World Clvilization

10 เรื่องต้องรู้เกี่ยวกับกองทัพโรมัน

วีรกรรมอันกล้าหาญของกองทัพโรมันยังคงติดตรึงอยู่ในหัวใจของใครหลายคน ประสิทธิภาพและความมีระเบียบวินัยทำให้เมืองเล็กๆ ในคาบสมุทรอิตาลีขยายอำนาจปกครองโลกตะวันตกจากเกาะอังกษไปจนถึงตะวันออกใกล้ และจากลุ่มแม่น้ำไรน์ไปจนถึงอัฟริกาเหนือ จากเรื่องราวหลากหลาย มีอยู่ 10 เรื่องที่ให้ภาพกองทัพโรมันที่คุณอาจไม่เคยทราบมาก่อน

กองทหาร
กองทหาร ที่มาของภาพ

10.ฤดูทำสงคราม
ช่วงแรกของประวัติศาสตร์โรมัน ความท้าทายของการทำสงครามคือ โรมันจะรบระหว่างฤดูหว่านไถไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวเท่านั้น (ช่วงฤดูร้อน) เพราะเศรษฐกิจโรมันมีรากฐานมาจากการเกษตร และการเคลื่อนพลในฤดูหนาวทำให้มีค่าใช้จ่ายสูงเกินจำเป็น

ลีวี (Livy) เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง ประวัติศาสตร์กรุงโรม ว่า หากการรบไม่ยุติลงภายในฤดูร้อน "ทหารของเราก็จะรอไปจนกว่าจะหมดฤดูหนาว" เขากล่าวถึงสิ่งที่ทหารทำในช่วงการรอคอยอันยาวนานว่า "ทหารชื่นชอบอการออกไปล่าสัตว์ท่ามกลางหิมะ ท่องไปในภูเขาและป่าไม้"

มีหลักฐานยืนยันการหยุดรบในช่วงฤดูหนาวว่าเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 396 ก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงการปิดล้อมเมืองเวอี (Veii) ของอีทรัสกัน

9.สิบหยิบหนึ่ง
การขัดคำสั่งกองทัพของบรรดานายพลต่างๆ เกิดขึ้นได้เสมอ จึงต้องมีวิธีการลงโทษหลายแบบ แต่การลงโทษแบบสิบหยิบหนึ่ง หรือ เดซิมาติโอ (decimatio) กล่าวกันว่าเป็นวิธีที่ได้ผลและทำให้หวาดกลัวมากที่สุด

วิธีการก็คือ นำทหารของหน่วยที่ขัดคำสั่งมาเข้าแถวรวมกัน แล้วให้เพื่อนทหารด้วยกันเองคัดทุกๆ คนที่ 10 แยกออกมาไว้ (คนที่ 10, 20, 30, 40...) แล้วโบยตีหรือขว้างด้วยก้อนหินจนตายต่อหน้าคนที่เหลือ ดังนั้น หากมีการวางแผนจะขัดคำสั่ง การลงโทษแบบนี้ก็จะทำให้ทหารต้องคิดเสียใหม่ และอาจทำให้ทหารบางคนกลัวจนถอนตัวหรือไม่ก็นำแผนการไปบอกผู้มีอำนาจก็เป็นได้

ชาวโรมันรู้ว่าการลงโทษแบบสิบหยิบหนึ่งแม้จะได้ผลดี แต่ก็ไม่ยุติธรรม เพราะคนที่ทำผิดจริงๆ อาจไม่ถูกลงโทษ ทั้งยังมองว่าวิธีการแบบนี้ถือว่าเป็นความเลวร้าย ตาซิตุส (Tacitus) เขียนไว้ใน จดหมายเหตุ ว่า "ถือเป็นความอยุติธรรมที่คนผู้หนึ่งต้องเจ็บปวดเพื่อประโยชน์ส่วนรวม"

8.เป็นทหารต้องรวย
การเป็นทหารถือเป็นทั้งหน้าที่และเอกสิทธิ์ของพลเมืองโรมัน ในช่วงแรก กองทัพสงวนไว้เฉพาะพลเมืองเท่านั้น และมีการจัดแบ่งหมวดหมู่กรมกองตามสถานะทางสังคม (คือ กำหนดชนิดของอาวุธและเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทหารสามารถมีไว้ครอบครองได้) ทหารที่มีฐานะร่ำรวยที่สุดจะได้อยู่ในกองทหารม้า ส่วนผู้มีฐานะปานกลางจะเป็นทหารราบ ขณะที่คนที่ไม่มีทรัพย์สินจะถูกคัดออกจากกองทัพ

