Crazy World

ประวัติศาสตร์หลากเฉดของสีดำ

Quick Facts

 จะมีสีไหนที่ดูมืดหม่น ลึกลับ น่ากลัว คลาสสิค ทว่ายังแฝงไปด้วยความเย้ายวนชวนค้นหามากไปกว่า 'สีดำ' (Black Color) อีกเล่า ตั้งแต่ความอุดมสมบูรณ์ไปจนถึงความตาย และแฟชั่นอันล้ำยุค แนวคิดเกี่ยวกับสีดำถูกพัฒนาขึ้นในหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก สีอันแฝงเสน่ห์ลึกลับดำมืดนี้กลับปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างในตัวมนุษย์ ดังปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์หลายครั้ง
นักประวัติศาสตร์สีชื่อ ‘เอลเลน คอนรอย’ (Ellen Conroy) มองว่าสีดำเป็นสีที่ลึกลับหรือเป็นปริศนา เปรียบได้กับท้องฟ้ากลางคืนที่มีสีดำและมืดมิด ไร้แสง นอกจากนี้ เอลเลนยังเปรียบสภาวะที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นในความมืดได้  เหมือนกับที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจพระเป็นเจ้าได้ เพราะปรีชาญาณของพระเป็นเจ้าลึกล้ำเกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะเข้าใจ

ในวงการจิตวิทยาสี สีดำสามารถสื่อถึงพลังที่แฝงไปด้วยอำนาจ ความครอบงำ สภาวะอันมืดหม่น สิ่งที่เกินจะหยั่งรู้หรือเข้าใจ และจุดอวสาน อีกด้านหนึ่ง สีดำยังสื่อถึงประสบการณ์อันช่ำชอง ความสง่างาม พิธีการ และความน่าค้นหา

ย้อนกลับไปสมัยอียิปต์โบราณ สีดำนั้นมีความหมายในทางบวก ตะกอนดินสีเข้มจากแม่น้ำไนล์นั้นเป็นธารอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนลุ่มน้ำไนล์ ด้วยเหตุนี้สีดำจึงชวนให้พวกเขานึกถึงดินอันสมบูรณ์ สีดำจึงสื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ในสายตาของชาวอียิปต์ นอกจากนี้มันยังเป็นสีประจำตัวของเทพเจ้าโอซิริส ผู้เป็นเทพแห่งโลกหลังความตายและดวงวิญญาณ รูปปั้นของชาวอียิปต์เองก็มักแสดงตัวบุคคลออกมาเป็นสีดำ แม้แต่ชื่อ ‘เคเมต’ (Kemet) ที่ชาวอียิปต์ใช้เรียกอาณาจักรของตนเองก็มีความหมายว่า ‘ดินแดนสีดำ’ ด้วยซ้ำ

มนุษย์ต่างไม่เคยได้สัมผัสรับรู้อย่างแท้จริงว่าหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร ภาพอันคลุมเครือหลังชีวิตบนโลกจึงเป็นเหมือนปริศนาที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้และมืดมิด ด้วยเหตุนี้จิตใต้สำนึกของมนุษย์จึงโยงสีดำเข้ากับความตายไปโดยปริยาย 

ผู้คนสมัยโรมันโบราณมองว่าสีดำเป็นสีแห่งความตายและลางร้าย เช่นเดียวกับวัฒนธรรมอื่นๆ ชาวโรมันที่เชื่อเรื่องโชคลางเข้าขั้นหนักจะมีความสามารถในการตีความเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวันแล้วประมวลผลโชคชะตาของตนได้ตลอดเวลา 

พงศาวดารเล่มหนึ่งได้เล่าเรื่องของจักรพรรดิ ‘เซปติเมียส เซเวรัส’ (Septimius Severus) ว่าเป็นผู้เชื่อเรื่องโชคลางอย่างมาก คราวหนึ่งในปี 209 เซเวรัสเสด็จไปทำสงครามบนเกาะอังกฤษ ที่นั่นเองมีทหารผิวดำคนหนึ่งได้ยินกิตติศัพท์ความเชื่อโชคลางของจักรพรรดิ จึงแกล้งไปเข้าเฝ้าพร้อมถวายพวงมาลัยให้เซเวรัสพร้อมกล่าวว่าพระองค์กำลังจะกลายเป็น ‘เทพ’ ในไม่ช้า เมื่อจักรพรรดิได้ยินทหารคนนี้ก็เกิดคิดว่าความตายกำลังเข้ามาและไม่ขำด้วย จึงไล่ทหารขี้เล่นคนนี้ไปให้พ้นหน้า แต่แล้วเซเวรัสก็สวรรคตลงในเกาะอังกฤษอีก 2 ปีต่อมาจริงๆ ถึงอย่างนั้นบันทึกนี้ก็แสดงให้เห็นชาวโรมันก็ไม่ได้มีมุมมองต่อคนผิวดำเช่นคนยุคสมัยใหม่ พวกเขาเพียงรับรู้ว่าแต่ละคนมีสีผิวต่างออกไป แต่ไม่ได้มีแนวคิดเรื่องเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ 

