Oriental World

ชีวิตที่มีแต่ปริศนา จากเจ้าหญิงแมนจูสู่สายลับญี่ปุ่น

จงหัวอี้ซื่อ
จีนมีเกร็ด


ที่มาของภาพ

เวลาเจ็ดโมงเช้า วันที่ 25 มีนาคม ค.ศ. 1948 ณ ลานประหารที่เรือนจำกรุงเป่ยผิง (ชื่อของนครหลวงปักกิ่งในเวลานั้น) สตรีนางหนึ่งถูกกระสุนสาดใส่ร่างจนสิ้นชีวิต ความผิดของนางคือ ร่วมมือกับญี่ปุ่นทรยศต่อแผ่นดินเกิด แม้เธอจะสู้คดีมาตลอดว่า เธอไม่ใช่ชาวจีน เธอเป็นชนชาติญี่ปุ่น จึงไม่สมควรถูกตัดสินประหารว่าทรยศชาติ ทว่า เพราะพ่อเลี้ยงของเธอที่ญี่ปุ่นไม่ช่วยยืนยันสัญชาติ เธอจึงเป็นได้เพียงหญิงจีนขายชาตินาม จินปี้ฮุย (金壁辉)

แต่ชีวิตของเธอเป็นมากกว่านั้น เธอเป็นเจ้าหญิงแมนจูในราชสกุลอ้ายซินเจว๋หลัว แห่งราชวงศ์ชิง เธอเป็นลูกเลี้ยงของคนญี่ปุ่น เธอเป็นสายลับให้กองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่นในสงครามกับจีน เธอเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการสถาปนารัฐแมนจูกัว ที่มีจักรพรรดิปูยีเป็นหุ่นเชิด เธอเป็นมาตาฮารีแห่งบูรพทิศ เธอเป็นโจนออฟอาร์กของญี่ปุ่น เธอเป็นหญิงผู้แต่งกายเป็นชาย เธอเป็นคนขายชาติในสายตาชาวจีน เธอเป็นวีรสตรีในสายตาชาวญี่ปุ่น (บางส่วน) เธอเป็นผู้มีความฝัน “ฟื้นฟูชิง สร้างแมนจูกัว ร่วมวงศ์ไพบูลย์” หรือเธอเป็นเพียงหญิงที่มีโชคชะตาอันอาภัพ และความฝันอันแตกสลาย..........

เธอถือกำเนิดในชื่อ อ้ายซินเจว๋หลัว เสี่ยนอี๋ (爱新觉罗.显玙) ในวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ.1906 ในวังขององค์ชายสู่ชิงหวัง เจ้ากองธงเหลืองแห่งราชสำนักแมนจู

สู่ชิงหวังในเวลานั้นเป็นองค์ชายที่มีทั้งอำนาจราชศักดิ์และเงินตรา เขามีชายาใหญ่ 1 ชายารอง 4 ลูก 38 คน เป็นชาย 21 คน หญิง 17 คน อ้ายซินเจว๋หลัว เสี่ยนอี๋ เป็นลูกสาวคนที่ 14 ของตระกูล หลังเธอเกิดได้เพียง 5 ปี ราชวงศ์ชิงก็ถึงแก่กาลอวสาน ปูยีสละราชสมบัติ องค์ชายสู่ชิงหวังผู้ไม่ยอมก้มหัวสาธารณรัฐจีนของชาวฮั่น หันไปไปอยู่ใต้ปีกญี่ปุ่นที่เมืองหลี่ว์ซุ่น หรือพอร์ต อาร์เธอร์ (อยู่ในมณฑลเหลียวหนิงในปัจจุบัน) ที่นี่ องค์ชายสู่ได้คบหาเป็นเพื่อนรู้ใจกับคาวาชิมะ นานิวะ (Kawashima Naniwa) ทั้งสองมีความฝันที่คล้ายกัน องค์ชายสู่ฝันอยากกอบกู้ราชวงศ์ชิง นานิวะนั้นอยากเห็นญี่ปุ่นเป็นผู้นำสร้างวงศ์ไพบูลย์ของเอเชียเพื่อทัดเทียมกับตะวันตก ความฝันของผู้ชายทั้งสอง กลายเป็นสิ่งที่ส่งอิทธิพลต่อมาให้กับอ้ายซินเจี๋ยหลัว เสี้ยนอี๋