หลังสงครามพิวนิก ครั้งที่ 2 (218-201 ก่อนคริสต์ศักราช) ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าเป็นทหารเริ่มล้าสมัย กรุงโรมมีสงครามที่ยาวนานและใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และต้องการทหารมากขึ้น เพื่อประจำการในดินแดนที่เพิ่งพิชิตมาใหม่ได้ ดังนั้น เกณฑ์คุณสมบัติว่าด้วยการถือครองทรัพย์สิน (ซึ่งปกติหมายถึงที่ดิน) ก็ถูกลดลง

ในช่วงศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต์ศักราช มีการลดเกณฑ์การครอบครองทรัพย์สินของผู้จะเป็นทหารลงอีก กระทั่งปี 107 ก่อนคริสต์ศักราช ไกอุส มาริอุส (Gaius Marius) เริ่มรับทหารอาสาจากบุคคลผู้ไม่มีที่ดินหรือทรัพย์สินใด เพื่อเข้ามาเป็นทหารโดยรัฐเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู

ทหารม้าโรมัน
ทหารม้าโรมัน ที่มาของภาพ

7.สงครามปิดล้อม
เมื่อเมืองหรืออาคารตกอยู่ภายใต้การปิดล้อม จะมีการส่งหน่วยทหารพิเศษออกไปโอบล้อมพื้นที่นั้นไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ใดเล็ดลอดออกมาได้ พร้อมกันนั้นก็มีการตั้งค่ายที่มั่นรอบๆ พื้นที่ โดยเลือกทำเลที่เป็นเนินสูงและอยู่ห่างจากวิถีอาวุธของฝ่ายตรงข้าม ขณะเดียวกันก็มีหน่วยทหารที่ส่งไปเพื่อทำลายกำแพงหรือแนวป้องกันของศัตรู โดยมีเครื่องป้องกันจากธนูไฟ ลูกศร และก้อนหินที่ระดมยิงมาจากฝั่งข้าศึก

คาตาเพาลต์ (catapult) หรือเครื่องยิงหิน เป็นอาวุธปิดล้อมที่น่าเกรงขามมาก โยเซฟุส เขียนไว้ในหนังสือ สงครามยิว ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นต้นที่กล่าวถึงพลานุภาพของคาตาเพาลต์ว่า "ทหารที่ยืนอยู่บนกำแพงใกล้ๆ โยเซฟุสถูกมัน(หินที่ขว้างไปจากคาตาเพาลต์)กระแทกใส่ หัวขาดกระเด็น ลอยไปไกลกว่า 550 เมตร"

http://www.ancient.eu/uploads/images/2286.jpg?v=1431031204
ทหารโรมันปิดล้อมและโจมตีที่มั่นศัตรู ที่มาของภาพ


คาตาเพาลต์ หรือ เครื่องยิงหินของโรมัน ที่มาของภาพ

6.การขุดอุโมงค์
การขุดอุโมงค์เป็นกลยุทธ์สำคัญในการทำสงครามปิดล้อม บ่อยครั้งความสำเร็จหรือความล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบให้ทหารเข้าไปทำลายกำแพงหรือแนวป้องกันของศัตรูด้วยการขุดอุโมงค์ใต้เมืองหรืออาคารเป้าหมายเข้าไปสู่ภายใน

แม้จะเป็นกลศึกที่ยอดเยี่ยม แต่ศัตรูของโรมันก็รู้จักวิธีการเช่นนี้อย่างกว้างขวาง จนทำให้ลดความน่ากลัวลง

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสต์ศักราช ระหว่างที่ทหารโรมันทำสงครามกับกองทัพของจักรพรรดิมิธริดาเตสแห่งปอนตุส (Mithridates of Pontus) ก็มีความพยายามขุดอุโมงค์เข้าไปทำลายแนวป้องกันของเมืองเธมิสไครา (Themiscyra) แต่ชาวเมืองก็ปล่อยสัตว์ป่าดุร้ายอย่างหมีลงไปในอุโมงค์ รวมทั้งผึ้งด้วย

หลักฐานโบราณคดีที่เก่าแก่ที่สุดที่บ่งชี้ถึงการใช้อาวุธเคมีย้อนกลับไปถึงคริสต์ศตวรรษที่ 3 จากอุโมงค์ที่ขุดพบในเมืองดูรา ยูโรปุส (Dura Europus) ในซีเรีย ซึ่งพบหลักฐานการต่อสู้กันใต้ดินระหว่างทหารโรมันกับทหารชาวซาซานิดของเปอร์เซีย โดยที่ชาวเปอร์เซียใช้อุโมงค์หมายบุกเข้าไปในฐานที่มั่นของทหารโรมัน

