World's Famous People

'กันนิบาล' รัฐบุรุษผิวดำแห่งแดนหมีขาว

Quick Facts

+ ในรัชสมัยของซาร์ปีเตอร์มหาราช (Peter the Great) ผู้ปฏิรูปโฉมรัสเซียให้กลายเป็นชาติที่ทันสมัย พระองค์ได้สรรหาชาวต่างชาติมากมายมาช่วยผลักดันสังคมรัสเซียให้ก้าวทันกับชาติตะวันตกอื่นๆ 
+ หนึ่งในบุคคลที่น่าสนใจที่สุดคนหนึ่งคือชายที่มาจากกาฬทวีป ผู้กลายเป็นเหมือนบุตรอีกคนของซาร์แห่งรัสเซีย และสร้างชื่อให้กับประเทศสุดขอบทวีปแห่งนี้ 
+ เขาคือ ‘อับราม เปโตรวิช กันนิบาล’ (Abram Petrovich Gannibal) ผู้ได้รับสมญานามจากนักเขียนและนักประพันธ์หลายคนว่า ‘ชาวมัวร์แห่งเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก’ (The Moor of St Petersburg)
มีบันทึกไว้ว่า แผ่นดินเกิดของกันนิบาลอยู่ในแถบแอฟริกาตะวันตก เขาเกิดที่เมืองลาโกเน-บีร์นี (Lagone-Birni) เมื่อปี 1696 ในประเทศแคเมอรูนปัจจุบัน เป็นบุตรคนหนึ่งของกษัตริย์หรือหัวหน้าเผ่าท้องถิ่น พออายุได้ 7 ขวบ เขาถูกลักพาตัวโดยอาณาจักรที่เป็นศัตรู แล้วนำไปขายเป็นทาส เด็กน้อยคนนี้ต้องเดินเท้าหลายพันกิโลเมตรข้ามทะเลไปทางเหนือพร้อมกับทาสอีกจำนวนมาก พ่อค้าทาสนำเขาไปขายให้ชาวอาหรับในแอฟริกาเหนือ เพราะทาสชาวแอฟริกันเป็นที่ต้องการของโลกมุสลิมอย่างมาก 

ไม่นานนัก เด็กชายก็ถูกนำตัวไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล หัวใจของจักรวรรดิออตโตมัน สุลต่านอาห์เหม็ดที่ 3 (Ahmed III) ถือว่าเจ้าชายจากแดนไกลเป็นเหมือนของขวัญล้ำค่าประจำราชสำนักตน เด็กชายจึงต้องทำงานเป็นคนรับใช้ในราชสำนักออตโตมันที่เต็มไปด้วยการชิงดีชิงเด่นระหว่างขุนนางและเชื้อพระวงศ์แทบไม่เว้นวัน
เพียงหนึ่งปีต่อมา ซาร์ปีเตอร์แห่งรัสเซียก็ส่งทูตผู้หนึ่งไปเยือนราชสำนักออตโตมันเพื่อขอซื้อทาสแอฟริกันที่เฉลียวฉลาดกลับไปยังราชสำนักในมอสโก จักรวรรดิออตโตมันในขณะนั้นเป็นตลาดค้าทาสที่ใกล้เคียงกับรัสเซียที่สุด แถมยังปกครองดินแดนในแอฟริกาเหนือด้วย จึงมีพ่อค้าทาสจากแอฟริกามาซื้อขายมากมาย ในขณะเดียวกัน การมีทาสผิวดำในราชสำนักกำลังเป็นเทรนด์ยอดนิยมของราชสำนักยุโรปยุคนั้นเพื่อแสดงความมั่งคั่ง ซาร์ปีเตอร์ที่ต้องการเป็นอย่างตะวันตกจึงเสาะหาชาวแอฟริกันมาไว้ในราชสำนักด้วยเหตุผลเดียวกัน

ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเด็กชายถูกขโมยมาหรือตกลงซื้อขายกันอย่างลับๆ กับขุนนางในราชสำนักออตโตมัน แต่การเดินทางนี้ใช้เวลาหลายเดือนทั้งนั่งเรือข้ามทะเลดำและต่อด้วยรถม้า นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่จากบ้านเกิดมาที่ได้เดินทางไกลโดยไร้โซ่ตรวนและบ่วงพันธนาการ เด็กชายผิวสีไปถึงวังเครมลินในวันคริสต์มาสปี 1704 ท่ามกลางหิมะขาวโพลนที่ปกคลุมไปทั่วเมือง ซาร์ปีเตอร์รีบมาพบกับเด็กชายชาวแอฟริกันอย่างตื่นเต้น และยิ่งแปลกใจที่พบว่าเขาพูดรัสเซียได้ ซึ่งเด็กชายน่าจะเรียนรู้มาระหว่างการเดินทาง ข้าราชสำนักจำนวนมากซึ่งไม่เคยเห็นชาวแอฟริกามาก่อนต่างให้ความสนใจกับเด็กชายไม่แพ้กัน ความประทับใจนี้ทำให้เด็กชายกลายมาเป็นคนรับใช้ส่วนตัวของซาร์

