Crazy World

'ชาวนอร์มัน' นักรบไวกิ้งผู้ผันตัวเป็นอัศวินบนหลังม้า

ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 8 ถึงศตวรรษที่ 11 เป็นยุคที่ผู้คนจากสแกนดิเนเวียต่างกระจายตัวออกไปรุกรานและตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินไกลโพ้นทั่วยุโรป สิ่งที่น่าสังเกตคือชาวไวกิ้งที่ไปตั้งรกรากที่ไหนก็มักจะผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นไปด้วย 

ไวกิ้งที่ปักหลักในหมู่เกาะอังกฤษก็ผสมกลมกลืนไปกับชาวแองโกล-แซ็กซัน ชาวสก็อต และชาวไอริช จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม พวกเขาหันไปนับถือศาสนาคริสต์และพูดภาษาตามชนท้องถิ่น ไวกิ้งที่ไปตั้งรกรากแถบทุ่งสเตปป์ในรัสเซียปัจจุบันก็ผสานเข้ากับชาวสลาฟพื้นเมืองจนพัฒนาไปเป็นอาณาจักรต่างๆ ในดินแดนรัสเซียภายหลัง

แต่มีไวกิ้งกลุ่มหนึ่งที่ไม่เคยทิ้งสายเลือดนักเดินผจญภัยไปไหนแม้ว่าพวกเขาจะรับวัฒนธรรมท้องถิ่นมาอย่างเต็มตัวจนไม่เหลือเค้าเดิม พวกเขาคือ ‘ชาวนอร์มัน’ (Normans) ผู้สละเรือแล้วขึ้นฝั่งไปปักหลักทางตอนเหนือของฝรั่งเศส 

ช่วงปลายศตวรรษที่ 9 ชาวนอร์สเข้ามาโจมตีถึงศูนย์กลางชาวแฟรงค์อย่างกรุงปารีสหลายครั้งและตีฝ่าเข้าไปปล้นสะดมตัวเมืองได้ครึ่งหนึ่ง ต่อมาในปี 911 หัวหน้าไวกิ้งจากเดนมาร์กนามว่า ‘รอล์ฟ’ (Hrolf) ได้นำกองทัพล่องเรือเรียบแม่น้ำเออร์ (Eure) แล้วมาปิดล้อมตัวเมืองชาร์ตร์ (Siege of Chartres) 

แต่คราวนี้ชาวแฟรงค์มีการเตรียมป้องกันเมืองอย่างดี หลังปิดล้อมไม่นาน กองทหารม้าแฟรงค์นำโดนกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 (Charles the Simple) และขุนนางหลายคนก็มาถึงขณะที่ชาวนอร์สยังไม่ทันตั้งตัว หลายคนถูกทหารม้าเหยียบย่ำและฟาดฟันจนแตกกระเจิง แม้พวกแฟรงค์จะมีจำนวนน้อยกว่าไวกิ้งราวครึ่งหนึ่ง แต่นักรบสวมเกราะบนหลังม้าเหล่านี้ดูน่ากลัวมาก รอล์ฟนำพวกนอร์สที่เหลือพยายามหนีขึ้นเรือแต่ไม่ทันกาล กองทัพแฟรงค์เข้าโอบล้อมพวกเขาไว้ทุกทิศทาง 

กษัตริย์ชาร์ลส์เห็นความสามารถในการรบที่ผ่านมาของนักรบชาวเหนือเหล่านี้ จึงเปิดโต๊ะเจรจากับรอล์ฟ โดยมอบข้อเสนอมอบดินแดนชายฝั่งปากแม่น้ำแซนทางตะวันตกเฉียงเหนือให้ตั้งรกรากพร้อมตำแหน่งเคาท์ และยกพระธิดาให้รอล์ฟ แลกกับการที่ชาวนอร์สเหล่านี้ยอมสวามิภักดิ์ต่อกษัตริย์แฟรงค์ หันมานับถือศาสนาคริสต์ และช่วยปกป้องลุ่มน้ำแซนจากไวกิ้งกลุ่มอื่น ซึ่งรอล์ฟก็ตอบตกลงแต่โดยดี ตั้งแต่นั้นชาวแฟรงค์ได้เรียกชื่อของรอล์ฟตามภาษาตนว่า ‘รอลโล’ (Rollo)