ปี 1914 ตอนที่เธออายุเพียงแปดขวบ องค์ชาย์สู่ก็มอบเธอให้เป็นลูกเลี้ยงของคาวาชิมะ นานิวะ เธอถูกส่งตัวไปอยู่ญี่ปุ่นและถูกเลี้ยงดูให้เติบโตมาแบบสาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง เธอได้ชื่อใหม่ในภาษาญี่ปุ่นว่า คาวาชิมะ โยชิโกะ (Kawashima Yoshiko) ในวัยสาวสะพรั่ง ชีวิตเธอก็พลิกผัน โยชิโกะถูกพ่อเลี้ยงที่เคารพย่ำยี…คาวาชิมะ นานิวะ ข่มขืนเธอ!!!


คาวาชิมะ นานิวะ กับ คาวาชิมะ โยชิโกะ ที่สถานีรถไฟโอซากา ภาพนี้ถ่ายในเดือนธันวาคม 1925 หลังเธอกร้อนผมไม่นาน ที่มาของภาพ

คืนต่อมา เธอตัดสินใจกร้อนผม เปลื้องกิมิโน แล้วแต่งตัวเป็นชายนับแต่นั้น โยชิโกะเขียนในสมุดบันทึกของเธอว่า “ไทโชปีที่ 13 (ค.ศ.1922) วันที่ 6 ตุลาคม สามทุ่มสี่สิบห้านาที ---กำจัดส่วนที่เป็นหญิงออกจากร่าง” เธออยู่กับความลับอันขมขื่นต่อไป ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่า อะไรเป็นปมให้เธอ เปลี่ยนจากหญิงกลายเป็นชาย บางทีเธออาจจะรู้สึกว่าความเป็นหญิง ทำให้เธอต้องกลายเป็นเบี้ยล่างความเป็นชาย มีชีวิตที่มิอาจกำหนดได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่นั้น เธอจึงปรากฏกายในลักษณะผมสั้น และแต่งกายแบบผู้ชายตลอดเวลา ว่ากันว่า แม้แต่นานิวะก็เปลี่ยนมาเรียกชื่อเธอแบบผู้ชายว่า โยชิโอะ (Yoshio) ส่วนตัวเธอเองก็มักใช้สรรพนามแทนตัวเองว่า Boku หรือ กระผม เมื่ออายุได้ 22 ปี โยชิโกะถูกจับให้แต่งงานด้วยเหตุผลทางการเมืองกับลูกชายนายพลมองโกเลีย แต่ชีวิตสมรสก็แสนสั้นเพียง 2 ปี ก็แยกทางกัน