หลังจากเข้ามาทำหน้าที่รับใช้ซาร์ ทั้งสองยิ่งสนิทสนมกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นคนหัวไว สามารถจับหลักภาษาได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงพูดภาษารัสเซียจนคล่องแคล่วในเวลาไม่นาน ต่อมาจึงได้เข้ารีตเป็นคริสต์ออร์โธด็อกซ์ในปี 1705 โดยมีซาร์ปีเตอร์เป็นพ่อทูนหัวให้ เด็กชายได้รับชื่อใหม่ว่า ‘อับราม เปโตรวิช’ (Abram Petrovich) ส่วนคำว่าเปโตรวิชนี้แปลว่า ‘บุตรของปีเตอร์’ นั่นเอง และดูเหมือนว่าซาร์ปีเตอร์จะโปรดปรานลูกทูนหัวคนนี้มากกว่าพระโอรสแท้ๆ ผู้ไม่สนใจการออกทัพจับศึกเสียอีก 

ระหว่างนี้อับรามยังได้สนิทใกล้ชิดกับเจ้าหญิงอลิซาเบธด้วย เมื่อใดก็ตามที่ซาร์เดินทางไปสงคราม ไปตรวจดูงานตามเมือง หรือไปเยี่ยมเยียนชาติอื่นๆ พระองค์จะนำอับรามไปด้วยเสมอ เด็กหนุ่มที่เติบโตมากับวิถีชีวิตเช่นนี้จึงให้ความสนใจกับการทหารและวิศวกรรมอย่างยิ่ง 

ปี 1717 เมื่ออายุได้ 21 ปี อับรามก็ถูกส่งตัวไปศึกษาต่อในฝรั่งเศส ที่นี่เองเด็กหนุ่มได้ศึกษาศิลปะ การทหาร และวิศวกรรมจากสถาบันมีชื่อเสียงหลายแห่ง เขายังได้รู้จักกับบุคคลมีชื่อเสียงหลายคนในแวดวงวิชาการฝรั่งเศส รวมไปถึง ‘วอลแตร์’ (Voltaire) และ ’มงเตสกิเยอ’ (Montesquieu) นักคิดคนสำคัญของฝรั่งเศสในยุคนั้น ความปราดเปรื่องของอับรามยังทำให้โวลแตร์ถึงกับยกย่องเขาว่าเป็น ‘ดาวมืดแห่งนักคิดภูมิปัญญารัสเซีย’ (L’étoil nave des lumieres russes) ช่วงนั้นเขายังได้เรียนรู้เทคโนโลยีเกี่ยวกับจรวดที่ใช้ในสงครามและการจุดพลุเฉลิมฉลอง

ในปีต่อมาเกิดสงครามสงครามสี่สัมพันธมิตร (War of Quadruple Alliance) ระหว่างสเปนกับฝรั่งเศสและ 4 ชาติพันธมิตร อับรามหนุ่มก็สมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพฝรั่งเศสด้วยการส่งเสริมจากซาร์เพื่อเสริมทักษะด้านการทหารและวิศวกรรมให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้น การศึกษาและพื้นเพจากราชสำนักช่วยให้เขาได้รับตำแหน่งเป็นผู้กองกับวิศวกรกองทัพ ทั้งยังได้รับมอบหมายให้บัญชาการหน่วยทหารปืนใหญ่ด้วย อับรามได้ร่วมรบในสเปนหลายครั้ง ผลงานการปิดล้อมและยึดเมืองข้าศึกหลายครั้งทำให้อับรามกลายเป็นดาวเด่นของกองทัพตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 25 ปีด้วยซ้ำ 

แต่แล้วอับรามก็ได้รับบาดเจ็บจากการรบครั้งหนึ่งในตอนเหนือของสเปน เขาได้รับปลดประจำการอย่างสมเกียรติและกลับไปปารีสในฐานะวีรบุรุษแห่งสงคราม แวดวงชนชั้นสูงในปารีสต่างให้ความสนใจกับนายทหารผิวสีจากรัสเซียเป็นอย่างมาก เพราะในประเทศตะวันตกที่ข้องเกี่ยวกับการค้าทาสโดยตรง คนผิวสีที่กลายเป็นดาวเด่นแบบนี้นั้นไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ในรัสเซียอันห่างไกลทางตะวันออกกลับมีอัจฉริยะด้านการทหารจากแอฟริกาเสียได้ 

