Crazy World

ลอกคราบอัศวิน : ไม่ได้ "ฟิน" อย่างที่คิด

หลายคนอาจคิดว่าอัศวินจะได้ต้องขี่ม้างามๆ ทำภารกิจสุดเท่ แถมยังได้ควงหญิงสาวแสนสวย อีกทั้งปัจจุบันยังมีตำแหน่งเท่ๆ อย่างคำว่า เซอร์ (Sir) นำหน้าคนเด่นคนดังในหลายวงการให้เห็นอยู่ แต่ใครสักกี่คนจะรู้ว่า นักรบผู้เป็นกำลังหลักของสงครามสมัยกลางมิได้มีความเป็นอยู่สุขสบายนัก ทั้งยังต้องเจออะไรหนักๆ มากมาย จนแทบเอาชีวิตไม่รอดก็มี
 
ดังนั้นเราจึงสรุปความยากลำบากของการเป็นอัศวินมาไว้ 7 อย่างให้ได้ทราบกันว่า เป็นอัศวินไม่ได้ฟินอย่างที่คิดเลย...
 
7. ม้ารอด...คนรอด
ความเป็นความตายอย่างหนึ่งของการทำสงครามสมัยกลางคือ การส่งกำลังบำรุง หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “โลจิสติกส์” นั่นแหล่ะ เริ่มจากถ้าเจ้า (lord) ในระบบฟิวดัลไม่มีอำนาจมากจริงๆ คงไม่มีทรัพยากร อำนาจและกำลังคนพอจะส่งกำลังบำรุงให้กับกองทัพขนาดใหญ่ได้

ม้าศึกของอัศวิน ที่มาของภาพ

แล้วใครจะไปส่งให้ล่ะ...ก็ไม่พ้น ทหาร หรือ อัศวิน ทั้งหลายนั่นล่ะ ที่ต้องทำหน้าที่เหมือนบริษัทรับส่งอาหาร อาวุธ ฯลฯ ไปสู่แนวรบ แต่อัศวินไม่ได้ไปคนเดียวหรอกนะ อย่างน้อยต้องมีลูกน้องที่เรียกว่า อัศวินฝึกหัด หรือ เด็กหนุ่มที่เตรียมจะเป็นอัศวิน (เรียกว่า เด็กเตรียมฯ ก็คงได้!!!) ที่ต้องคอยแบกโล่และช่วยอัศวินในการแต่งตัว เผลอๆ ต้องคอยเลี้ยงม้าให้ท่านเหล่านั้นด้วย
 
ม้านี่ล่ะสำคัญ เพราะมีหลักฐานว่าอัศวินบางคนต้องมีม้าอย่างน้อย 2 ตัวในการเดินทางแต่ละครั้ง ตัวหนึ่งไว้ขี่ระหว่างเดินทาง อีกตัวเอาไว้เข้าสนามรบ แน่นอน ม้าต้องกินหญ้า แต่ถ้าโชคไม่ดี อัศวินต้องเดินทางในฤดูหนาวหรือในเขตแห้งแล้ง นั่นเท่ากับว่าม้าจะไม่มีอาหาร แล้วก็เหนื่อยล้าหมดแรงเอาง่ายๆ มีหลักฐานว่าในสงครามครูเสด สาเหตุที่อัศวินเสียชีวิต ส่วนใหญ่มาจากการที่ม้าขาดอาหารและน้ำ มากกว่าการรบเสียอีก
 
6. เป็นอัศวินก็ต้องใช้เงิน
ชุดเกราะ อาวุธและม้าเป็นสิ่งที่อัศวินต้องมี ขาดไม่ได้ แถมยังต้อง "เพอร์เฟ็กต์" ในระดับหนึ่งเสียด้วย ไม่มีอัศวินคนไหนอยากสวมเกราะเก่าๆ ผุๆ ถือดาบบิ่นๆ หรือขี่ม้าแก่ที่แทบไม่มีแรงเดิน ทำให้การเป็นอัศวินต้อง "รวย" อย่างช่วยไม่ได้

เกราะอัศวินแบบเต็มตัวพร้อมจำหลักลวดลาย ที่มาของภาพ

แต่ก็ใช่ว่าอัศวิน “ทุกคน” จะมีโอกาสได้ครอบครองความเพอร์เฟ็กต์เหล่านั้นหรอกนะ แม้เกราะและอาวุธจะเป็นของที่ทำขึ้นเฉพาะตัว ให้เหมาะกับเจ้าของจริงๆ แต่กระนั้นก็ยังมีการเปิดขายเกราะ “มือสอง” กันอยู่เป็นประจำ ยิ่งพวกที่นิยมนำของที่เก็บได้จากสนามรบมาขายนี่มีเยอะมาก ตามสนามประลองของอัศวินที่จัดขึ้นเป็นเทศกาลหมุนเวียนเหมือนตลาดนัดเลยก็ว่าได้
 
