Sport and Entertainment World

ตำนานเบื้องหลังแบรนด์ดังชื่อก้องโลก

แบรนด์ดังต่างๆ มักมีที่มาเกี่ยวข้องกับสินค้าที่ขาย อย่างเช่น John Deere แบรนด์เครื่องจักรทางการเกษตรรายใหญ่ ก่อตั้งขึ้นเพราะช่างตีเหล็กในรัฐอิลลินอยส์ที่คิดค้นคันไถได้ในช่วงทศวรรษ1830 หรือบริษัทขนมหวานรายใหญ่อย่าง Mar Inc. ก็เริ่มต้นกิจการจากการที่แฟรงก์ มาร์ส ช่างทำลูกกวาดคิดค้นขนมแท่ง Milky War Bar จนกลายเป็นที่นิยมในช่วงต้นทศวรรษ1920 แต่เรื่องราวจากแบรนด์อื่นๆ ในนี้ อาจทำให้คุณต้องประหลาดใจ

ที่มาของภาพ
 
Duncan Hines: จากหนึ่งในนักวิจารณ์อาหารอันดับหนึ่ง สู่กิจการแป้งทำเค้กสำเร็จรูป

Duncan Hines เป็นชื่อที่คุ้นหูจากแบรนด์แป้งทำเค้กสำเร็จรูป หรือจากหนังสือแนะนำร้านอาหารที่ตีพิมพ์ในทศวรรษ1930 แต่ก่อนที่ Hines จะโด่งดังอย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ เขาเคยทำงานเป็นพนักงานขายมาก่อน การเดินทางเพื่อทำงานไปทั่วประเทศ ทำให้เขาได้มีโอกาสแวะเวียนไปยังร้านอาหารหลายแห่ง ในช่วงเวลานั้นยังไม่มีการจัดอันดับร้านอาหารขึ้น ซึ่ง Hines ก็ได้จัดอันดับร้านอาหารในดวงใจของเขาไว้ทุกที่ที่แวะเวียนไป ต่อมาเมื่อเขาต้องแนะนำร้านอาหารแก่เพื่อนๆ บ่อยครั้งขึ้น เขาจึงนำบันทึกที่เขาจัดอันดับร้านอาหารไว้มาตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ “Adventure in Good Eating”ในปี1936 และหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก จนเขาได้รับฉายาเป็น “ผู้รอบรู้เกี่ยวกับร้านอาหาร” ต่อมา Hines จึงเปิดธุรกิจเพื่อรับรองมาตรฐานร้านอาหาร ที่ต่อมาขึ้นชื่อเรื่องการมีมาตรฐานที่สูงและไม่เคยรับเงินเพื่อการโฆษณา และใช้สัญลักษณ์ “Recommended by Duncan Hines” เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพของร้านอาหารต่างๆ

ที่มาของภาพ

Gillette: คมมีดจากความคิดที่แหกคอก

King Camp Gillette ก็มีจุดเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานขายหลังจากที่ครอบครัวของเขาต้องสูญเสียกิจการฮาร์ดแวร์ไป เนื่องจากเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ในชิคาโก(The Great Chicago Fire)ในปี 1871 ไม่กี่ปีต่อมาเจ้านายของเขาแนะนำให้เขาคิดค้นของที่ใช้แล้วทิ้งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าต้องกลับมาซื้อสินค้าซ้ำ เขาจึงออกแบบและพัฒนาใบมีดโกนแบบใช้แล้วทิ้งขึ้น เนื่องจากในเวลานั้น ผู้ชายต้องไปร้านทำผมเพื่อโกนหนวด หรือไม่ก็ใช้มีดโกนแบบเปลี่ยนใบมีดไม่ได้ ซึ่งต้องใช้บริการลับมีด และต่อมาในปี 1901 Gilletteก็ก่อตั้งบริษัท American Safety Razor ซึ่งขายใบมีดได้กว่า 900,000 ใบในปีเดียวกัน และอีก 12ล้านใบทุกปีจากนั้น

ที่มาของภาพ

Louis Vuitton: ช่างทำหีบใส่ของผู้ตั้งโรงงานผลิตความหรูหรา

ในปี 1835 Louis Vuitton ในวัยหนุ่มเดินเท้าจากหมู่บ้านชนชั้นแรงงานในชนบทของฝรั่งเศสเข้าสู่กรุงปารีส เขาได้งานในตำแหน่งช่างทำหีบขนของ ที่ในเวลานั้นกลุ่มชนชั้นสูงนั้นต้องใช้ใส่สิ่งของต่างๆเพื่อเดินทาง และต้องออกแบบมาตามขนาดพอดีกับสิ่งของที่จะใส่ ต่อมาในช่วงต้นทศวรรษ1850 เขามีโอกาสได้ทำหีบถวายแด่จักรพรรดินียูเจนีในจักรพรรดิโปเลียนที่3 และออกแบบเป็นทรงเหลี่ยม ฝาเรียบ ซึ่งทำให้ขนย้ายและวางได้ง่ายกว่าแบบดั้งเดิมที่เป็นทรงโค้ง เขาจึงกลายเป็นที่ต้องการตัวจากเหล่าชนชั้นผู้ดีในฝรั่งเศส แต่ต่อมางานของเขาก็ถูกตัดราคาลงโดยคู่แข่ง หลังจากVuittonเสียชีวิตได้ 4 ปี Georges ลูกชายของเขาก็รับช่วงต่อกิจการ และออกแบบลวดลายอันโดดเด่นของแบรนด์แบบที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้