ชาวปารีสต่างตั้งฉายาใหม่ว่า ‘ฮันนิบาล’ (Hannibal) ให้อับราม เพราะเพื่อเปรียบเทียบความสำเร็จด้านการทหารของนายทหารผิวสีกับนายพลฮันนิบาลจากคาร์เธจสมัยโบราณ ผู้มาจากแอฟริกาเช่นเดียวกัน เมื่อกลับมาถึงรัสเซียในปี 1723 ชื่อเล่น ‘ฮันนิบาล’ ก็แผลงไปเป็นคำว่า ‘กันนิบาล’ (Gannibal) ในภาษารัสเซีย ชื่อเต็มๆ ของเขาในแผ่นดินแม่รัสเซียจึงเป็น ‘อับราม เปโตรวิช กันนิบาล’ 

หลังกลับมารัสเซีย เขาได้ช่วยดูแลโครงการพัฒนาพื้นที่แถบทะเลบอลติกของซาร์หลายครั้ง แต่อนาคตอันรุ่งโรจน์ของกันนิบาลต้องริบหรี่ลง เมื่อบุคคลที่เป็นเหมือนบิดาคนที่สองของเขาอย่างซาร์ปีเตอร์สิ้นพระชนม์ในปี 1725 ด้วยอายุเพียง 52 ปีเท่านั้น จักรพรรดินีเคเธอรีน ชายาของอดีตซาร์ ได้ก่อรัฐประหารและตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดินีปกครองประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากนายพลอเล็กซานเดอร์ เมนชิคอฟ (Alexander Menshikov) ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอำนาจเบื้องหลังบัลลังก์อันแท้จริงอยู่ในมือของเมนชิคอฟผู้นี้

เมนชิคอฟตั้งตนเป็นผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองทัพรัสเซีย จอมพลผู้นี้ไม่ชอบหน้ากันนิบาลมานานแล้ว ในปี 1727 เขาสั่งเนรเทศกันนิบาลให้ไปประจำการยังตะวันออกไกล ในเมืองเซเลนกินส์(Selenginsk) ติดกับชายแดนจีนและมองโกเลีย แต่ดินแดนอันห่างไกลและแร้นแค้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความมานะของชายผู้นี้ได้ เขายังดูแลและเสริมปราการตามแนวชายแดน และป้องกันดินแดนจากชนเผ่าที่เข้ามารุกราน 

เมื่อเมนชิคอฟถูกเหล่าขุนนางรวมตัวกันปลดในสองปีถัดมา ระหว่างนี้มีซาร์และซารีนาหลายพระองค์ผลัดกันครองราชย์เป็นเวลาสั้นๆ แต่ฝีมืออันลือชื่อของกันนิบาลทำให้เขาได้รับอภัยโทษในที่สุด ต่อมาในปี 1741 จักรพรรดิอลิซาเบธ (Empress Elizabeth) ธิดาของปีเตอร์มหาราชก็ขึ้นครองราชย์ ด้วยความที่เป็นสหายเก่าและเติบโตกับกันนิบาลมาตั้งแต่เยาว์วัย พระนางจึงเรียกตัวชายผิวดำกลับมายังราชสำนัก และปูนบำเหน็จพร้อมตำแหน่งขุนนางและตราประจำตระกูลให้เขา 

ปี 1742 ขุนนางแอฟริกันผู้นี้ยังได้รับหน้าที่ใหม่คือเป็นผู้บัญชาการประจำเมืองทอลลิน (Tallin) หรือเอสโตเนียในปัจจุบัน อันเป็นปราการสำคัญของรัสเซียในชายฝั่งบอลติก จักรพรรดินียังมอบผืนดินอันกว้างใหญ่ในหมู่บ้านมิคาอิลอฟสกอเย (Mikhailovskoye) ให้เขาด้วย ผู้บัญชาการผิวดำยังคงสร้างป้อมปราการหลายแห่งเพื่อเสริมแนวป้องกันตามชายฝั่งบอลติกยิ่งขึ้น รวมไปถึงการสร้างคลองรอบทะเลสาบลาโดกา (Ladoga Canal) จนสำเร็จด้วยดี ปัจจุบันเอกสารที่มีลายเซ็นของกันนิบาลยังคงเก็บรักษาไว้ในหอจดหมายเหตุของเมืองทอลลิน หนึ่งในสิ่งที่กันนิบาลได้นำเข้ามาเผยแพร่ในเมืองนี้คือ การจุดพลุเฉลิมฉลองสุดอลังการ 