มีหลักฐานว่าอุปกรณ์ของอัศวินอังกฤษในกลางศตวรรษที่ 13 คิดเป็นเงิน 32 ปอนด์แองโกล-แซกซอน ซึ่งเทียบเท่ากับค่าแรงของพลธนู 10 ปี!!! กลับกัน ถ้าติดอาวุธแบบเต็มยศให้พลธนูแล้ว กลับกลายเป็นว่ามีค่าใช้จ่ายแค่ 4% ของอุปกรณ์หรูหราของอัศวินเท่านั้นเอง

ขบวนอัศวินพร้อมม้าศึกสวมเกราะ ที่มาของภาพ

อะไรแพงที่สุดสำหรับอัศวิน? ตอบได้เลย คือ ม้าศึก (warhorse) ที่มีราคาเท่ากับ 300 ปอนด์ (คิดง่ายๆ ค่าแรงช่างฝีมือเวลานั้นแค่ไม่กี่ปอนด์ต่อปี) เรียกว่าจะหาม้าสักตัวอาจต้องคิดหนักพอๆ กับหารถหรูเดี๋ยวนี้เลยก็เป็นได้
 
5. ข้ามาคนเดียว
ระเบียบวินัยและการทำงานเป็นทีมเป็นเรื่องสำคัญในเวลาทำสงครามมาแต่ไหนแต่ไร เห็นได้จากผลงานของทหารโรมัน แต่สำหรับอัศวินไม่ใช่แบบนั้น เพราะนักรบต่างที่ต่างถิ่นที่ถูกเกณฑ์โดยเจ้า (lord) ให้มารวมกันเป็นกองทัพนั้น มีแนวโน้มจะ "โชว์เดี่ยว" อยู่บ่อยๆ เพราะกว่าจะเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกันก็ต้องใช้เวลา เผลอๆ จะไม่ยอมรวมกันเอาง่ายๆ เสียด้วย
 
แต่ก็มีข้อยกเว้น เพราะอัศวินที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันในหลายสมรภูมิก็ย่อมมีความผูกพันกัน และรวมตัวกันเป็น "คณะ" (order) อย่างเช่น อัศวินเทมพลา (Knights Templar) อันมีชื่อเสียง ที่เกิดจากการรวมกลุ่มของอัศวินพร้อมสร้างระเบียบวินัยของตนเองขึ้นมา เป็นต้น

อัศวินเทมพลาร์ ที่มาของภาพ

กระนั้นอัศวินส่วนใหญ่ก็ยังนิยมถือตัวเองว่าเป็นนักรบอิสระ มุ่งแสวงหาชื่อเสียงเกียรติยศเฉพาะตัว นี่จึงเป็นคำอธิบายว่าทำไมการเข้าตีของอัศวินจึงไม่นิยมทำเป็นกลุ่มหรือเป็นแถวเป็นแนวมากนัก กลับกัน เรามักจะเห็นอัศวินควบม้าออกหน้าทหารกลุ่มอื่นๆ อยู่เสมอ และบ่อยครั้งที่อัศวินระดับหัวหน้ารู้สึกว่าตนไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใครง่ายๆ จนเป็นที่มาของการยกพวกตะลุมบอนกันเองอยู่เสมอๆ
 
4. ระเบียบ วินัย...???
กว่าอัศวินจะก้าวขึ้นมาเป็นทหารอาชีพอย่างที่เราเห็นกันในสมัยกลางต้องใช้เวลาหลายปี ตั้งแต่เรียนรู้การขี่ม้า การสวมและสู้ในชุดเกราะ รวมไปถึงการใช้อาวุธหลากหลายชนิด ดังนั้นในยามสงบ การประลอง (tournament) จึงเป็นวิธีที่ช่วยทำให้อัศวินได้พัฒนาทักษะการรบของตนเอง

การประลองของอัศวินสมัยกลาง ที่มาของภาพ

ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจละเลยความจริงที่ว่า นอกจากการฝึก "เด็กเตรียมฯ" ให้มีทักษะมากพอจะเป็นอัศวินในอนาคตแล้ว กลับไม่มีการฝึกอัศวินที่เป็นมาตรฐานอีกเลย
 
เมื่อใครสักคนได้เป็นอัศวินแล้ว ก็เป็นอิสระของเขาที่จะเลือกฝึกฝนทักษะของตัวเองอีกหรือไม่ นี่จึงทำให้เมื่ออัศวินมารวมกันในกองทัพจึงเกิดความแตกต่างเหลื่อมล้ำของฝีไม้ลายมือการสู้รบ ซึ่งถือว่าเป็นจุดอ่อนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพที่ทหารมีระเบียบวินัยและได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
 
