Crazy World

ผีบังทาง สางลักซ่อน 

Quick Facts

+'Spirited Away' เป็นทั้งชื่อเอนิเมชั่นที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของสตูดิโอจิบลิและยังเป็นคำในภาษาญี่ปุ่นด้วย  มันแปลมาจากคำว่า "คะมิ คะกุชิ" (神隠し) แปลตรงๆ ก็คือเทพลักซ่อน

+"คะมิ" มีความหมายที่กว้างใหญ่ไพศาสมาก โดยทั่วไปหมายถึงเทพเจ้า แต่ยังหมายถึงวิญญาณและจิต ดังนั้นชื่อของเอเนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away จึงแปลได้อย่างแหลมคมมาก เพราะเนื้อหามันว่าด้วยการลักพา (Away) ไปด้วยวิญญาณ (Spirited)
เราจะเห็นได้ว่าในเนื้อเรื่องเป็นการหลงเข้าไปสู่ปรภพของจิฮิโระและครอบครัว โลกปรภพนั้นไม่เชิงเป็นโลกของคนตาย เพราะมีแต่คะมิที่ไม่เกิดและไม่ตายเหมือนมนุษย์ คะมิเป็นจิตและทิพยภาวะที่อยู่ในธรรมชาติ เช่น อาทิตย์ จันทรา พื้นพิภพ ศิลา พงพนา แม่น้ำ ลำธาร ฯลฯ 

เราจะไม่เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของคะมิเหล่านั้น และในศาลเจ้าชินโตก็จะไม่ให้มนุษย์ล่วงล้ำเข้าสู่เขตรโหฐานอันเป็นที่สถิตของเทพเจ้า แต่มนุษย์ที่ขาดที่พึ่งทางใจไม่อาจนับถือคะมิที่เป็นนามธรรมได้ จึงพยายามสร้างรูปแทนตัวคะมิขึ้นมาต่างๆ นานา ในเรื่อง Spirited Away เราจะเห็นคะมิรูปร่างหลากตา ซึ่งคิดเอาเองบ้าง และทำขึ้นจากความเชื่อท้องถิ่นบ้าง 

เช่น โอชิระซามะ (おしら様 ) หน้าตาเป็นหัวไชเท้าขาวผ่อง มีแง่รากเป็นแขนเป็นขา มีถ้วยสาเกเป็นหมวก เป็นตัวละครประกอบที่ถือว่าเด่นพอสมควรในเรื่อง โอชิระซามะเป็นเทพที่นับถือกันในแถบโทโฮกุ เชื่อกันว่ามีเดชะช่วยการเพาะปลูก 

แต่หน้าตาจริงๆ (ที่ชาวบ้านเขาเชื่อกัน) ไม่เหมือนในภาพยนต์เลย เพราะเป็นเจว็ดทำจากไม้หม่อนแกะเป็นหน้าคนผู้ชาย คนผู้หญิง กับม้า เอาผ้าห่มให้หลายชั้นต่างเครื่องทรง ดูเผินๆ แล้วน่าระแวงอยู่เหมือนกันหากตั้งอยู่ที่มืดๆ แต่เขาตั้งไว้บูชาตามบ้านเป็นเรื่องปกติ
 
ตัวเอกของเรื่องคือ ฮะกุ เป็นเทพที่สถิตในสายน้ำ มีชื่อเต็มๆ ว่า 'นิงิฮะยะฮิ โคฮะกุ นุชิ' (饒速水小白主) เป็นเทพแห่งแม่น้ำโคฮะกุ รูปร่างที่ซ่อนไว้คือมังกรขาว แต่ตัวละครนี้ไม่มีอยู่ในสารบบเทพชินโต ในตำนานมีแต่เทพ 'นิงิฮะยะฮิ' (饒速水) ที่เสด็จจากสรวงสวรรค์ลงมามนุษย์โลกในสมัยจักรพรรดิจินมู แล้วต่อมาสกุลโมโนโนเบะอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากคะมิองค์นี้ 