ชาวโรมันตอบโต้ด้วยการขุดอุโมงค์สกัดผู้บุกรุก ทว่าโครงกระดูกและอาวุธที่พบในที่ดังกล่าวยืนยันความจริงที่ว่าทหารโรมันสำลักและหายใจไม่ออกจากการสูดดมก๊าซที่จากเกิดจากการเผาน้ำมันดินและกำมะถันของชาวเปอร์เซีย

5.หน้าที่ของหมวกเหล็ก
ข้อเขียนโบราณหลายชิ้นกล่าวว่าหมวกเหล็กของทหารโรมันมีบทบาทมากกว่าเพียงเครื่องป้องกันศีรษะ โพลีบีอุส (Polybius) เขียนไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ ว่าการประดับยอดหมวกเป็นการสร้างผลทางจิตใจต่อศัตรู เพราะทำให้ดูเหมือนกับว่าทหารโรมันตัวสูงใหญ่น่าเกรงขาม

การใช้กลวิธีการประดับยอดหมวกเพื่อข่มขวัญศัตรูเป็นที่นิยมมากในหลายวัฒนธรรม แต่ในกรณีนี้ โพลีบิอุสหมายถึงการใช้ "แผงขนนก" ที่ทำให้ชาวโรมันดูตัวสูงกว่าที่เป็น ซึ่งถือว่าได้ผลเมื่อพิจารณาว่าชาวโรมันต้องต่อสู้กับศัตรูบางกลุ่ม โดยเฉพาะพวกที่อยู่ในยุโรปกลาง (เช่น ชนเผ่ากอล ชนเผ่าเยอรมัน ) ซึ่งมักจะมีร่างกายสูงใหญ่กำยำกว่าชาวโรมัน

แผงขนนกประดับยอดหมวกทหารโรมัน
แผงขนนกประดับยอดหมวกทหารโรมัน ที่มาของภาพ

4.อำนาจการประกาศสงคราม
ในช่วงสาธารณรัฐโรมัน มีเพียงวุฒิสมาชิกซึ่งทำหน้าที่บริหารรัฐบาลตามความประสงค์ของพลเมืองเท่านั้นที่จะประกาศสงครามได้ แต่เมื่ออำนาจและพื้นที่ของกรุงโรมขยายออกไปมากขึ้นๆ บางครั้งการประกาศสงครามก็ทำโดยนายพลในกองทัพ โดยไม่ต้องให้วุฒิสภารับรองแต่อย่างใด

ตัวอย่างเช่น การประกาศสงครามกับจักรพรรดิมิธริดาเตสแห่งปอนตุส (Mithridates of Pontus) ที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 89 ก่อนคริสต์ศักราช โดยกงสุลและนายพลมานิอุส อาควิลิอุส (Manius Aquilius) โดยไม่ต้องขอความเห็นจากวุฒิสภาก่อน แม้ในทางทฤษฎีการกระทำนี้จะถือว่าผิดกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติถือเป็นเรื่องเล็กต้องที่วุฒิสภาต้องทำ เพราะนายพลบางคนมีอำนาจมาก กระทั่งเมื่อกรุงโรมเข้าสู่การปกครองระบอบจักรวรรดิ การตัดสินใจประกาศสงครามก็ตกเป็นของจักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียว

3.พิธีประกาศสงคราม
โรมันมีนักบวชพิเศษที่เรียกว่า เฟติอัล (fetials) ที่มีหน้าที่ในการประกอบพิธีต่างๆ รวมไปถึงการทำสงครามและเขียนสนธิสัญญาสันติภาพ ขั้นตอนสุดท้ายของพิธีประกาศสงครามคือการพุ่งหอกไปยังดินแดนของศัตรู

ต้นศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสต์ศักราช กรุงโรมขยายอำนาจออกไปอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของคาบสมุทรอิตาลี นับตั้งแต่ลุ่มแม่น้ำโปลงไปทางใต้ ทำให้การพุ่งหอกไปยังดินแดนของศัตรูในพิธีประกาศสงครามไม่สู้สะดวกนัก พรมแดนของโรมแผ่ขยายออกไปเกินกว่านักบวชเหล่านี้จะประกอบพิธีได้สำเร็จ