กลับกัน พลหอก (pikeman) สวิสที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนัก มีระเบียบวินัยและรู้จักการใช้อาวุธประจำกายของตนเป็นอย่างดี ซึ่งไม่ใช่เพียงแต่เน้นการพัฒนาทักษะการรบเท่านั้น และยังหมายถึงเมื่อฝึกฝนแบบเดียวกัน และเข้าสู่ยุทธภูมิพร้อมๆ กัน ก็ย่อมประกันความอยู่รอดของตนเองและเพื่อนตายสหายศึกได้ในระดับหนึ่งด้วย

พลหอกทหารสวิส ที่มาของภาพ

3. อัศวินแพ้ทาง...
เพราะอัศวินต้องขี่ม้า พื้นราบ แข็ง และภูมิประเทศเปิดโล่งจึงเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าต้องรบกันในพื้นที่บางแบบ เช่น ที่ลุ่มชื้นแฉะ เป็นโคลนเลน หรือที่มีหินตะปุ่มตะป่ำอย่างเชิงเขา หุบเขา ก็ทำให้เสียความคล่องตัวและเสี่ยงมากขึ้น

อัศวินเหมาะกับการทำสงครามในที่เปิดโล่ ที่มาของภาพ

มีตัวอย่างอยู่มากแสดงการใช้กลศึกด้านพื้นที่เอาชนะเหล่าอัศวิน เช่น ทหารสก็อตล่อทหารอังกฤษเข้ามาในพื้นที่ลุ่มแล้วขุดหลุมดักสกัดการเข้าตีของอัศวิน หรือในยุทธการที่เรียกว่า Battle of Golder Spurs เมื่อ ค.ศ.​1302 ทหารกองหนุนเฟลมมิชเลือกพื้นที่ตั้งรับในบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม มีหนองบึงและลำธารล้อมรอบ ทำให้อัศวินฝรั่งเศสที่ไล่ตามมาเข้าตีได้ช้าและไม่แม่นยำ อัศวินบางคนพยายามเข้าถึงตัวข้าศึกแต่ก็ทำไม่ได้
ผลการรบครั้งนั้นปรากฏว่า ฝรั่งเศสเสียอัศวินไปกว่า 1,000 นาย และที่ได้ชื่อว่า "เดือยทอง" (golden spurs) ก็มาจากเดือยติดรองเท้าอัศวิน หรือ สเปอร์ สำหรับใช้กระตุ้นม้า ที่ทหารเฟลมมิชเก็บได้จากศพทหารฝรั่งเศสครั้งนั้นนั่นเอง
 
2. เหนืออัศวินยังมีธนู
น่าประหลาดแต่เป็นจริง เมื่ออัศวินถูกพลธนูโจมตีได้อย่างง่ายดาย เกราะอ่อน (mail armor) ถูกลูกศรพุ่งทะลุได้ในระยะ 180 เมตร นั่นหมายความว่า อัศวินอาจถูกฆ่าได้ก่อนจะเข้าถึงตัวพลธนูด้วยซ้ำ แต่ถ้าเก่งพอ อยากบอกให้รู้ว่ามีหลายกองทัพที่มีพลธนูฝีมือดีมากขนาดยิงลูกธนูออกไปได้นาทีละ 12 ลูกเลยทีเดียว

เกราะแข็งหรือเกราะแผ่นที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 15 แม้จะช่วยให้อัศวินปลอดภัยขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะอัศวินยังตกเป็นเป้าของอาวุธที่ยิงมาจากระยะไกลและรุนแรงกว่าธนู นั่นคือ หน้าไม้ (crossbow) ที่เจาะทะลุแผ่นโลหะที่นำมาทำเป็นเกราะได้ แต่ถึงจะฆ่าอัศวินไม่ได้ บ่อยครั้งที่ม้าตัวเก่งของอัศวินนั่นแหล่ะ ที่ตกเป็นเป้า แม้จะไม่ได้ฆ่าตายในตายลงทีเดียว ก็ทำให้มันตกใจหรือคลั่งจนวิ่งเตลิดหรือสะบัดคนนั่งให้หล่นลงได้

หน้าไม้ อาวุธที่อัศวินกลัวมาก ที่มาของภาพ

ตัวอย่างการใช้ธนูเอาชนะนักรบขี่ม้ามีมากมายในประวัติศาสตร์ แต่ที่เห็นชัดคือในสงครามร้อยปี ช่วงกลางศตวรรษที่ 14 พลธนูชาวเวลส์ใช้ธนูยาว (longbow) พากองทัพอังกฤษที่ในเวลานั้นตกเป็นเบี้ยล่าง เอาชนะกองทัพฝรั่งเศสมาแล้ว
 