ช่วงสงครามเจ็ดปีตั้งแต่ปี 1756-1763 กันนิบาลได้รับตำแหน่งเป็นนายพล และช่วยวางรูปแบบการฝึกทหารรัสเซียใหม่กับเสริมกำลังของอาวุธยิงไกลอย่างปืนใหญ่และจรวดสงครามด้วยความชำนาญเฉพาะตัว กองทัพรัสเซียที่เข้มแข็งสามารถต่อกรกับกองทัพปรัสเซียของเฟรเดอริคมหาราช (Frederick the Great) ได้อย่างสูสี และเอาชนะปรัสเซียได้หลายครั้ง 

อีกผลงานของเขาคือการชักชวนเด็กชายผู้หนึ่งนาม ‘อเล็กซานเดอร์ ซูโวรอฟ’ (Alexander Suvorov) ให้เข้าร่วมกองทัพเพราะเห็นแววเฉลียวฉลาดของเด็กคนนี้ ต่อมาซูโวรอฟจะกลายเป็นจอมพลแห่งรัสเซียผู้ต่อสู้ในสงครามไปจนถึงยุคที่นโปเลียนกุมอำนาจในฝรั่งเศส

กันนิบาลยังคงรับราชการต่อไปจนจักรพรรดินีเอลิซาเบธสิ้นพระชนม์ในปี 1762 ก่อนจะเกษียณจากราชการ เขายังจุดพลุอลังการรอบพระราชวังฤดูหนาวในกรุงเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์กเพื่อเฉลิมฉลองให้จักรพรรดิองค์ใหม่ ‘แคเทอรีนมหาราช’ (Catherine the Great) เป็นการส่งท้ายก่อนจะลาจากการเมืองตลอดกาล

อับราม เปโตรวิช กันนิบาลเสียชีวิตที่คฤหาสน์ส่วนตัวในปี 1781 ด้วยวัย 85 ปี เขามีบุตร 10 คน ต่อมาบุตรหลายคนจะมีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซีย รวมถึงแต่งงานโยงเกี่ยวกับขุนนางและเชื้อพระวงศ์อีกหลายประเทศรวมไปถึงอังกฤษด้วย หนึ่งในนั้นคือบุตรชายนามว่า ‘อิวาน กันนิบาล’ (Ivan Gannibal) ผู้ตามรอยบิดาในฐานะนายพลและวิศวกรสงครามคนสำคัญของรัสเซียในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 18 เขายังเป็นผู้ก่อตั้งเมืองเคอร์ซอน (Kherson) ในประเทศยูเครนปัจจุบันเช่นกัน

อีกคนที่ขาดไม่ได้คือ ‘อเล็กซานเดอร์ ปุชกิน’ (Alexander Pushkin) นักประพันธ์ชื่ออมตะชาวรัสเซียผู้เป็นหลานทวดของอับราม กันนิบาลนั่นเอง เจ้าแห่งวรรณกรรมรัสเซียยังได้ประพันธ์นิยายอิงประวัติศาสตร์เล่าถึงชีวิตของกันนิบาลในชื่อ ‘ชาวมัวร์ของปีเตอร์มหาราช’ (The Moor of Peter the Great) แม้นิยายเรื่องนี้จะไม่เสร็จสมบูรณ์ดี แต่นั่นแสดงให้เห็นว่าปุชกินเองยังมองไปยังตาทวดของตนด้วยความภาคภูมิตลอดมา 

แม้ปัจจุบันชื่อของกันนิบาลจะไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก แต่ชีวิตของกันนิบาลทำให้รู้ว่าท่ามกลางดินแดนอันหนาวเหน็บของยุโรปเหนือ กลับมีชายผู้มีต้นกำเนิดในกาฬทวีปแต่กลับเป็นผู้ร่วมวางรากฐานให้กับประเทศที่กำลังผงาดขึ้นมาอย่างรัสเซีย ในยุคที่คนผิวดำในยุโรปถูกมองเป็นทาส กันนิบาลกลับไต่เต้าไปจนกลายเป็นดาวเด่นในอีกฟากของทวีป 


เรื่อง : อันโตนิโอ โฉมชา
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง
Frances Somers-Cocks, The Moor of St Petersburg: In the Footsteps of a Black Russian
Hugh Barnes, Gannibal: The Moor of Petersburg
https://kreolmagazine.com/culture/features/abram-petrovich-gannibal-a-life-changed-by-fortune/#.XsOfHmgzbIU
https://www.jstor.org/stable/24780525?seq=1
https://pantheon.world/profile/person/Abram_Petrovich_Gannibal/ 
https://www.calvertjournal.com/features/show/5334/red-africa-gannibal-race-russia-pushkin
https://www.bl.uk/onlinegallery/features/blackeuro/pushkinback.html
https://www.theguardian.com/books/booksblog/2017/dec/19/pushkins-pride-how-the-russian-literary-giant-paid-tribute-to-his-african-ancestry