แต่อำนาจเหนือธรรมชาติก็ยังอยู่ นักบวชเหล่านี้ก้าวขึ้นมาพร้อมวิธีใหม่ กล่าวคือ มีการประกาศให้พื้นที่ส่วนหนึ่งไม่ไกลจากวิหารเบลโลนา (temple of Bellona) ซึ่งเป็นเทพีสงครามเป็นเขตที่ไม่ใช่ของโรมัน มีหลักฐานว่าในการทำสงครามกับกษัตริย์พีร์รุสแห่งเอพิรุส (King Pyrrhus of Epirus) ระหว่างปี 280-275 ก่อนคริสต์ศักราช ทหารศัตรูที่ถูกทหารโรมันจับตัวได้ถูกบังคับให้ซื้อที่ดินผืนดังกล่าวเพื่อเป็นที่ที่จะใช้หอกพุ่งลงไปในการประกอบพิธีได้

2.ดาบชาวสเปน
ดาบสั้นขนาดมาตรฐานที่ทหารโรมันใช้เรียกกันว่า กลาดิอุส ฮิสปันนิเอนซิส (gladius hispaniensis) หรือ "ดาบชาวสเปน" ซึ่งพัฒนาขึ้นมาในคาบสมุทรไอบีเรีย และเป็นที่เลื่องลือถึงความรุนแรงและร้ายกาจอย่างมาก

ตามหนังสือ ประวัติศาสตร์ ของเลวี เมื่อชาวโรมันต่อสู้กับกองทัพของกษัตริย์ฟิลิปที่ 4 ในช่วงสงครามมาเซโดเนีย (ปี 200-196 ก่อนคริสต์ศักราช) ชาวมาเซโดเนียถึงกับตกตะลึงในประสิทธิภาพของดาบโรมัน

"...ชาวมาเซโดเนีย...เคยเห็นแต่แผลที่เกิดจากหอกและลูกศร เมื่อพวกนั้นได้เห็นร่างกายที่ถูกตัดเป็นชิ้นๆ ด้วยดาบชาวสเปนของทหารโรมัน รวมถึงแขนที่ถูกหั่นออกจากหัวไหล่ หัวที่หลุดจากบ่าและคอ เครื่องในที่ทะลักกระจัดกระจายอกมา...ถึงกับออกอาการตัวสั่นงันงกตกตะลึงเมื่อรู้ว่านั่นคืออาวุธอะไร และพวกตนกำลังเผชิญหน้ากับกองทัพใดอยู่"

ดาบสั้น (ดาบชาวสเปน)
ดาบสั้น (ดาบชาวสเปน) ที่มาของภาพ

1.ของขวัญ
ทหารรักษาพระองค์ไพรตอเรีย (Praetorian Guard) เป็นทหารหน่วยพิเศษของกองทัพโรมันที่ทำหน้าที่เป็นกองกำลังรักษาการณ์พระราชวังของพระจักรพรรดิและเป็นองครักษ์ส่วนพระองค์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสต์ศักราช บางครั้งทหารกลุ่มนี้ก็เข้าไปมีส่วนในการแต่งตั้งจักรพรรดิพระองค์ใหม่ด้วย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทหารเหล่านี้ก็เพิ่มบทบาทมากขึ้นๆ จนสามารถแต่งตั้ง ถอดถอน หรือแม้แต่ปลงพระชนม์จักรพรรดิโรมันหลายๆ พระองค์ได้ ทั้งนี้ แรงจูงใจอย่างหนึ่งของการปลงพระชนม์และการแต่งตั้งจักรพรรดิพระองค์ใหม่คือ "ของขวัญ" หรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ทหารกลุ่มนี้ได้รับจากจักรพรรดิที่ขึ้นครองราชย์แทนพระองค์เดิมที่ถูกปลงพระชนม์

สิ่งนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่อธิบายว่าเหตุใดการสืบราชบัลลังก์จึงเป็นความโกลาหลอย่างมากในช่วงปลายสมัยจักรวรรดิโรมัน ในเมื่อทหารรักษาพระองค์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้พิทักษ์ของผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารจักรวรรดิค่อยๆ กลายเป็นหน่วยฉ้อฉล ซึ่งบงการความเป็นไปในพระชนม์ชีพของพระจักรพรรดิได้

ทหารรักษาพระองค์ไพรตอเรีย อัญเชิญเคลาดิอุสขึ้นเป็นจักรพรรดิ หลังการปลงพระชนม์จักรพรรดิคาลิกุลา ทหารรักษาพระองค์ไพรตอเรีย อัญเชิญเคลาดิอุสขึ้นเป็นจักรพรรดิ หลังการปลงพระชนม์จักรพรรดิคาลิกุลา เมื่อ ค.ศ.41 ที่มาของภาพ


-----------------
เรียบเรียงจาก
http://listverse.com/2016/09/04/10-fascinating-facts-about-the-ancient-roman-army/