กษัตริย์ชาร์ลส์นำทหารม้าแฟรงค์เข้าโจมตีนักรบไวกิ้งที่ไม่ทันตั้งตัว ภาพโดย Giuseppe Rava
เครดิตภาพ https://imagenes.arrecaballo.es/wp-content/uploads/2015/03/batalla-entre-carolingios-y-vikingos.png

มีเรื่องเล่าว่าขณะที่รอลโลกำลังเข้าพิธีสาบานตนเป็นข้าของชาร์ลส์ เมื่อเขาต้องก้มลงไปจุมพิตเท้าของกษัตริย์แฟรงค์ผู้นั่งบนบัลลังก์เพื่อแสดงความภักดี แทนที่จะก้มลงไป รอลโลกลับสั่งให้นักรบไวกิ้งหนึ่งจับเท้าของชาร์ลส์แล้วยกขึ้นมาจุมพิตแทนจนชาร์ลส์หงายหลังล้มก้นกระแทกพื้น เรื่องเล่านี้อาจเป็นเหมือนสัญลักษณ์แสดงถึงความไม่อ่อนข้อของรอลโลและเชื้อสายของเขาในเวลาต่อมา 

                             
ภาพเหตุการณ์รอลโลสั่งให้นักรบคนหนึ่งยกเท้ากษัตริย์ชาร์ลส์ขึ้นมาจุมพิตเพื่อแสดงว่าตนจะไม่ยอมอ่อนข้อให้
เครดิตภาพ https://deadliestblogpage.files.wordpress.com/2017/04/1420225.jpg

ตั้งแต่นั้นมา ชาวนอร์สที่เข้ามาตั้งรกรากก็ได้ชื่อว่า ‘นอร์มัน’ (Normans) มาจากคำว่า ‘Nortmanni’ ในภาษาแฟรงค์ที่แปลว่าชาวเหนือ ส่วนดินแดนที่ของพวกเขาก็ถูกเรียกว่า ‘นอร์มังดี’ (Normandie) มีความหมายว่า ‘ดินแดนของชาวเหนือ’ โดยมีฐานการปกครองอยู่ที่เมืองรูออง (Rouen) 

ชาวนอร์มันใช้เวลาไม่กี่ชั่วคนก็เริ่มปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมและภาษาท้องถิ่นได้ พวกเขาหันมาพูดภาษาฝรั่งเศส และแต่งงานกับชาวแฟรงค์พื้นเมือง หันมาปกครองด้วยระบบฟิวดัลแบบชาวแฟรงค์ ผู้สืบทอดเชื้อสายจากรอลโลภายหลังจะได้รับตำแหน่งเป็นดยุค (Duke of Normandy) และพยายามขยายแคว้นนอร์มังดีออกไปผ่านการต่อสู้กับขุนนางโดยรอบ แม้พวกเขาจะขึ้นต่อกษัตริย์แฟรงค์ในนาม แต่ชาวนอร์มันกลับปกครองราวกับเป็นแคว้นอิสระ

อีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขายังรับมาจากชาวแฟรงค์คือการต่อสู้บนหลังม้า ชาวนอร์มันรู้ดีกว่าทหารม้าแฟรงค์นั้นหุ้มเกราะ รวดเร็ว และน่าเกรงขาม การจะรักษาอำนาจของตนได้ก็ต้องหันไปรบอย่างชาวแฟรงค์ ด้วยเหตุนี้ แคว้นนอร์มันดีจึงกลายเป็นแหล่งเพาะทหารม้าพันธ์ดุที่ผสานความดุดันแบบชาวนอร์สเข้ากับยุทธวิธีและการรบแบบชาวแฟรงค์ อัศวินนอร์มัน (Norman Knights) เหล่านี้จะสวมหมวกเหล็กยอดสูง ใส่เกราะโซ่ถัก เกราะเกล็ด หรือแม้แต่เกราะแผ่นโลหะร้อยเต็มตัว มีโล่ทรงหยดน้ำขนาดพอดีตัวสำหรับป้องกันลำตัวและขาขณะขี่ม้า และมีอาวุธประจำกายคือหอกซัด แหลน ดาบ หรือแม้แต่กระบอง ในการรบพวกเขาจะควบม้าเข้าใส่ศัตรูพร้อมกับพุ่งหอก จากนั้นจะแกล้งถอยออกมาแล้วชาร์จเข้าใส่จนศัตรูแตกกระเจิง