โยชิโกะในวันแต่งงาน ที่มาของภาพ

คาวาชิมะ โยชิโกะเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเส้นทางที่เธอเลือกเอง เธอมุ่งหน้าสู่นครเซี่ยงไฮ้ เมืองที่ไม่เคยหลับไหลในยุคนั้น คาวาชิมะ โยชิโกะ สตรีในเครื่องแต่งกายแบบผู้ชายกลายเป็นจุดสนใจในวงสังคมเซี่ยงไฮ้ ที่นี่เธอได้พบรักกับ ทานากะ ริวคิชิ (Tanaka Ryukishi) ซึ่งหลังฉากคือสายลับของญี่ปุ่น และที่สุดด้วยคุณสมบัติที่เป็นถึงเจ้าหญิงของราชวงศ์ชิง รู้ทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาอังกฤษ ทำให้เธอถูกฝึกให้เป็นสายลับด้วย โยชิโกะทำงานให้กับญี่ปุ่น แต่ลึกๆ แล้วเธอหวังจะโค่นล้มสาธารณรัฐจีน และฟื้นฟูราชวงศ์ของบรรพบุรุษ และเธอคิดว่า ญี่ปุ่นมีเจตนาเดียวกัน เธอเข้าร่วมทั้งการศึก และการสืบราชการลับ ผู้คนมักพบเห็นเธอในเครื่องแบบทหารบนหลังม้า คาวาชิมะ โยชิโกะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยญี่ปุ่นสร้างรัฐแมนจูกัวขึ้น และในฐานะพระญาติเธอก็มีส่วนในการหว่านล้อมให้ ปูยี จักรพรรดิองค์สุดท้าย ไปเป็นจักรพรรดิคังเต๋อแห่งแมนจูกัว เธอกลายเป็นคนดังในแมนจูกัว และในการเมืองจีน-ญี่ปุ่น เธอเริ่มเป็นที่รู้จักของต่างชาติ โยชิโกะพยายามเข้าไปมีบทบาทในรัฐบาลแมนจูกัว เธอเพียรขอต่อญี่ปุ่นที่จะสร้างกองกำลังแมนจูกัวโดยให้เธอเป็นผู้บังคับบัญชา แต่สำหรับญี่ปุ่น เธอหมดประโยชน์แล้ว โยชิโกะไม่พอใจอย่างมากกับท่าทีของญี่ปุ่นที่มองแมนจูกัวเป็นแค่รัฐบาลหุ่นเชิด เธอเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กองทัพญี่ปุ่น และนั่นยิ่งทำให้เธอถูกลดบทบาทลงเรื่อยๆ


โยชิโกะกับพ่อเลี้ยงนานิวะ ที่มาของภาพ

คาวาชิมะ โยชิโกะไม่เคยยอมแพ้ เธอตัดสินใจหลบไปอยู่ที่เป่ยผิงหรือปักกิ่ง ในปี 1945 เพื่อรอคอยโอกาส แต่แล้วไม่ทันถึง 2 เดือน ญี่ปุ่นก็ประกาศยอมแพ้ แมนจูกัวล่มสลาย 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1945 คาวาชิมะ โยชิโกะ ในชื่อ จินปี้ฮุย ถูกรัฐบาลกว๋อหมินตั่งจับกุมในฐานะให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่น แล้วถูกนำตัวขึ้นศาลพิจารณาคดี เธอพยายามต่อสู้ในชั้นศาลว่า เธอไม่ใช่ชาวจีน แต่เป็นชาวญี่ปุ่นเต็มตัว เธอทำจดหมายไปที่ญี่ปุ่นให้ทางคาวาชิมะ นานิวะ พ่อเลี้ยงช่วยยืนยันในเรื่องนี้ แต่กลับไม่มีจดหมายตอบกลับมา ในที่สุด โยชิโกะก็ต้องเดินเข้าสู่ลานประหาร แล้วจบชีวิตลง มีการนำศพออกมาให้ชาวเมืองดูจุดจบของหญิงผู้ได้ชื่อว่าทรยศขายชาติ


โยชิโกะขณะพยายามต่อสู้ในชั้นศาล, ตุลาคม 1947 ที่มาของภาพ

ชะตาชีวิตเธอควรจะจบลงตรงนี้ แต่เธอก็ยังทิ้งปริศนาสุดท้ายไว้ให้กับผู้คน เมื่อมีข่าวลือว่า หญิงที่ถูกประหาร ศพที่นำออกมาประจาน ไม่ใช่คาวาชิมะ โยชิโกะ!!! มีการติดสินบนให้เธอหลบหนี และมีข่าวว่า เธอหนีไปอยู่ที่เมืองฉางชุน (เมืองหลวงเก่าของแมนจูกัว) เธอยังคงใช้ชีวิตอยู่ต่อมาอย่างเรียบง่ายภายใต้ชื่อว่า ป้าฟาง (方姥) จนเพิ่งเสียชีวิตไปในปี 1978

ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร แต่ที่แน่นอน ชื่อของเธอ คาวาชิมะ โยชิโกะ ก็ถูกจดจำในประวัติศาสตร์แล้ว