บางกรณีการเห็นรูปแท้จริงของคะมิอาจนำไปสู่ความตายได้ 
  
ในบันทึกประวัติศาสตร์นิฮงโชงิเล่าว่า ในสมัยจักรพรรดิซุยจิน ทรงมีพระญาติผู้ใหญ่องค์หนึ่งคือองค์หญิงยามาโตะ โทโตะฮิโมะโมโสะ ทรงมีอำนาจวิเศษเหนือธรรมชาติ สามารถช่วยพระนัดดาคือจักรพรรดิซุยจินทำนายทายทักเรื่องบ้านเมืองหลายครั้ง รวมถึงบอกกล่าวเรื่องการยึดอำนาจ สถานะของพระองค์ดูจะเหนือกว่าจักรพรรดิเสียอีกในแง่พลังลี้ลับและยังทรงอาจมีอำนาจปกครองบ้านเมืองเหนือกว่าจักรพรรดิด้วย  

ในยุคโบราณนั้น จักรพรรดิและพระบรมวงศ์ญี่ปุ่นทรงสืบเชื้อสายมาจากเคะมิ ซึ่งในทางศาสนาชินโตเชื่อว่าคะมิคือเทพเจ้า "จริงๆ" แต่นักวิชาการสมัยใหม่ตีความว่าคะมิในที่นี้น่าจะหมายถึงหัวหน้าเผ่าต่างๆ 

องค์หญิงยามาโตะทรงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับคะมิองค์หนึ่ง ชื่อโอโฮะโม โนะนุชิ โนะคะมิ ในตำนานเล่าว่าเป็นองค์เทพที่ปรากฎองค์แต่ในยามราตรีมาอยู่กินกับองค์หญิงแต่ช่วงเวลานั้น ไม่เคยปรากฏกายในตอนกลางวัน เรื่องนี้เข้ากันดีกับคำพรรณนาเรื่องอำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติขององค์หญิง

ทว่าองค์หญิงแม้จะสืบสายจากคะมิแต่เลือดเทพคงจะจางไปมาก จึงไม่อาจแลเห็นร่างแท้ของคะมิสายพันธุ์บริสุทธิ์ได้ วันดีคืนดี องค์หญิงจึงกล่าวกับพระสวามีเทพเจ้าว่า 

"โดยเหตุที่พระองค์ไม่เคยปรากฏกายยามทิวา หม่อมฉันจึงไม่อาจยลความงดงามอลังการของพระองค์ได้ หม่อมฉันจึงขอให้พระองค์อย่ารีบกลับไปในราตรีนี้ อยู่รอจนถึงรุ่งสาง เพื่อที่หม่อมฉันจะได้ชื่นชมความงามของพระองค์"

เทพเจ้าตอบว่า "ที่เจ้าบอกมานั้นก็ถูก รุ่งสางพรุ่งนี้เราจะเข้าไปในห้องชำระกายแล้วอยู่ในนั้น แต่ขอเจ้าอย่าได้ตกใจยามได้เห็นร่างของเรา" 

องค์หญิงได้สดับความก็นึกสงสัยในพระทัย แต่ก็รอจนถึงรุ่งเช้า เมื่อทรงเข้าไปในห้องชำระกายก็แลเห็นงูน้อยตัวหนึ่งงามนัก ขนาดและความยาวเท่ากับเส้นด้ายไว้ทออาภรณ์เครื่องทรง องค์หญิงได้เห็นแล้วก็ตกพระทัย กรีดร้องขึ้นมา

เทพเจ้ารู้สึกละอายนัก จึงคืนร่างมนุษย์ในทันที แล้วกล่าวกับพระชายาว่า "เจ้ามิได้ควบคุมตัวเอง ทำให้เราต้องอดสูใจ คราวนี้เราจะทำให้เจ้าต้องอดสูบ้าง" ว่าแล้วเทพเจ้าก็เหาะขึ้นไปบนภูเขามิโมโระ อันตรธานไปในสวรรค์เบื้องบน

องค์หญิงทรงเหม่อมองด้วยความเสียพระทัย แล้วทรุดนั่งลงเหมือนคนหมดเรี่ยวแรง ทันใดนั้นตะเกียบตกลงข้างกาย นางก็ฉวยเอาตะเกียบข้างนั้น เงื้อแทงเข้าไปที่อวัยวะเพศ กระทั่งสิ้นพระชนม์ เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วมีการสร้างสุสานบรรจุพระศพองค์หญิง บันทึกกล่าวว่าสุสานแห่งนี้ตอนกลางวันสร้างโดยมนุษย์ กลางคืนสร้างโดยเทพเจ้า