ภาพอัศวินนอร์มันบนผ้าปักแห่งบาเยอซ์ (Bayeux Tapestry)
เครดิตภาพ https://files.romanroadsstatic.com/uploads/2015/03/Bayeux_Tapestry_scene51_Battle_of_Hastings_Norman_knights_and_archers.jpg

วีรกรรมของชาวนอร์มันยังแพร่กระจายไปถึงแดนไกลหลายแห่ง ในปี 1066 ดยุค ‘วิลเลียมแห่งนอร์มังดี’ (William of Normandy) ได้ยกทัพใหญ่ที่มีอัศวินนอร์มันบนหลังม้าเป็นข้ามทะเลไปชิงบัลลังก์อังกฤษจากกษัตริย์ฮาโรลด์ ก็อดวินสัน (Harold Godwinson) ในศึกที่เฮสติง (Battle of Hastings) วิลเลียมกำชัยชนะและนำชาวนอร์มันเข้าปกครองประเทศอังกฤษพร้อมก่อตั้งราชวงศ์ปกครองประเทศนี้สืบมา ภาษาอังกฤษที่เคยเป็นเหมือนภาษาเยอรมานิกอื่นๆ ก็ต้องเปลี่ยนไปเพราะอิทธิพลจากภาษาฝรั่งเศส-ละตินที่ชาวนอร์มันนำเข้ามา ภาษาอังกฤษในปัจจุบันยังคำศัพท์ที่มีรากจากฝรั่งเศสหรือละตินราว 40% โดยเฉพาะคำที่ใช้ในการเมืองการปกครองหรือในบริบททางการ แม้แต่ราชวงศ์อังกฤษปัจจุบันก็ยังสืบสายไปได้ถึงวิลเลียมผู้พิชิตและรอลโล


นักรบนอร์มันนำโดยวิลเลียมแห่งนอร์มังดีกำลังเข้าโจมตีชาวอังกฤษในศึกที่เฮสติ้ง
เครดิตภาพ http://thehistoryproject.co.uk/uploadedimages/Battle%20of%20Hastings.jpg

ในอิตาลีตอนใต้ที่เป็นเหมือนสนามรบระหว่างชาวลอมบาร์ด โรมัน และอาหรับ ชาวนอร์มันก็เข้าไปมีบทบาทเช่นกัน ในปี 999 เมื่อเมืองซาแลร์โนในอิตาลีตอนใต้ถูกโจรสลัดชาวอาหรับโจมตี ผู้แสวงบุญชาวนอร์มันอันสงบเสงี่ยมที่เพิ่งกลับจากเยรูซาเล็มในตอนแรกกลับชักดาบออกมาฟาดฟันกับโจรสลัดอย่างดุเดือดจนพวกโจรสลัดต้องกระโดดขึ้นเรือหนีไปในที่สุด ผู้ปกครองเมืองชาวลอมบาร์ดต้องทึ่งไปกับฝีมือการรบอันห้าวหาญของพวกนอร์มัน จึงมอบข้อเสนอให้เป็นทหารรับจ้างต่อ ชาวนอร์มันกลุ่มนี้ปฏิเสธ แต่บอกว่าจะกลับไปบอกพรรคพวกในนอร์มังดีให้ 

ไม่กี่ปีต่อมา ชาวนอร์มันก็กลับมาจริงๆ คราวนี้พวกเขามาพร้อมกับม้าศึกและอาวุธครบครัน ฝีมือการรบของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ เจ้าเมืองหลายแห่งต่างเสาะหานักรบรับจ้างนอร์มันมาเป็นกองกำลังส่วนตน ทำให้นักรบนอร์มันเริ่มทยอยเข้ามาแสวงโชคมากขึ้นเรื่อยๆ 

