Armies Weapons and Warfare

ทำไมต้องทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ใส่ฮิโรชิม่าและนางาซากิ?

จุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือเมื่อญี่ปุ่นถูกทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ใส่ 2 ลูก ที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ แน่นอนว่าคงเป็นใช่การทิ้งมั่วๆ เพราะในแผนการรบย่อมต้องการทำลายเมืองที่มีความสำคัญอย่างมากของประเทศเป้าหมาย

 
แต่ก็นั่นแหละ ทำไมไม่ใช่โตเกียวซึ่งเป็นเมืองหลวง หรือโอซาก้าที่เป็นเมืองขนาดใหญ่

ทำไม...ทำไม...เรื่องนี้ย่อมมีคนสงสัยอยู่ไม่น้อยแน่นอน

เรื่องนี้มีที่มาครับ
 
ช่วงเข้าร่วมสงครามใหม่ๆ ญี่ปุ่นแสดงแสนยานุภาพทางการทหารให้โลกตะลึงอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการบุกไปถล่มอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ที่เกาะฮาวายของอเมริกา โดยที่อเมริกาทำอะไรไม่ได้เลย รวมถึงการบุกตะลุยยึดครองเกือบทุกประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี และไทย
 
ไปถึงที่ไหน ประเทศนั้นเป็นต้องสยบราบคาบ
 
แต่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแอลง เพราะไปปลุกเสืออเมริกาให้เข้ามาร่วมสงครามอย่างเต็มรูปแบบ เกาะญี่ปุ่นถูกปิดล้อมทุกเส้นทาง ไม่สามารถลำเลียงนํ้ามันมาจากอินโดนีเซียมาใช้ในประเทศ ทำให้เชื่อเพลิงขาดแคลน เสบียงก็ถูกตัดขาด ทั้งการส่งไปสนับสนุนกำลังทหารของตัวเองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการใช้ภายในประเทศเอง
 
นอกจากปิดล้อมแล้ว อเมริกายังส่งเครื่องบินมาบอมบ์ญี่ปุ่นทุกคืน โตเกียว โอซาก้า นาโกย่า โดนถล่มป่นปี้แทบจะเป็นเมืองร้าง ทั้งทหารและพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก
 
แต่ก็ยังมีอยู่อีกเมืองหนึ่งที่ไม่ถูกผลกระทบเลย ทั้งที่เป็นเมืองอุตสาหกรรมทางการทหาร มีโรงงานมากมาย ที่เด็กญี่ปุ่นจำนวนมากถูกเกณฑ์มาสร้างอาวุธที่นี่ นั่นก็คือเมือง “ฮิโรชิมา” นั่นเอง


 
โดยงานข่าวกรองระบุว่า ที่ฮิโรชิมามีการซุ่มทดลองอาวุธนิวเคลียร์อยู่เช่นเดียวกับอเมริกาและรัสเซีย จึงถูกปักหมุดให้เป็นหมายทำลายล้าง แต่จะทำเหมือนเมืองอื่นไม่ได้ เพราะที่นี่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์การทหารระดับสูง อีกทั้งอเมริกาต้องการประกาศให้โลกรู้ว่าตนเองได้ทดลองอาวุธนิวเคลียร์สำเร็จเป็นรายแรก ซึ่งจริงๆ ก็เพียง 3 สัปดาห์ก่อนเอาไปหย่อนในเหนือเมืองฮิโรชิมาเท่านั้นเอง โดยไม่ได้คาดหมายความมันจะมีอำนาจทำลายล้างระดับมหันตภัยขนาดนี้ เพราะระเบิดลูกแรกนี้เป็นเพียงการทดลองเท่านั้น
 
ระเบิดลูกแรกที่เครื่องบินทิ้งระเบิด “เอโนลา เกย์” นำไปทิ้งนี้มีชื่อว่า “Little Boy” มีน้ำหนัก 4,400 กิโลกรัม ยาว 3 เมตร กว้าง 0.71 เมตร บรรจุยูเรเนียม-235 จำนวน 64 กิโลกรัม และไดนาไมค์ 15 กิโลตัน
 
วันที่ 6 เดือนสิงหาคม ค.ศ. 1945 เวลา 8:15 น. ระเบิดนิวเคลียร์ Little Boy ถูกนำไปทิ้งที่เมืองฮิโรชิมา หลังญี่ปุ่นเพิกเฉยต่อข้อเรียกร้องของฝ่ายสัมพันธมิตรให้ยอมแพ้สงคราม
 
การระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิต 140,000 คน และในระยะต่อมาก็ยังมีผู้เสียชีวิตจากการบาดเจ็บหรือจากการรับกัมมันตรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากการระเบิดอีกนับหมื่นคน และผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นพลเรือน
 
ประธานาธิบดีทรูแมน แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ยืนคำขาดให้ญี่ปุ่นยอมจำนนอีกครั้ง แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็ยังเมินเฉย ในที่สุดทรูแมนจึงได้สั่งให้ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลูกที่ 2 ที่ชื่อว่า "Fat Man" ที่มีน้ำหนักถึง 4,670 กิโลกรัม ลงเหนือเมืองนางาซากิ ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญอีกแห่งหนึ่งในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945


 
สิ้นแสงวาบและพลังอัดระเบิดเกินที่มนุษย์จะจินตนาการวูบนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตทันที 70,000 คน บาดเจ็บอีกราว 80,000 ซึ่งส่วนใหญ่เสียชีวิตในเวลาต่อมา นอกจากนี้ผลของกัมมันตภาพรังสียังทำให้ผู้คนกลายเป็นมะเร็งในภายหลังอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ไม่สามารถประเมินแน่นอนได้ว่ามีจำนวนเท่าใด และยังไม่รวมถึงความผิดปกติทางพันธุกรรมจากกัมมันตภาพรังสีที่ตกค้างอีกด้วย
 
คราวนี้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามทันที เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์ของตัวเอง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ.1945
 
การทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา 2 ลูกในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสยบญี่ปุ่นเพียงเท่านั้น หากแต่ยังทำให้รัสเซียและอังกฤษซึ่งกำลังทดลองระเบิดแบบเดียวกันนี้ชะงักโครงการ
 
หลังจากเหตุการณ์ช็อคโลกนี้ ธีโอดอร์ ดัตช์ แวน เคิร์ก นักบินคนหนึ่งของ “เอโนลา เกย์” ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่า “แม้ระเบิดปรมาณูจะทำให้ผู้คนในฮิโรชิมาและนางาซากิล้มตายเป็นเบือ แต่แท้ที่จริงมันช่วยรักษาชีวิตชาวญี่ปุ่นจำนวนมากไว้ เพราะไม่เช่นนั้นญี่ปุ่นอาจถูกทำลายย่อยยับยิ่งกว่านี้”
 
ฟังแล้วดูเหมือนมีความปรานีมาก แต่นั่นก็หลังจากที่เขาสังหารมนุษย์ไปในทีเดียวพร้อมๆ กันหลายแสนคน ซึ่งอาจจะมากกว่านาซีทำกับชาวยิว หรือมากกว่าญี่ปุ่นทำไว้กับหนานจิงเสียอีก

ขึ้นชื่อว่า “สงคราม” มันก็ย่อมเต็มไปด้วยความโหดร้ายและการสังหารชีวิตของกันและกัน ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่มุมไหน ถือคัมภีร์แห่งชัยชนะเล่มใด ก็ล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในผู้ก่ออาชญากรรมด้วยกันทั้งสิ้น