สุสานแห่งนี้จึงมีชื่อว่า 'สุสานตะเกียบ' หรือ 'ฮาชิโนะฮากะ' และ 'ฮาชินากะ' 

นี่คือผลพวงของการเห็น 'ร่างบังบด'" ของเทพเจ้า นี่ขนาดมนุษย์มีสายเลือดคะมิยังขวัญผวา แล้วคนธรรมดาจะไปเหลืออะไร (นึกภาพในการ์ตูนตอนที่จิฮิโระขนหัวลุกเอาก็แล้วกัน)
 
กลับมาที่เรื่องเทพลักซ่อน

นอกจากเทพชินโตจึงไม่อาจแลเห็นร่างที่แท้จริงได้แล้ว ในบางพื้นที่ยังเชื่อว่ามีโลกของเทพที่ถูกบังบดเอาไว้ไม่ให้มนุษย์แลเห็นได้ บางคนมนุษย์จะถูกเทพลักซ่อนไปยังดินแดนบังบดแห่งนั้น เรียกว่า ชินอิคิ (神域) หรือเขตแดนแห่งเทพ ซึ่งคำว่า 'ชิน' (神) คือการออกเสียงอีกแบบของคำว่าคะมิ (神) 

คนที่สนใจเรื่องศาลเจ้าชินโตย่อมทราบดีว่า ชินอิคิหมายถึงส่วนรโหฐานของศาลเจ้าที่ห้ามมนุษย์ย่างกรายเข้าไป เทพอาจจะใช้ป่า ภูเขา และหินเป็นที่สิงสถิตกลายเป็นเรือนร่างของเทพเจ้าไปโดยปริยาย ตัวอย่างเช่นภูเขาไฟฟูจิก็เป็นเรือนร่างที่เทพใช้สถิตเช่นกัน

ดังนั้น จึงต้องมีชินอิคิเป็นตัวกั้นเขตแดนระหว่างดินแดนมนุษย์กับดินแดนเทพเจ้าหรือเป็นประตูเชื่อมต่อระหว่างโลกคนกับโลกทิพย์ โดยมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกไว้ก็คือจะมีเชือกชิเมนาวะโยงไว้ และไม่ได้โยงแค่หินหรือต้นไม้ต้นเดียว ยังมีป่าบางแห่งและเกาะบางแห่งของญี่ปุ่นถือเป็นชินอิคิ คือห้ามมนุษย์เหยียบย่างขึ้นไปโดยเด็ดขาด 

มีแต่นักบวชที่ต้องชำระกายอย่างหมดจดแล้ว จึงจะไปเข้าเฝ้าในเขตหวงห้ามได้ลักพาตัว (คะมิ คะกุชิ) ไปยังดินแดนแห่งนั้น

บางท้องที่จะมีหลักหิน รูปพระโพธิสัตว์กิษิตครรภ์ (จิโซ) หรือป้ายหินปักไว้ไม่ให้คนเดินหลงเข้าไปในเขตหวงห้าม

แต่บางครั้งเทพอยากจะให้มนุษย์เข้าไปจึงกระทำการเป็น 'คะกุชิงะมิ' (隠し神) หรือ 'เทพผู้ลักซ่อน' เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทั่วญี่ปุ่นไม่เว้นแม้แต่แถบเมืองหลวง  

เล่ากันว่าครั้งหนึ่งในเขตฮาชิโอจิในโตเกียว มีเด็กคนหนึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พ่อแม่จึงเดินทางไปยังภูเขาโยเบริอยู่ใกล้เคียงและเรียกชื่อของลูกไปเรื่อยๆ จนกระทั่งลูกปรากฎตัวอีกครั้ง หากมีคนหายตัวไปชาวบ้านจะจัดขบวนพากันตีกลองพร้อมกับส่งเสียงร้อง "เอาคืนมา เอาคืนมา!" เพื่อให้เทพในป่าคืนตัวคนกลับมายังโลกของเขา

ถ้าเป็นเทพลักพาอาจจะขอคืนกลับมาไม่ยาก (ถ้าเทพอารมณ์ดีพอ) แต่ยังมีอมนุษย์ประเภทอื่นที่ลักพาคนด้วย เช่น เท็งงุ ยามะอุบะ และปีศาจจิ้งจอก 

