Art World

ศิลปะกับวิถีชีวิตประจำวัน สิ่งที่ขาดไม่ได้กับอำนาจการต่อรองทางอารมณ์การรับรู้

สุนทรียศาสตร์วิถีชีวิตประจำวัน
(กิน-ขี้-ปี้-นอน)


ชื่อภาพ The Creation of Adam
ผลงานของ Michelangelo
ที่มาของภาพ

เมื่อกล่าวถึงผลงานศิลปะ ผู้คนโดยทั่วไปมักจะมองว่าเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการรับรู้สัมผัสที่สามัญชนไม่อาจเอื้อมถึง และแตะต้องได้ ดูเหมือนว่ามันเป็นอีกโลกหนึ่งที่ศิลปินผู้วิเศษได้ประดิษฐ์สถาปนาขึ้นมาเพื่อเสพชมเฉพาะกลุ่มชนคนพิเศษเท่านั้น
 
ซึ่งเป็นเหตุผลนี้ก็อาจไม่ผิดนัก
 
เพราะก่อนที่จะถูกเรียกว่า “ศิลปะ” (Art) มันถูกให้สถิตย์อยู่บนหิ้งของความวิจิตรพิสดาร ที่คนทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสบการณ์ทางอารมณ์ของตนเอง แต่จะรับรู้ได้ในฐานะที่เป็นวัตถุอันศักดิ์สิทธิ์ สูงส่งที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะมากกว่าที่จะตอบสนองอารมณ์ความรู้สึกทางความงาม
 
ที่สำคัญการกำเนิดของวัตถุที่เรียกว่า “ศิลปะ” นั้น เป็นเสมือนดั่ง “ภาพลักษณ์ตัวแทน” ของคนที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของสิ่งที่มีอำนาจเหนือกว่าตนมาเป็นตัวแทนทางชีวิตหรือจิตวิญญาณให้มีความมั่นคงต่อการดำรงชีวิตของตนและกลุ่มชุมชนต่างๆ
 
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ศิลปะได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือการต่อรองทางอำนาจในการปกครอง ทั้งศาสนา การเมือง มาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ ผ่านการแกะสลัก วาดลวดลาย ประติมากรรม จิตรกรรม สิ่งก่อสร้าง อาคาร สถานที่ ล้วนแต่เป็นตัวบ่งชี้ถึงสถานะของความเป็นเจ้าของความมีอำนาจ ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ ชัยชนะ เช่น พีระมิด อนุสาวรีย์ของวีรบุรุษ

ชื่อภาพ The School of Athens
ผลงานของ Raphael
ที่มาของภาพ

ในสมัยกลาง (Middle ages) ของยุโรปที่ศาสนาจักรมีความรุ่งเรือง มีอำนาจทางการปกครองเกือบทุกเขตแคว้น จนกลายเป็นปริมณฑลที่เต็มไปด้วยอำนาจที่ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมืออันศักดิ์สิทธิ์ และแบบอย่างทางศิลปะ สถาปัตยกรรม ก็ถูกผ่องถ่ายไปยังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น โบสถ์ วิหาร รวมทั้งภาพตัวแทนของพระเจ้าที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ด้วย
 
ศิลปินก็อยู่ภายใต้การดูแลอุปถัมภ์ของศาสนาจักรอย่างอิ่มหมีพีมัน พร้อมๆ กับการสร้างมนต์มายาทางวัตถุศักดิ์สิทธิ์แห่งศาสนาออกมาเพื่อปลุกเสกความเชื่อ ความศรัทธาต่อศาสดาของตน
 
ดังนั้นตำนาน เรื่องเล่า รวมทั้งผลงานภาพตัวแทนต่างๆ จึงถูกผลิตสถาปนาขึ้นมาเพื่อควบคุมอารมณ์ความรู้สึกแห่งปัจเจกของผู้คนทุกระดับเอาไว้


ชื่อภาพ The Last Supper
ผลงานของ Leonardo da Vinci
ที่มาของภาพ

แม้ถึงคราศาสนาจักรเสื่อมถอยลง จนก้าวเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ (Renaissance) ก็ใช่ว่า “ศิลปะ” จะสามารถจะหลุดพ้นจากพันธนาการทางเครื่องมือของผู้มีอำนาจ เช่น ผู้ครองนครรัฐ ดังปรากฏให้เห็น ศิลปินอย่าง Michelangelo, Leonardo da Vinci และ Raphael ก็อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ของกลุ่มตระกูล Medici ผู้ยิ่งใหญ่แห่งนครฟลอเรนส์ ซึ่งกลุ่มตระกูลนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างอาณาจักรกับศาสนาได้อย่างกลมกลืนและกลมเกลียว และศิลปะก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้ผู้คนหลงใหลจนลืมทุกข์โศกโรคภัย ก็ด้วยผลงานของสามศิลปินที่กล่าวมานั่นเอง

ตระกูลเมดีซี
ที่มาของภาพ
 
ศิลปะได้กลายเป็น soft power อันสำคัญที่ชนชั้นนำมาเป็นเครื่องมือในการกล่อมเกลาเป่ากระหม่อมให้ผู้คนหลงใหลได้ปลื้มกับภาพหลอนทางจิตนาการอันเป็นเสมือนโลกในอุดมคติที่ที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝัน เพื่อหลีกหนี ความจริงอันเจ็บปวดและขมขื่น