Fashion World

ทางออกของความงามในทศวรรษ1940 : ช่วงเวลาของสงครามและความขาดแคลน

ที่มาของภาพ

ช่วง 1940 เป็นช่วงที่โลกถูกครอบคลุมด้วยภาวะสงคราม สิ่งของต่างๆไม่เพียงพอต่อความต้องการ รัฐจึงต้องกำหนดนโยบายปันส่วนต่างๆ เพื่อให้กระจายสิ่งของได้ทั่วถึง นโยบายการปันส่วนเสื้อผ้าสิ้นสุดในปี1949 การปันส่วนสบู่สิ้นสุดลงในปี1950 ส่วนการปันส่วนขนมหวานยังคงปฏิบัติกันอยู่จนกระทั่งปี1953 ในช่วงเวลานั้นผู้คนจึงยึดถือการ “ทำเอง สร้าง และซ่อม” ไปจนถึงช่วงเวลาที่สงครามจบลง

แม้จะขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ แต่ผู้หญิงก็ยังต้องสวยเสมอ ช่วงเวลานั้นผู้หญิงจึงเน้นเรื่องความงามจากธรรมชาติเป็นพิเศษเนื่องจากความจำเป็น เพราะผู้หญิงในเวลานั้นต้องแสดงความรักชาติ และต้องสวยด้วย แม้จะต้องทำงานในโรงงานก็ตาม

ที่มาของภาพ
 
ลิปสติก
ลิปสติกเป็นเครื่องสำอางชิ้นหลักที่เป็นสัญลักษณ์แสดงออกถึงความรักชาติในช่วงทศวรรษ1940  สาวๆ ต้องทาปากแดงเพราะเป็นสีแห่งชัยชนะ ที่เพิ่มเสน่ห์และเป็นสีที่แสดงความรักชาติ ในช่วงเวลานั้นไม่มีปัญหาสินค้าขาดตลาดในอเมริกา แต่ในอังกฤษ เครื่องสำอางกลับค่อยๆ หมดลง และในปี1943 ก็ขาดตลาดในที่สุด หรือหากมีสินค้าเข้าในที่ร้านใดก็ตาม ก็จะขายหมดในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง สาวๆ จึงใช้น้ำบีทรูททาปากเพื่อแสดงความรักชาติแทน
 
เรียวขา
เนื่องจากผ้าไหมและไนลอน เป็นวัสดุหลักเพื่อทำร่มชูชีพที่ต้องใช้ในช่วงสงคราม วัสดุเหล่านี้จึงหมดจากคลังสินค้าอย่างรวดเร็ว สาวๆ จึงต้องตกแต่งเรียวขาแทนการใส่ถุงน่อง โดยใช้ถุงชา หรือน้ำเกรวี่ เพื่อทำให้ขาเป็นสีแทนคล้ายกับใส่ถุงน่อง ก่อนจะวาดรอยตะเข็บที่ด้านหลังขาเพื่อความแนบเนียน เวลานั้นสาวๆ จึงนิยมใส่กางเกงกันมากขึ้น อีกทั้งถุงเท้าความยาวเท่าข้อเท้าก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว สาวๆชาวอังกฤษจึงตั้งตาคอยหวานใจจีไอชาวอเมริกัน เพื่อของฝากเป็นถุงน่องและลิปสติก
 
รองพื้นและแป้งทาหน้า
สาวๆ ในสมัยนั้นใช้แป้งทาตัวแทนแป้งทาหน้า และใช้บีทรูทาแก้มแทนสีทาแก้ม ยกเว้นก็แต่ผู้หญิงที่ทำงานในโรงงานที่จะได้รับรองพื้นฟรี ไม่ใช่เพื่อความงาม แต่ว่าเพื่อป้องกันผิวจากการถูกสารเคมีที่ทำให้ตัวของพวกเธอค่อยๆ กลายเป็นสีเหลือง เป็นที่มาของฉายา​ “แม่นกขมิ้นน้อย” และยังมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงกินอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงอย่างผักโขม เพื่อช่วยให้ผิวเป็นสีอมชมพูคล้ายกลีบกุหลาบ และช่วยให้สุขภาพแข็งแรงด้วย
 
การแต่งตา
การแต่งหน้าในเวลานั้นไม่ซับซ้อน และไม่เน้นการแต่งดวงตามาก สาวๆ มักจะเอาสีทาตาที่เหลือไปผสมวาสลีนเพื่อยืดอายุการใช้งาน และใช้วาสลีนทาบำรุงขนตาด้วย บ้างก็ใช้ผงถ่านหินแทนมาสคาร่าและใช้ถ่านแทนสีทาตา
 
ผม
การปันส่วนสบู่นั้นเริ่มปฏิบัติกันตั้งแต่ปี 1942 และมีผลบังคับใช้กับสบู่ทุกชนิด ทั้งสบู่ก้อนและแชมพู ในสมัยนั้นผู้หญิงจึงต้องใช้ผงซักฟอกหรือน้ำเปล่าทำความสะอาดผม รวมทั้งใช้วัสดุจากธรรมชาติเพื่อบำรุงเส้นผม สาวผมบลอนด์จะสระผมด้วยน้ำมะนาว ส่วนผมสีน้ำตาลจะสระผมด้วยน้ำส้มสายชูหรือเบียร์เพื่อให้ผมเป็นเงางาม และใช้สีจากสมุนไพรเพื่อย้อมผม เช่น รูบาร์บ ดอกคาโมมายด์ หรือเฮนนา

นอกจากนี้ ก็ยังไม่ค่อยมีทรงผมที่นิยมตัดกันในเวลานั้น แต่มีการม้วนผมคล้ายดาราหนังบ้าง รวมทั้งยังใช้ผ้าคาดผมหรือผ้าโพกหัวกันด้วยในหมู่สาวโรงงาน อีกทั้งยังมีการเกล้าผมแบบ “วิคทอรี โรลส์”

ที่มาของภาพ