เช่นในสมัยเฮอัน บุตรชายของขุนศึกไทระ โนะ โคเรโมชิ หายตัวไปหลังคลอด กระทั่งอีกสี่ปีต่อมามีปรากฏนิมิตในความฝันบอกกล่าวว่าลูกของเขาอยู่ในถ้ำของสุนัขจิ้งจอก  เมื่อพบแล้วปีศาจจิ้งจอกที่จำแลงกายเป็นชายชรามอบดาบคาตานะและหวีให้เขา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมรดกสืบทอดของตระกูลไทระ ที่จะเป็นตระกูลที่ทรงอิทธิพลเหนือแผ่นดินและเหนือคนทั้งปวงแม้แต่องค์จักรพรรดิ การลักซ่อนครานี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นนิมิตอันประเสริฐก็ว่าได้

'เท็งงุ' อมนุษย์ประเภทหนึ่งก็นิยมลักพาตัวเด็กๆ ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า "เท็งงุซาระอิ" กว่าเด็กที่ถูกลักพาตัวไปจะกลับคืนบ้านอีกครั้งก็อาจนานนับเดือนหรือแรมปี แต่เมื่อกลับมาแล้วจะเล่าว่าพวกเขาถูกเท็งงุพาบินไปที่โน่นที่นี่ ซึ่งเด็กเหล่านั้นไม่เคยเดินทางไปมาก่อนแต่มีสถานที่เหล่านั้นจริงๆ บางคนยังบอกด้วยว่าเท็งงุมาสอนวิชาความรู้ให้

ที่จังหวัดนากาโนะเล่ากันว่า หากถูกเท็งงุลักพาตัวไปให้พูดว่า "กินปลาซาบะมา กินปลาซาบะมา" แล้วเท็งงุจะไม่ยอมพาตัวไป เพราะพวกมันไม่ชอบปลาซาบะ 

ในสมัยเมจิ ในแถบโทโฮกุร่ำลือกันว่ามีอมนุษย์ที่เรียกกันว่า 'อะบุระโตะริ' (油取り ) แปลว่า ซับน้ำมัน มันจะลักพาตัวเด็กที่ออกจากบ้านยามโพล้เพล้อันเป็นยามที่พรมแดนกั้นปรภพเปิดออกแล้วพวกอมนุษย์จะข้ามสู่ภพของมนุษย์ได้ เจ้าตัวซับน้ำมันจะจับตัวเด็กที่ออกมาในช่วงนั้น แล้วเจาะเอาเลือดหรือน้ำมันออกมาเก็บไว้ เรื่องนี้แพร่ไปทั่วภาคเหนือเลยทีเดียว

คำว่า น้ำมัน (油) เมื่อมองดูดีๆ เหมือนคำว่า เทพ (神) ที่ขาดๆ เกินๆ ข้อสังเกตนี้ดูจะเข้ากันดีอยู่กับตำนานอมนุษย์ใจเหี้ยมที่ลักพาเด็กไปฆ่า ไม่ใช่ลักพาไปเที่ยวเมืองลับแลเหมือนเทพเจ้า

หลายคนคงจะจำได้ว่าฉากแรกๆ ที่ จิฮิโระในเรื่อง Spirited Away ข้ามเส้นแบ่งปรภพเข้ามาสู่แดนแห่งเทพแล้วพบกับโคมไฟยักษ์เขียนคำว่า 'อะบุระ' (油) หรือน้ำมันเอาไว้ 

จิฮิโระเหลียวมองไปอีกด้าน พบโรงอาบน้ำอันใหญ่โตมีป้ายเขียนไว้ว่า 'อะบุระยะ' (油屋) แปลว่าร้านน้ำมัน และ ธงใหญ่เขียนอักษรคำว่า น้ำมัน (油) 

สำหรับคนดูทั่วๆ ไปดูเหมือนคำๆ นี้จะไม่มีความหมายอะไรนัก แต่มันคือการซ่อนสัญญะของตำนานอะบุระโตะริ และจุดเริ่มต้นของการผจญภัยของเด็กหญิงที่หลงเข้าไปในโลกแห่งผีลักซ่อนและเทพลักพา ... 
.
เรื่อง : กรกิจ ดิษฐาน
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
////////////////