Animal and Monster World

Sea Monster ปีศาจแห่งท้องทะเล ที่จะไม่ทำให้นักเดินเรือเดียวดายอีกต่อไป...

นอกจากคลื่นลมคลุ้มคลั่ง โรคภัยไข้เจ็บ และโจรสลัดแล้ว ว่ากันว่ามีสิ่งลึกลับน่าสะพรึงกลัวซ่อนตัวรอท่านักเดินเรือผู้ดวงซวยและโชคร้าย พวกมันคือปีศาจ อสุรกาย และอสูรร้ายที่หากนักเดินเรือได้พบเจอจะต้องเกิดความหวาดกลัวจนขนหัวลุก!  สัตว์ประหลาดจากทะเลน้ำลึก ปีศาจที่อาศัยอยู่ใต้ก้อนดินตามช่องแคบริมฝั่ง รวมถึงเหล่านางพรายที่เร้นกายอยู่ตามซอกโขดหินบนเกาะแก่งลึกลับอันชวนหลอกหลอน (บางตัวเป็นดาราดังปรากฏในหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์เมื่อไม่นานมานี้) และเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ขอเชิญชวนทุกท่านสัมผัสกับเรื่องราวแห่งความหลอกหลอนลวงล่อและโฉมหน้าขาโหดแห่งท้องทะเลลึกกันได้เลย...


ที่มาของภาพ

คราเคน
มหึมาหมึกยักษ์ ปีศาจแห่งความอับปางกลางท้องทะเล

อสุรกายจากท้องทะเลตัวแรกที่เรียกได้ว่า ‘พันธุ์ดุ’ ไม่แพ้ตัวอื่นๆ นั่นก็คือ ‘คราเคน’ (Kraken) สัตว์ประหลาดจากท้องทะเลลึกที่สามารถสร้างความสะพรึงกลัวจนหัวใจกะลาสีแทบหยุดเต้น คราเคนตัวมหึมาที่มักโจมตีเรือจนอับปางอย่างสยดสยอง กำเนิดของมันย้อนกลับไปถึงตำนานของชาวนอร์สที่กล่าวถึงอสุรกายในทะเลที่ชื่อว่า ‘ฮัฟกูฟา’ ซึ่งต่อมามันปรากฏตัวในนิทานพื้นบ้านในรูปลักษณ์ของโคตรอภิมหาหมึกยักษ์ที่ชาวเรือนอกชายฝั่งนอร์เวย์และกรีนแลนด์เคยพบเห็น

ในตำราอนุกรมวิธานเรื่อง Systema Naturae (ฉบับพิมพ์ครั้งแรก) ของนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ คาโรลุส ลินเนอุส ได้จัดให้คราเคนอยู่ในสัตว์ตระกูลหมึก แม้มันจะถูกคัดออกไปในฉบับพิมพ์ครั้งต่อมา ลินเนอุสกล่าวไว้ในหนังสืออีกเล่มหนึ่งของเขาว่า “คราเคนเป็นสัตว์พิเศษที่มีถิ่นอาศัยอยู่ในทะเลนอร์เวย์”

จากหลักฐานในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ของ บิชอพเอริก พอนท็อพพีดัน อธิบายว่าคราเคนเป็นสัตว์ประหลาดหน้าตาเหมือนหมึก ตัวมันใหญ่มากขนาดที่ว่าส่วนที่อยู่พ้นน้ำขึ้นมามักจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเกาะกลางทะเล ว่ากันว่าคราเคนใช้หนวดหลายอันของมันดักจับเรือแล้วลากหายลึกลงไปในทะเลน้ำแข็งอันเย็นยะเยือก มันทำให้เกิดน้ำวนได้ด้วยการดิ่งดำลงไปใต้น้ำ แม้เรื่องราวของคราเคนอาจฟังดูประหลาดและมีส่วนแต่งเติมเสริมเข้ามาอยู่มาก แต่นั่นก็ใช่ว่าจะเป็นความเพ้อฝันไปเสียทั้งหมด เพราะตำนานของคราเคนอาจมาจากการได้เห็นหมึกขนาดยักษ์ อย่างที่นักบรรพชีวินบางคนบอกว่าครั้งหนึ่งทะเลสมัยก่อนประวัติศาสตร์เคยเป็นบ้านของสัตว์ตระกูลหมึกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า ‘อิชธีโอซอร์’ ซึ่งยาวถึง 100 ฟุตเทียบได้กับขนาดของวาฬเลยทีเดียว
 
ก่อนที่ลูกหลานรุ่นต่อๆ มาของคราเคนจะถูกจับมาทำปลาหมึกย่างน้ำจิ้มซีฟูดแสนอร่อย เพื่อเป็นการแก้แค้น, เฮ้ย จริงดิ!, อ่ะ ล้อเล่น...


