Inventions That Changed the World

ประวัติศาสตร์ของฟันปลอม

ผู้คนนับล้านในศตวรรษที่ 21 สวมฟันปลอมกันเป็นเรื่องปกติ จากความก้าวหน้าของวิทยาการทันตกรรมสมัยใหม่ ทำให้แทบแยกไม่ออกระหว่างฟันจริงกับฟันปลอม ทว่า มนุษย์ในอดีตจัดการกับปัญหานั้นอย่างไร เพื่อให้สามารถกินและพูดได้เป็นปกติเท่าที่จะทำได้

ใครที่เคยปวดฟันย่อมรู้ดีว่า ถ้าหนักเข้าจริงๆ มันทุกข์ทรมานขนาดไหน จะหยิบจับทำอะไรก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่เรื่องกินเลย
 
หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในเมืองลุกกา (Lucca) ประเทศอิตาลี ยืนยันว่ามนุษย์ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 หรือที่เรียกว่าสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (the Renaissance) ทำฟันปลอมจากโลหะและฟันจากศพ
 
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยปิซาในอิตาลีพบฟันปลอมสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาการมาตั้งแต่ ค.ศ.​2010 จากการขุดค้นลึกลงไปที่ก้นสุสานของหอสวดมนต์ซานฟรานเซสโกในเมืองลุกกา อันเป็นที่ฝังศพตระกูลกุยนิจิ (Guinigi) ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจจากการประกอบธุรกิจธนาคารและการค้าขาย ตลอดจนมีบทบาทสำคัญทางการเมืองโดยเป็นผู้ปกครองเมืองดังกล่าว นอกจากนี้ในสุสานดังกล่าวยังพบโครงกระดูกอีกกว่า 200 โครงฝังอยู่ด้วย
 
ในการขุดค้นครั้งนี้ มีการพบแผงฟันปลอมชุดหนึ่งสำหรับสวมกับขากรรไกรล่าง เป็นแถบโลหะผสมระหว่างทองคำ (73%) เงิน (15.6%) และทองแดง (11.4%) โดยมีฟันมนุษย์ 5 ซี่ติดอยู่ ประกอบด้วยฟันหน้า 3 ซี่ และฟันเขี้ยวอีก 2 ซี่ เชื่อกันว่าฟันเหล่านี้มาจากต่างแหล่งกันเนื่องจากมีขนาดและความสมมาตรไม่เท่ากัน
 
ผลการตรวจเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ (CT-scan) พบว่า ฟันเหล่านี้มีหมุดทองคำตรึงให้ติดกับแถบโลหะ ซึ่งถือได้ว่าเป็นวัตถุและวิธีการที่ไม่เคยพบในช่วงเวลาดังกล่าวมาก่อน
 
ส่วนที่ฟันเป็นสีเขียวนั้นเกิดจากสนิมทองแดงที่นำมาทำแถบโลหะ ขณะที่การมีคราบหินปูนเกาะอยู่บนฟันก็เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่ามีการสวมฟันปลอมชุดดังกล่าวอยู่เป็นเวลานาน

ฟันปลอม 5 ซี่ที่ค้นพบตรึงอยู่กับโลหะ ที่มาของภาพ

ในประวัติศาสตร์ เราพบว่ามีพัฒนาการของการใช้ฟันปลอมที่ทำจากวัสดุต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทดลองใช้เขี้ยว งา กระดูกสัตว์ ฟันมนุษย์หรือวัสดุเนื้อแข็งอื่นๆ เช่น ชาวมายาที่ใช้หิน กระดูกหรือเปลือกหอยมาทำฟันปลอม ชาวอียิปต์ใช้ฟันปลอมที่มีแถบทองคำยึดให้ไว้ด้วยกันมาตั้งแต่ 1500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ขณะที่ชาวอีทรัสกันและชาวโรมันก็ใช้วิธีเดียวกันในราว 700 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ฟันประดับหิน (พลอย) ของชาวมายาพบในเม็กซิโก ที่มาของภาพ

ฟันปลอมของมัมมีอียิปต์ ที่มาของภาพ

ฟันปลอมของชาวอีทรัสกัน ที่มาของภาพ

ขณะที่นักวิชาการกล่าวว่าการใช้แถบทองคำยึดฟันมนุษย์ให้ติดกันนั้นมีมานานแล้ว แต่ฟันปลอมที่เมืองลุกกาเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นชัดถึงทันตกรรมยุคแรก ๆ ที่ใช้กลวิธียึดฟันมนุษย์ที่ "ยืมมา" ด้วยโลหะ ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ในยุคของดาวินชี
 
ถือได้ว่าการค้นพบที่ลุกกาเป็นหลักฐานสำคัญของประวัติศาสตร์ทันตกรรม
 
ดร.ซิโมนา มินอซซี นักพยาธิวิทยาโบราณ กล่าวว่า "ฟันปลอมที่พบในสุสานแห่งนี้เป็นตัวอย่างฟันปลอมจากยุคสมัยดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงเอกสารที่กล่าวถึง แต่ไม่มีใครเคยพบหลักฐานจริงๆ จากยุคดังกล่าวเลย อีกทั้งยังเป็นสิ่งประเมินค่ามิได้สำหรับประวัติศาสตร์ทันตกรรม" กระนั้นก็ยังไม่สามารถกำหนดอายุแน่ชัดได้ มีเพียงช่วงกว้าง ๆ ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 14-17 เท่านั้น
 
นั่นเพราะ "การกำหนดอายุทางโบราณคดีของการใส่วัตถุเทียมไม่สามารถทำได้ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา
 
อย่างไรก็ตาม ถือเป็นความโชคดีของมนุษยชาติที่ฟันปลอมที่ทำจากกระเบื้องเคลือบได้รับการประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แล้วทำให้โลหะ หิน กระดูก เขี้ยว งาและฟันศพเป็นของยุคโบราณต่อไป



-----------------
เรียบเรียงจาก
 
http://www.dailymail.co.uk/sciencetech/article-3946912/Are-oldest-dentures-Europe-Gruesome-14th-century-device-teeth-dead-humans.html
http://www.thelocal.it/20161117/italian-archaeologists-find-worlds-oldest-dentures-archaeology-history
https://www.thevintagenews.com/2017/01/05/dentures-from-dead-people/ และ
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pubmed/27804261 )