Crazy World

'สมรภูมิหลุมลึก' (Battle of the Crater) ความพ่ายแพ้ที่แสนเจ็บช้ำของทหารฝ่ายเหนือ

Quick Facts

+ 'สมรภูมิหลุมลึก' (Battle of the Crater) ถูกกล่าวขวัญว่าเป็น 'ความผิดพลาดที่น่าอับอาย' ของทหารฝ่ายสหพันธ์ (Union) หรือ  'ฝ่ายเหนือ' ในสมรภูมิการปิดล้อมเมืองปีเตอร์สเบิร์ก (Siege of Petersburg) ช่วงสงครามกลางเมืองอเมริก
วันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1864 มันคือปีที่ 4 ของสงครามกลางเมืองสหรัฐอเมริกา (American Civil War) สงครามที่นำพาให้พี่น้องร่วมชาติต้องเข่นฆ่ากันเองบนแผ่นดินเกิดเดียวกัน กองทัพสหพันธ์ (Union)  หรือ  'ฝ่ายเหนือ' และ กองทัพสมาพันธ์ (Confederacy) หรือ 'ฝ่ายใต้' ผลัดกันรุกและรุกในสงครามนองเลือดที่ยืดเยื้อ

 และหนึ่งในสนามรบที่สำคัญและเป็นตำนานของสงครามกลางเมืองครั้งนี้ นั่นก็คือ สมรภูมิการปิดล้อมเมืองปีเตอร์สเบิร์ก (Siege of Petersburg) รัฐเวอร์จิเนีย

พันเอกเฮนรี เพลสแซนต์ (Henry Pleasants) แห่งกรมทหารเพนซิลวาเนียที่ 48 ผู้บังคับบัญชาทหารฝ่ายเหนือรายนี้เคยเป็นวิศวกรเหมืองแร่ เขามองเห็นหนทางที่จะยุติการปิดล้อมปีเตอร์สเบิร์กอันยืดเยื้อนี้ เขาเสนอที่จะให้สร้างอุโมงค์ขนาดใหญ่ด้วยการขุดลึกลงไปใต้สันเขาเอลเลียต บนพื้นที่สูงของแนวรบฝ่ายใต้ พร้อมกับลำเลียงถังดินปืนจำนวนมากไปไว้ใต้แนวรบของพวกฝ่ายใต้ แล้วระเบิดให้เป็นจุณเพื่อเปิดทางสู่เมืองปีเตอร์สเบิร์ก

แม้จะมีข้อกังขาและความไม่มั่นใจในแผนการนี้ รวมทั้งมีผู้คัดค้านอย่างพลตรีจอร์จ มี้ด (George Gordon Meade) แต่การขุดอุโมงค์เพื่อไปวางระเบิดของผู้การเพลสแซนต์ก็ได้รับอนุมัติในวันที่ 25 มิถุนายน ปี1864 และดำเนินต่อไปจนถึงวันที่ 27 กรกฎาคม ซึ่งเป็นเวลา 3 อาทิตย์ที่ทหารฝ่ายเหนือช่วยกันขุดหลุมลึก 15 เมตร และมุ่งตรงไปยังแนวรบข้าศึก 150 เมตรข้างหน้า พร้อมกับนำดินปืนน้ำหนักกว่า 3,600 กิโลกรัมมากองรวมกันอยู่ใต้เท้าทหารฝ่ายใต้โดยที่พวกจอห์นนี เรบ ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย (Johnny Reb หรือ Johnny Rebel เป็นคำที่ทหารฝ่ายเหนือเรียกทหารฝ่ายใต้) ในตอนแรก กองบัญชาการของฝ่ายเหนือมองเห็นว่าศักยภาพการระเบิดเปิดทางสู่แนวรบข้าศึกคงจะมีไม่มากพอ แต่พอปลายเดือนกรกฎาคม พลโทยูลิซิส เอส แกรนท์ ได้อนุมัติการโจมตีด้วยระเบิดและใช้มันเพื่อเปิดทางสู่การจู่โจมเมืองปีเตอร์สเบิร์กอย่างฉับพลัน

                              

ภาพตัดขวางแสดงให้เห็นการขุดอุโมงค์เข้าไปวางระเบิดของทหารฝ่ายเหนือ
https://rvanews.com/features/civil-war-battle-of-the-crater/115385