ที่นี่เอง อัศวินนอร์มันต้องเผชิญหน้ากับศัตรูชาวลอมบาร์ด ชาวอาหรับ และชาวโรมันที่ใช้หอกยาวกว่า พวกเขาจึงเริ่มใช้ทวนที่ยาวมากขึ้น และเริ่มใช้การหนีบทวนใต้รักแร้ (Couched Lance) เป็นครั้งแรก ทำให้ชาร์จศัตรูได้รุนแรงมากขึ้นแถมยังไม่เสียสมดุล อัศวินนอร์มันกลุ่มนี้เองจะเป็นผู้นำเทรนด์การหนีบทวนใต้รักแร้ให้กับอัศวินและทหารม้าทวนไปจนถึงศตวรรษที่ 20

นานวันเข้า ชาวนอร์มันหลายกลุ่มเริ่มฉวยโอกาสในเข้าครอบครองที่ดินและเมืองหลายแห่งในอิตาลีตอนใต้  แต่ไม่เคยได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองโดยรอบ ในปี 1053 พวกเขาต้องรบกับพระสันตะปาปาลีโอที่ 9 (Leo IX) ในศึกชิวิตาเต (Battle of Civitate) พระสันตะปาปาพ่ายแพ้และถูกจับกุมตัว แถมยังต้องยอมรับว่าชาวนอร์มันมีสิทธิชอบธรรมในอิตาลีตอนใต้ การยอมรับจากโรมทำให้ชาวนอร์มันยิ่งขยายดินแดนกว้างขึ้นเรื่อยๆ บัดนี้ไม่มีอะไรจะหยุดพวกเขาได้อีกต่อไป 

ในปี 1061 สองพี่น้องชาวนอร์มันจากตระกูลโอตวิลล์ (Hauteville) นาม ‘โรเจอร์’ (Roger de Hauteville) กับ ‘โรเบิร์ต จิสการ์ด’ (Robert Guiscard) ได้รุกรานซิซิลีด้วยคำเชิญชวนของผู้ปกครองชาวมุสลิมที่กำลังขัดแย้งกันเอง แต่โชคร้ายที่พวกเขาไม่รู้ว่าสถานการณ์เดียวกันเคยเกิดกับชาวลอมบาร์ดและชาวโรมันมาก่อน บัดนี้เมืองโรมันและลอมบาร์ดหลายแห่งก็ตกเป็นของนอร์มันเสียแล้ว

เพียงไม่กี่ปี สองพี่น้องนอร์มันก็แย่งชิงดินแดนหลายแห่งจากชาวมุสลิมได้ ผู้ปกครองชาวมุสลิมที่มองไม่เห็นหนทางเอาชนะชาวนอร์มันได้สิ้นหวังถึงขั้นนำทหารลงเรือกลับไปแอฟริกาเหนือ บัดนี้ซิซิลีที่ไร้ผู้ปกครองก็เหมือนอาหารจานโตที่วางไว้ข้างหน้านักรบบนหลังม้า เมืองปาแลร์โมที่เป็นศูนย์กลางการปกครองก็ตกเป็นของนอร์มัน ตามด้วยเมืองอื่นๆ จนทั้งเกาะกลายเป็นดินแดนนอร์มันในที่สุด

ต่อมาดินแดนของชาวนอร์มันในอิตาลีตอนใต้และซิซิลีได้รับการสถาปนาเป็น ‘ราชอาณาจักรซิซิลี’ (Kingdom of Sicily) ในปี 1130 ในรัชสมัยของกษัตริย์ ‘โรเจอร์ที่ 2’ (Roger II of Sicily) ผู้เป็นบุตรของโรเจอร์และหลานลุงของโรเบิร์ต จิสการ์ดนั่นเอง