ผู้คนในยุคกลางก็มีมุมมองต่อสีดำไม่ค่อยต่างจากชาวโรมันเท่าไหร่นัก และมันยังมีความหมายถึงความมืดมน การไว้ทุกข์ ความหดหู่ และความชั่วร้ายเช่นกัน เราจะสังเกตได้ว่าภาพของปีศาจในงานศิลป์ยุคกลางมักปรากฏตัวมีรูปกายสีดำทะมึนพร้อมเขาแหลมและปีกค้างคาวดูน่ากลัวเป็นครั้งแรก แม้แต่คำว่า ‘ater’ ซึ่งเป็นคำคุณศัพท์หมายถึงสีดำ ก็กลายมาเป็นรากศัพท์ของคำว่า ‘atrocious’ ที่แปลว่า ‘เลวร้าย’ หรือคำว่า ‘atrocity’ ที่แปลว่า ‘ความเลวร้าย’ หรือ ‘ความโหดร้ายป่าเถื่อน’ 

แต่สำหรับนักพรตบางกลุ่มในยุโรปยุคกลาง สีดำกลับกลายมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความถ่อมตัวและการใช้โทษบาป กลุ่มนักพรตคณะเบเนดิกติน (Benedictines) จะสวมเสื้อคลุมยาวสีดำเป็นเอกลักษณ์ประจำกลุ่มจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่น่าเชื่อว่าเรื่องสีเสื้อก็เคยกลายมาเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม เมื่อนักพรตกลุ่มนี้เองยังเคยต้องปะทะคารมกับนักพรตอีกกลุ่มที่สวมชุดสีขาว นักบวชอีกกลุ่มได้กล่าวว่าสีดำนั้นสื่อถึงบาป ความชั่วร้าย และความตาย ในขณะที่พวกเบเนดิกตินเองก็โจมตีชุดสีขาวของอีกฝ่ายว่าสื่อถึงความโอหังเช่นกัน 

ในวัฒนธรรมตะวันออกอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี สีดำกลับมีความหมายที่แตกต่างออกไปในบางบริบท แต่เดิมชาวญี่ปุ่นและเกาหลีมองว่า สีดำเป็นสัญลักษณ์ของความมีประสบการณ์อันโชกโชน ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ในขณะที่สีขาวหมายถึงความไร้เดียงสาและอ่อนประสบการณ์ นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมกีฬาอย่างยูโดและเทควันโดถึงถือว่าผู้ใส่สายคาดดำเป็นผู้มีประสบการณ์และความสามารถสูงสุดในสายวิชา 

แต่ไม่ว่าสีดำจะสื่อความหมายทางลบในหลากหลายวัฒนธรรมแค่ไหน สีดำสนิทกลับเฉิดฉายในฐานะสีคลาสสิคประจำแวดวงแฟชั่นไปโดยปริยายด้วยความเรียบง่ายและยืดหยุ่นของมัน

จุดเริ่มต้นของแฟชั่นสีดำนั้นเริ่มมาจากยุโรปศตวรรษที่ 14 เมื่อสีย้อมดำขลับที่สวยงามเริ่มแพร่หลายไปทั่วตลาดในยุโรป ต่างจากสีดำแบบเดิมที่ดูมีรอยด่างไม่สม่ำเสมอ ภายในช่วงเดียวกันยังมีกฎหมายที่กำหนดให้เสื้อผ้าบางสีจำกัดเฉพาะชนชั้นขุนนางเท่านั้น เหล่าชนชั้นกลางและข้าราชการที่ไม่ได้มาจากครอบครัวขุนนางจึงหันไปสวมใส่เสื้อผ้าราคาแพงย้อมดำกันอย่างแพร่หลาย หากจะกล่าวว่าสีดำถือเป็นแฟชั่นป๊อบประจำยุคก็คงไม่ผิดนัก 