เรียกได้ว่าอัศวินเกลียดพลธนูเข้าไส้ การที่อัศวินมักเย่อหยิ่งว่าตัวเองเป็นชนชั้นสูงที่พร้อมจะเหยียดคนอื่นให้ต่ำกว่าอยู่ตลอดเวลา แต่กลับต้องพลาดท่าเสียทีให้กับคนไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าอย่างพลธนูนั้น ยิ่งทำให้ความเกลียดชังชัดเจนมากขึ้น มีหลักฐานว่ามีการห้ามใช้หน้าไม้ในการรบระหว่างศตวรรษที่ 11-12 ด้วยเหตุผลว่า หน้าไม้เป็นอาวุธไร้เกียรติ ไม่ต้องใช้ทักษะอะไรมากไปกว่าการเล็งและลั่นไก จึงไม่คู่ควรนำมาต่อสู้กับอัศวินผู้กล้า (ช่างกล้า!!!)
 
1. เมื่ออัศวินเจอ "ของจริง"
ถ้าพลธนูจะเป็นอันตรายอันดับต้นๆ สำหรับอัศวิน แต่ทหารราบที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี มีระเบียบวินัยต่างหากที่ถือเป็น "จุดตาย" ของอัศวินในสนามรบ
 
ทหารราบ "อาชีพ" ได้รับการฝึกฝนให้ตั้งรับตามอย่างทหารหุ้มเกราะของโรมัน โดยตั้งแถวเป็นหน้ากระดาน มีโล่กำบังและใช้หอกเป็นอาวุธ ทำให้ม้าของอัศวินซึ่งก็แน่นอนย่อมรักตัวกลัวตายไม่กล้าพุ่งเข้าหาแนวตั้งรับของทหารเหล่านั้น บ่อยครั้งที่กลยุทธ์ "สกัดขาม้า" นี้ได้ผลน่าพอใจทีเดียว

การจัดแถวตั้งรับของทหารราบ ที่มาของภาพ

แถวตั้งรับของพลหอกสวิส ที่มาของภาพ

กลับกัน การที่อัศวินไม่ค่อยได้เจอกับทหารมืออาชีพเท่าใดนัก เพราะส่วนใหญ่จะเจอแต่กองทัพที่เต็มไปด้วยทหารที่เกณฑ์มาจากชาวไร่ชาวนาหรือชาวบ้านที่ไม่ได้รับการฝึกหัดอะไรมากนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ อัศวินก็สามารถเอาชนะได้ไม่ยาก และสร้างความลำพองใจให้มากขึ้นตลอดเวลา
 
แต่พอเจอ "ของจริง" เข้า เรื่องกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน กรณีเช่นนี้เห็นได้จากความสามารถที่โดดเด่นของทหารสวิส (จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมนครวาติกันจึงเลือกทหารชาตินี้มาประจำการเมื่อกว่า 500 ปีมาแล้วจนถึงปัจจุบัน) ที่แสดงให้เห็นว่ามีความแข็งแกร่ง ทรหดอดทน มีทักษะที่ดีเยี่ยมจนเป็นที่เกรงขามของอัศวินตลอดสมัยกลาง

ทหารสวิสประจำราชสำนักวาติกัน ที่มาของภาพ

นครรัฐสวิสพัฒนากองทหารอาชีพของตนเองที่มีทักษะการใช้อาวุธอย่างหอกและง้าวฮัลเบิร์ด (halberd) ดังมีปรากฏหลักฐานการเอาชนะอัศวินในหลายสมรภูมิช่วงศตรรษที่ 14 เช่น การรบที่มอร์เกนเตน (1315) ลูเพน (1339) เซมพาช (1386) และนองซี (1477) ยิ่งกว่านั้น แนวทางการฝึกทหารของสวิสยังถูกกองทัพต่างๆ นำไปใช้ จนเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้อัศวินค่อยๆ หมดบทบาทไปจากหน้าประวัติศาสตร์
 
ถึงจะว่าอัศวินมีจุดด้อยมากมายอย่างที่กล่าวมา แต่คงไม่มีใครปฏิเสธว่าครั้งหนึ่งอัศวิน หรือ นักรบบนหลังอาชา เคยเป็นเครื่องหมายของความเป็นสุภาพบุรุษ ความสง่างาม และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์สงคราม แม้ทุกวันนี้จะไม่มีอัศวินให้เห็นจริงๆ ในกองทัพ แต่ก็ยังพบได้ในภาพยนตร์ สารคดี หรือแม้แต่คนที่นิยมชมชอบเรื่องราวของคนเหล่านี้อยู่