนั้น แท้จริงแล้วมีวิถีที่ซ่อนอยู่อย่างไร


-----------------
แหล่งข้อมูล

https://en.wikipedia.org
https://bellatory.com/fashion-industry/BohoTheFashionHistoryofBohemianClothes