บัดนี้พวกเขาได้ปกครองดินแดนที่เต็มไปด้วยประชากรและวัฒนธรรมอันหลากหลาย ไม่ว่าจะชาวลอมบาร์ด กรีก ละติน และมุสลิม แต่ชาวนอร์มันกลับพิสูจน์ตนว่าเป็นผู้ปกครองที่ใจกว้างต่อวัฒนธรรมอันหลากหลายอย่างเหลือเชื่อ 

ในซิซิลี  ปรากฏโบสถ์หลายแห่งและพระราชวังที่เป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ มุสลิม และละตินอย่างลงตัว ลักษณะภายนอกของตัวอาคารเป็นสถาปัตยกรรมแบบอิสลาม พร้อมยอดแหลมและซุ้มหน้าต่างยอดแหลมแบบโกธิค ภายในโถงประดับประดาไปด้วยโมเซคประกายสีทองเป็นภาพต่างอย่างงดงามแบบไบแซนไทน์ ในราชสำนักซิซิลีก็เปิดโอกาสให้ทั้งชาวมุสลิม และชาวกรีกเข้ามามีส่วนร่วม เกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและวิทยาการอย่างลึกซึ้งในดินแดนแห่งนี้


ภาพภายในอาสนวิหารแห่งเมืองมนต์เรอาเล (Montreale Cathedral) ตกแต่งด้วยโมเว๕และสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ 
ที่มาภาพ http://www.sicily.co.uk/wp-content/uploads/PA-56-monreale.jpg

แม้ปัจจุบันจะไม่มีชาวนอร์มันแล้ว อาณาจักรของพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาเช่นเดียวกับอาณาจักรอื่นๆ ในยุคกลาง แต่นั่นเป็นเพราะการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างดีนั่นเอง ชาวนอร์มันที่ไปปกครองอังกฤษต่างผสมผสานวัฒนธรรมจนเกิดเป็นประเทศอังกฤษที่เรารู้จักกันดีทุกวันนี้ ในอิตาลีพวกเขาได้กลมกลืนกลายเป็นชาวอิตาลีหมดแล้ว ชาวแคว้นนอร์มังดีในปัจจุบันก็มองว่าตนเป็นชาวฝรั่งเศสเต็มตัว แม้จะมีอดีตอันโลดโผนก็ตาม


อาสนวิหารแห่งปาแลร์โม (Palermo Cathedral) ภายนอกแสดงถึงสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างอาหรับ โรมาเนสก์ และโกธิคได้อย่างดี
ที่มาภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/e/e0/Panoramica_Cattedrale_di_Palermo.jpg/1920px-Panoramica_Cattedrale_di_Palermo.jpg

หากกล่าวไม่ผิด ก็คงต้องบอกว่าความพิเศษของชาวนอร์มันไม่ใช่การรบบนหลังม้าอย่างห้าวหาญ ไม่ใช่ความเป็นนักรบไวกิ้ง แต่พวกเขาเป็นผู้เปิดรับวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาและหลอมรวมกันอย่างลงตัวจนเกิดอัตลักษณ์ใหม่ในดินแดนที่พวกเขาปกครองต่างหาก 

เรื่อง : อันโตนิโอ โฉมชา
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

อ้างอิง
Emily Albu, The Normans in Their Histories: Propaganda, Myth and Subversion
Kathryn Hurlock, Paul Oldfield, Crusading and Pilgrimage in the Norman World
https://www.wondersofsicily.com/sicily-normans.htm
https://www.historic-uk.com/HistoryUK/HistoryofEngland/The-Norman-Conquest/
https://www.historyextra.com/period/norman/normans-timeline-normandy-william-conqueror-matilda-flanders-king-john-stephen-battle-hastings/
https://www.english-heritage.org.uk/learn/1066-and-the-norman-conquest/
https://www.ancient.eu/Charles_the_Simple/
https://www.ancient.eu/Rollo_of_Normandy/
https://www.durhamworldheritagesite.com/history/normans/founding-normandy

#ชาวนอร์มัน #วิลเลียมผู้พิชิต #ไวกิ้ง #อาณาจักรซิซิลี #แคว้นนอร์มังดี #gypzyworld 

//////////