ที่มาของภาพ

Wrigley:  กิจการของเขาไม่ได้เริ่มต้นมาจากหมากฝรั่ง

William Wrigley Jr. เร่ขายผลิตภัณฑ์สบู่ของพ่อเขาตามท้องถนนในฟิลาเดลเฟียหลังจากย้ายมาชิคาโก ในปี 1891 เขาเสนอข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้พ่อค้าสั่งซื้อสินค้าจากเขา โดยแถมผงฟูให้ฟรีทุกการสั่งซื้อ เมื่อผงฟูได้รับความนิยมมากกว่าสบู่ เขาก็หันมาขายผงฟูแทน แล้วก็เริ่มแทรกหมากฝรั่งให้ฟรีทุกคำสั่งซื้อ หมากฝรั่งของเขาติดตลาดอย่างรวดเร็วในปี1893 จากนั้น Wrigley ก็เริ่มต้นขายหมากฝรั่งของตนเองอีก 2 รส คือ Juicy Fruit และ Wrigley’s Spearmint แล้วต่อมาในปี1915 เขาก็ส่งตัวอย่างหมากฝรั่งให้ทุกบ้านในสหรัฐที่มีชื่ออยู่ในสมุดหน้าเหลือง

ที่มาของภาพ

Sears, Roebuck & Co.: ไอเดียมาเมื่อเวลามาถึง

จุดเริ่มต้นของพ่อค้ารายใหญ่คนสำคัญของสหรัฐ  เริ่มต้นขึ้นในปี1986 ขณะเขาทำงานเป็นนายสถานีรถไฟในมินเนสโซตาร์ Sear เห็นโอกาสทางการค้าเมื่อเขารับสินค้าเป็นนาฬิกาที่พ่อค้าเครื่องประดับในท้องถิ่นไม่รับ เขาจึงหันมาขายนาฬิกาแก่นายสถานีคนอื่นๆ หารายได้เสริม แล้วในที่สุดเขาก็ลาออกจากงานที่สถานีรถไฟเพื่อมาทำธุรกิจเต็มตัว ปีต่อมาเมื่อ Alvah Roebuck ช่างทำนาฬิกาเห็นโฆษณาของเขา พวกเขาจึงมาทำธุรกิจร่วมกัน และใช้วิธีการขายผ่านแค็ตตาล็อคทางไปรษณีย์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนในชนบทที่เบื่อกับการต้องซื้อนาฬิกาในราคาแพงกว่าปกติจากพ่อค้าท้องถิ่น แค็ตตาล็อคของพวกเขาเป็นที่นิยมแพร่หลาย เพราะของที่ขายในเล่มมีทั้งเสื้อผ้า เครื่องมือ เครื่องดนตรี ป้ายหลุมศพ หรือแม้แต่บ้านพร้อมอยู่เอาไว้ และเมื่อชาวอเมริกันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองกันมากขึ้น Searก็เปิดร้านค้าร้านแรกของเขาในชิคาโกขึ้นในปี1915     

ที่มาของภาพ

L.L. Bean: อาณาจักรการค้าที่เกิดจากเท้าเย็นเฉียบ
จุดเริ่มต้นของร้านเครื่องแต่งกายสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งรายใหญ่จาก Maine เริ่มต้นขึ้นในปี 1991 เมื่อ Leon L. Bean กลับบ้านจากการล่าสัตว์ในสภาพเปียกโชกและรู้สึกหนาวเหน็บ ชายผู้รักชีวิตกลางแจ้งผู้นี้ แม้จะจบการศึกษาเพียงเกรด8 แต่เขาก็อาศัยประสบการณ์การทำงานในร้านรองเท้าของพี่ชายในช่วงเวลาสั้น ออกแบบรองเท้าบู๊ทสำหรับใช้กิจกรรมกลางแจ้งขึ้นมาโดยเฉพาะ ปีต่อมาเขาก็เริ่มขยับขยายธุรกิจโดยการโดยการส่งข้อเสนอพิเศษไปทางไปรษณีย์ถึงเหล่านักล่าสัตว์ใน Maine พร้อมกล่าวกว่า “คุณคงไม่สามารถจะล่ากวางมูสตัวใหญ่ได้ หากคุณยังไม่ได้สวมใส่รองเท้าที่ใช่” จากนั้นBean ก็ได้รับคำสั่งซื้อรองเท้าจำนวน 100 คู่และรองเท้าของเขาก็ถูกเรียกว่า Bean Hunting Shoe แต่เนื่องจากปัญหาของตัวสินค้า ทำให้รองเท้า 90 คู่ถูกนำมาคืน Bean คืนเงินให้แก่ลูกค้าทุกคน และตกลงปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้าได้ลงตัว จากนั้นเขาก็ส่งรองเท้าคู่ใหม่กลับไปให้ลูกค้าทุกคน ในเวลาไม่นานบริษัทของเขาก็เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และในปี 1917 เขาก็เปิดร้านค้าปลีกแห่งแรกที่ Freeport


อ้างอิงจาก http://www.history.com/news/history-lists/the-unusual-origins-of-6-famous-brands