ต่อมาแฟชั่นสีดำเองก็เริ่มแพร่ขยายไปในกลุ่มขุนนางชนชั้นสูง รวมไปถึงกษัตริย์ทั่วยุโรป หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือราชวงศ์ฮัปส์บวร์ก (Hapsburg) แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์และสเปน ที่มักปรากฏตัวในชุดแต่งกายสีดำงดงามในภาพวาดเหมือนร่วมสมัย สีดำจึงกลายเป็นแฟชั่นที่ทุกคนนั้นขาดไม่ได้มาจนถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคต 

ในขณะเดียวกัน สีดำกลับมีความหมายแฝงที่แสดงถึงอำนาจและพลังเช่นกัน ระหว่างศตวรรษที่ 20 จะเห็นได้ว่าสีดำถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางการเมืองอย่างเลี่ยงไม่ได้จากทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย 

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กลุ่มฟาสซิสต์ (Fascists) ในอิตาลียังใช้ธงสีดำพร้อมมัดหวาย (fasces) ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างนาซีเยอรมนีเองก็นำสีดำมาใช้ทางการเมืองหลายครั้ง แม้แต่เครื่องแบบและตราประจำหน่วยเอสเอส (SS) ของฮิตเลอร์เองก็ยังใช้สีดำเป็นหลัก เพื่อสื่อถึงพลังอำนาจและการมองย้อนไปยังอดีต 

ในขณะที่ฝ่ายซ้ายอย่างกลุ่มอนาธิปไตย (Anarchists) เองก็ใช้สีดำเป็นสีประจำกลุ่มเช่นกัน แต่ธงสีดำของกลุ่มอนาธิปไตยนั้นสื่อถึงการต่อต้านและไม่ยอมแพ้ต่ออำนาจ รวมไปถึงเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์เพื่อต่อต้านธงของรัฐชาติที่มีมีสีสันหลากหลาย แม้สีดำของแนวคิดอนาธิปไตยจะไม่ได้สื่อถึงอำนาจแบบเดียวกับฟาสซิสต์ตาม แต่อาจตีความได้ว่าสีดำของกลุ่มอนาธิปไตยนั้นสื่อถึงอำนาจของมวลชนท่ามกลางช่องว่างอำนาจรัฐเช่นกัน 

ระหว่างการประท้วงเรียกร้องสิทธิ์ของคนผิวดำในสหรัฐอเมริกาช่วงยุค 1960-1970 สีดำได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเช่นกัน เกิดสโลแกน ‘Black Is Beautiful’ หรือ ‘สีดำนั้นสวยงาม’ เพื่อตอบโต้คติความงามของคนผิวขาวที่มักนำคนผิวดำมาเปรียบเทียบว่ามีรูปร่างที่ไม่สวยงาม กระบวนการเคลื่อนไหวนี้เป็นการเสริมพลังให้ขบวนการเคลื่อนไหวและมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดใหม่ทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญของคนผิวดำ ไม่ว่าจะดนตรี สินค้า แฟชั่น งานเขียน และศิลปะจากชุมชนคนผิวดำ 

ประวัติศาสตร์ของสีดำมีความน่าสนใจที่ว่า แต่ละวัฒนธรรมทั่วโลกต่างมีมุมมองต่อสีนี้อย่างต่างกันได้อย่างสุดขั้วและยังเหมือนกันอย่างน่าทึ่งในเวลาเดียวกัน ดังนั้นเราจึงไม่ควรป้ายความผิดให้สีดำหรือสีใดสีหนึ่ง เพราะมนุษย์แต่ละคนมีความประทับใจต่อแต่ละสีต่างกัน สีที่เปรียบเหมือนความตายของผู้หนึ่ง อาจเป็นสีที่ให้ชีวิตชีวาแก่อีกคนหนึ่งได้เช่นกัน.

ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง

https://www.sensationalcolor.com/meaning-of-black/
https://colorpsychologymeaning.com/color-black/
https://www.ancient.eu/article/999/color-in-ancient-egypt/
https://owlcation.com/humanities/Black-color-some-history-and-trends
http://www.webexhibits.org/pigments/intro/blacks.html
https://artsandculture.google.com/story/the-secret-history-of-the-color-black/fwISZyrkPUt0IA
https://www.nytimes.com/2019/07/03/arts/design/kwame-brathwaite-black-is-beautiful-photography.html
https://time.com/4512430/colorism-in-america/
https://www.livescience.com/33523-color-symbolism-meanings.html?fbclid=IwAR0ffFEuUdsSjQM5cSfTKpTjyW1DAALz1T2_SdceJUritUasLjhAq8u_ILE