ที่มาของภาพ

คาริบดีส
นางปีศาจทะเลกระเพาะใหญ่
(จอมดูด!)

ตัวต่อมาคือ ‘คาริบดีส’ (Charybdis) เป็นปีศาจทะเลในเทวตำนานกรีกซึ่งอาศัยอยู่ที่ช่องแคบเมสซินา นอกชายฝั่งเกาะซิซีลี เชื่อกันว่าคาริบดีสอาศัยอยู่ใต้ก้อนดินที่ฝั่งหนึ่งของช่องแคบ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งชาวกรีกโบราณเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของปีศาจทะเลอีกตัวหนึ่งคือ ‘ซิลลา’ ดังนั้น ในเมื่อทางผ่านระหว่างหินสองก้อนนั้นแคบมาก คือ กว้างเพียงระยะยิงธนูข้ามได้เท่านั้น (ประมาณ 23 เมตร) ทำให้ชาวเรือที่ต้องการหลีกเลี่ยงปีศาจตนหนึ่ง แต่ก็ต้องเข้าใกล้ปีศาจอีกตนอยู่ดี ความสามารถพิเศษอันสยองขวัญของคาริบดีสก็คือ มันจะทำให้เกิดน้ำวนแล้วดูดกลืนเรือลงไป ก่อนจะพ่นคายออกมาในอีก 3 วันให้หลังในสภาพเศษซากของสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเรียกว่าเรือ

ตามตำนานกล่าวว่าคาริบดีสเป็นลูกสาวของโพไซดอนกับไกอา เธอทำหน้าที่เป็นลูกที่ดี คือ คอยช่วยเหลือพ่อด้วยการเป็นกำลังให้เขาในยามทำสงครามกับเทพซุส และการที่คาริบดีสทำให้เกิดน้ำท่วมเป็นบริเวณกว้างทำให้ซุสโกรธมากถึงกับสาปให้เธอกลายเป็นปีศาจที่มีกระเพาะใหญ่โตน่าเกลียด มีครีบแทนมือและเท้า กลืนกินน้ำทะเลลงท้องวันละสามครั้งเพื่อดับกระหาย และเป็นเช่นนี้ตลอดกาล จนเป็นที่มาของน้ำวน (whirlpool) นั่นเอง

ในมหากาพย์โอดิสซีของมหากวีโฮเมอร์กล่าวว่า วีรบุรุษโอดิสซีอุสต้องเผชิญทั้งคาริบดีสและซิลลาพร้อมๆ กันขณะนำเรือผ่านช่องแคบแห่งนั้น เขาสั่งลูกเรือให้ห่างคาริบดีสเอาไว้ แต่นั่นกลับทำให้พวกเขาเข้าใกล้ซิลลาโดยปริยาย ผลคือลูกเรือตายไปหกคน แต่โอดิสซีอุสก็พาคนที่เหลือขึ้นฝั่งได้ จากนั้นก็ล่องแพกลับไปที่ช่องแคบอีกรอบ กระทั่งแพของเขาถูกดูดลงไปในท้องของนางอสูรคาริบดีส แต่โอดิสซีอุสเอาตัวรอดมาได้อย่างหวุดหวิดด้วยการโหนตัวกับต้นมะเดื่อที่ขึ้นอยู่บนหินก้อนนั้น ต่อมาเมื่อนางอสูรคาริบดีสพ่นซากแพออกมาจากปาก โอดิสซีอุสก็จัดการนำมาประกอบซ่อมแซมขึ้นอีกครั้งแล้วล่องลอยร่อนเร่ออกไปในท้องทะเลต่อไป...

“มึงรู้หรือเปล่าว่ากูลูกใคร!” บางทีนางปีศาจคาริบดีสอาจพูดกับโอดิสซีอุสอย่างนี้ ก่อนเขมือบแพของเขาลงไปในกระเพาะอันใหญ่ยักษ์ของนาง  ซึ่งคงไม่มีใครได้ยินแม้แต่มหากวีโฮเมอร์ผู้ตาบอด


ที่มาของภาพ

แอสพิโดเชโลน
อสูรเต่าทะเลมหายักษ์จอมเขมือบ
!

ดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทรกับอสูรทะเลน้ำลึกอีกตัวที่มีชื่อประหลาดพอๆ กับหน้าตา ชื่อของมันคือ ‘แอสพิโดเชโลน’  (Aspidochelone) อสูรร้ายตัวนี้ถูกกล่าวถึงอยู่บ่อยๆ ในตำราสมัยกรีกและสมัยกลาง ซึ่งมันจะอยู่ในรูปของวาฬมหึมาหรือเต่าทะเลมหายักษ์ รวมถึงปีศาจทะเลตัวเบ้อเริ่มเหิ้มที่มีครีบสูงใหญ่อยู่ที่กลางสันหลัง แต่ไม่ว่ามันจะมีลักษณะอย่างไร ความอภิมหาโคตรใหญ่อลังก์เว่อร์ของมันก็มักทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเกาะที่มีโขดหิน ร่องน้ำ ที่ราบลุ่มพร้อมต้นไม้และทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ตลอดจนเนินทรายละเอียดอยู่บนหลังของมัน-ใหญ่เว่อร์!

ชื่อ ‘แอสพิโดเชโลน’ มาจากภาษากรีกคือ aspis (แปลว่า งูพิษ หรือ โล่ ก็ได้) กับ chelone (เต่า) จากก้นทะเลลึกขึ้นสู่ผิวน้ำ มันจะลวงล่อให้ชาวเรือเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเกาะ แล้วล่องเรือเข้าไปจอดบนกระดองยักษ์ของมัน ก่อนจะพาทั้งหมดดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมหาสมุทร บางตำนานกล่าวว่ามันสามารถปล่อยกลิ่นหอมหวนของปลาที่มันกินเข้าไปเพื่อยั่วยวนให้คนมาติดกับ! บางตำนานเปรียบ ‘แอสพิโดเชโลน’ เป็นดั่งตัวแทนของ ‘ซาตาน’ มาเพื่อลวงคนผู้มีนิสัยตะกละตะกลาม

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวถึงอสูรทะเลยักษ์ที่ล่อนักเดินเรือให้คิดว่ามันเป็นเกาะ ไม่ว่าจะเป็นตำนานของกรีซ อียิปต์ ตลอดทั้งยุโรปและละตินอเมริกา อย่างตำนานของกรีนแลนด์กล่าวถึง ‘อิมัพ อูมัสซอร์ซา’ ว่าเป็นอสูรทะเลขนาดยักษ์ที่ลวงให้คนคิดว่าเป็นเกาะแล้วแล่นเรือเข้าไปจอด แล้วจัดการตรึงชาวเรือไว้ด้วยน้ำแข็งจนตาย ตำนานเรื่องซาราตันที่แพร่หลายในตะวันออกกลางต่างก็กล่าวถึงสัตว์ประหลาดตัวนี้ เช่นเดียวกับที่กล่าวถึงในการเดินทางครั้งแรกของกะลาสี ‘ซินแบด’ ในเรื่องพันหนึ่งราตรี

ลวงหลอนอลังก์เว่อร์สิ้นดี เจ้าอสูรโคตรเต่าได้โล่ตัวนี้ ว่าไหม


ที่มาของภาพ

ไซเรน
กระโจนลงทะเลไปกับเสียงเพลงโหยหวนชวนฝันของเหล่านางพราย


ปิดท้ายด้วยเหล่าภูต ‘ไซเรน’ (Sirens) ในเทวปกรณัมกรีกระบุว่าอาศัยอยู่บนเกาะ ‘ซิเรนุม สโคพูลี’ นางมารพรายพวกนี้เป็นลูกสาวของปีศาจทะเลนาม ‘เซโต’ กับเทพทะเล ‘ฟอร์ซีส’ อาวุธสำคัญของพวกนางคือเสียงเพลงโหยหวนชวนฝันที่ลวงล่อนักเดินเรือให้นำเรือของพวกเขาพุ่งชนโขดหินจนอับปาง และบางคนถึงกับเพ้อคลั่งไหลหลงกระโดดลงทะเลไปหาเจ้าของเสียงอันโหยหวนชวนสยองฝันนั้น

ในตำนานเล่าว่าพวกนางมีอยู่ด้วยกัน 2-8 ตน ว่ากันว่าครั้งหนึ่งไซเรนเป็นเพื่อนเล่นตอนเด็กของเทพี ‘เพอร์เซฟโฟเน’ ธิดาของจอมเทพซุสกับเทพีเดมีเตอร์ ต่อมาเมื่อเพอร์เซฟโฟเนถูกฮาเดส เทพแห่งขุมนรก ลักพาตัวไปเป็นราชินีแห่งยมโลก เทพีเดมีเตอร์จึงสาปให้ไซเรนกลายเป็นปีศาจในฐานะที่ไม่สามารถดูแลธิดาของนางได้

ไซเรนมักปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของหญิงมีขาและปีกเป็นนก แต่บางครั้งก็ปรากฏภาพลักษณ์เป็นชายครึ่งคนครึ่งปลาทำให้ต่อมาเข้าใจสับสนกันว่าไซเรนกับนางเงือกคือตัวเดียวกัน ในเทพนิยายของเยอรมัน ไซเรนมีชื่ออีกอย่างว่า ‘นิกซ์’ หรือ  ‘เนค’ ส่วนตำนานของเวลส์และไบรตันเรียกพวกนางว่า ‘มอร์แกน’ ที่ล้วนเป็นภูตน้ำที่คอยลวงคน (โดยเฉพาะผู้ชาย) ไปเป็นเหยื่อ

กล่าวกันว่าพวกนางพรายไซเรนมีความสามารถในการบรรเลงเครื่องดนตรีหลายประเภท และพวกนางยังร้องเพลงได้ไพเราะยอดเยี่ยมมาก กระทั่งหลงตัวไปท้าทายเหล่าเทพธิดา ‘มิวซ์’ ให้มาแข่งกัน แล้วก็ต้องพ่ายแพ้ไปในที่สุด และถูกลงโทษด้วยการถอนขนปีกมาทำมงกุฎ พวกนางไซเรนอับอายมากจึงไปหลบเร้นอยู่ตามซอกหินโสโครกแถบชายฝั่งอิตาลีตอนใต้ เมื่อมีเรือผ่านมาพวกนางก็จะขับร้องบทเพลงด้วยเสียงอันหวานจับใจ จนผู้ที่ได้ยินลืมสิ้นทุกสิ่งอย่าง แล้วกระโดดลงทะเลกระเสือกกระสนแหวกว่ายน้ำไปตามเสียงอันแว่วหวานของเหล่านางที่ขับขานบทเพลงอันพริ้งพรายลวงล่อนั้น กระทั่งถูกพวกนางพรายไซเรนจับกินในที่สุด หรือไม่ก็ว่ายวนอยู่อย่างนั้นไม่หยุดหย่อนจนขาดใจตาย

แต่ก็มีผู้ที่รอดพ้นจากเสียงไซเรนแห่งความตายมาได้ เขาคนนั้นคือ ‘เจสัน’ กับลูกเรือของเขาที่ออกเดินทางตามหาขนแกะทองคำ เมื่อต้องผ่านดงไซเรน ‘ออร์เฟอุส’ จึงบรรเลงเพลงพิณกลบเสียงโหยหวนชวนฝันของพวกนางจนหมดสิ้น จึงรอดพ้นจากการเป็นอาหารอันโอชะของพวกนางไปได้ อีกคนหนึ่งคือ ‘โอดิสซีอุส’ ที่ได้รับคำแนะนำให้เอาขี้ผึ้งอุดหูไว้ไม่ให้ได้ยินเสียงไซเรน แต่เพราะอดไม่ได้อยากฟังเสียงชวนฝันอันเลื่องลือของเหล่าภูตนางทะเลเพื่อเป็นบุญหูสักครั้ง เขาจึงสั่งให้ทหารและลูกเรือทั้งหมดใช้ขี้ผึ้งอุดหูให้สนิท แล้วมัดตนไว้กับเสากระโดงเรือให้แน่นหนา พร้อมสั่งเด็ดขาดว่าถึงตนจะดิ้นรนอ้อนวอนร้องขอหรือขู่อาฆาตสาปแช่งด่าทอจะเป็นจะตายอย่างไร ก็ห้ามแก้มัดเด็ดขาด! จนกว่าจะพ้นรัศมีของเสียงอันชวนสยองฝันนั้น  กระทั่งพวกเขาล่องผ่านเกาะแก่งของเหล่าไซเรนไปได้อย่างปลอดภัย ว่ากันว่าไซเรนจะตายกลายเป็นหิน หากมีผู้รอดชีวิตจากเสียงเพลงกระชากวิญญาณของพวกนางได้

ปัจจุบัน ‘ไซเรน’ เป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกรถ ‘ไซเรน’ หรือหวอรถพยาบาล รถตำรวจ รถดับเพลิง และยังหมายถึงหญิงที่มีเสน่ห์ชวนหลงใหล(จนอยากตกเป็นทาส-ขนาดนั้น?-เออดิ) หรือนักร้องหญิงที่มีเสียงไพเราะมากๆ นอกจากนี้ยังเป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง มีเสน่ห์ดึงดูดใจ ทำให้หลงใหล แต่ความหมายอีกด้านที่ออกจะดาร์คๆ หน่อยก็คือคำว่า ล่อลวง ยั่วยวน ทำให้หลง(ทำไม) อะไรทำนองนั้น