พลตรีแอมโบรส เบิร์นไซด์ (Ambrose Burnside) ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 9 (IX Corps) ของฝ่ายเหนือ ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับทหารฝ่ายใต้ในสมรภูมินี้ วางแผนที่จะนำกองพลของเขาผ่านช่องที่เกิดจากการระเบิด และนำกองกำลังทั้งหมดเลี้ยวไปทางทิศเหนือและทิศใต้ขยายปีกการรุกทั้งสองฝั่งออกไป จากนั้นจึงเข้าเคลียร์เส้นทางเยรูซาเลม อันเป็นถนนแผ่นไม้กระดาน (ถนนที่ทำมาจากแผ่นไม้ถูกสร้างเพื่อประโยชน์ในการสัญจรผ่านพื้นที่โคลนเลน) ผู้บัญชาการกองทัพน้อยที่ 9 เลือกพลจัตวาเอ็ดเวิร์ด เฟอเรโร (Edward Ferrero) นำกองทหารผิวดำเข้าตีที่หมายเป็นระลอกแรก แม้ว่าทหารผิวดำเหล่านี้จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการลำเลียงสัมภาระลงจากรถไฟและเสริมสร้างป้อมค่าย แต่พลตรีเบิร์นไซด์ก็เชื่อว่าความกระตือรือร้นที่จะออกรบของพวกเขาจะช่วยชดเชยการขาดประสบการณ์การรบได้ นอกจากนี้ ทหารในหน่วยอื่นๆ ภายใต้การบังคับบัญชาของนายพลเบิร์นไซด์ยังได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ในวันเข้าตีจริง นายพลมี้ดกลับสั่งการให้นายพลเบิร์นไซด์ เปลี่ยนหน่วยทหารที่เข้าตีระลอกแรกเป็นหน่วยทหารผิวขาวแทน นั่นจึงทำให้ผู้บังคับการกรมคนอื่นๆ ที่เป็นหน่วยทหารผิวขาวมีความต้องการจะรับเกียรตินี้ในการเข้าตีที่หมายข้าศึกก่อนใคร เพราะพวกเขาคิดว่าการรบครั้งนี้มันจะรวดเร็วและรุนแรงเสียจนทหารฝ่ายใต้ตั้งตัวไม่ติดและทหารฝ่ายเหนือคงได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย เมื่อมีผู้บังคับหน่วยหลายคนพากันอาสานำหน่วยตนเองเข้าตี ด้วยเหตุนี้มันจึงลงเอยด้วยการ "จับไม้สั้นไม้ยาวกรมทหารที่จะออกรบ"

และแล้วไม้สั้นที่จะได้ออกรบนั้น กลับกลายเป็นพลจัตวาเจมส์ เอช เลสลีย์ (James H. Lesley) จับมันขึ้นมาได้ เขาซึ่งมาทำหน้าที่ผู้บังคับกองพลที่ 1 แทน พลจัตวาโธมัส สตีเฟนสัน ที่เสียชีวิตในการรบไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน นายทหารจากองพลน้อยปืนใหญ่ที่ผ่านงานสุดท้ายก่อนจะมาที่เมืองปีเตอร์สเบิร์ก นั่นคือการเป็นผู้บังคับบัญชาหน่วยปืนใหญ่รักษาฝั่งนอร์ธแคร์โรไลนา แต่ตอนนี้โชคชะตากลับนำพาให้เขาต้องมาบัญชาการทหารราบจู่โจมในศึกนี้

และแล้ว วัน ว. เวลา น. ของการเข้าตีก็มาถึง แม้จะเตรียมการมาเป็นอย่างดี แต่การเริ่มต้นเคลื่อนพลผ่านแนวออกตีก็มีปัญหาเสียแล้ว จากเดิมที่เวลาในการจุดระเบิดกำหนดไว้ในช่วงเวลา ตี 3.30 นาที ถึงเวลา ตี 3.45 นาที ของเช้ามืดวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1864 กลับล่าช้าออกไป เพราะสายชนวนที่ลุกไหม้เข้าไปหาถังดินปืนบางช่วงเกิดดับเพราะความชื้นของอากาศและสภาพภายในอุโมงค์ อาสาสมัครสองนายถูกส่งเข้าไปตรวจดูปัญหาและแก้ไขทันที พวกเขาพยายามจุดไฟและทำให้สายชนวนลุกไหม้อีกครั้ง คราวนี้สายชนวนไหม้อย่างรวดเร็วและมุ่งตรงไปยังกองถังดินปืนหนักเกือบ 4 ตัน ที่เตรียมไว้ระเบิดแนวรบข้าศึก

กระทั่งเวลา ตี 4.40 นาที การะเบิดที่ทหารฝ่ายเหนือทุกนายรอคอยก็เกิดขึ้น แรงระเบิดพวยพุ่งจากใต้ดินขึ้นสู่ท้องฟ้า ทหารฝ่ายใต้ที่อยู่ในบริเวณนั้นกลายเป็นศพที่ระบุตัวตนไม่ได้ ร่างของพวกเขาฉีกขาดเป็นชิ้นๆ อำนาจการระเบิดทำให้ชิ้นส่วนศพของพวกเขาปลิวขึ้นฟ้าออกไปทุกทิศทุกทาง ทันทีที่การระเบิดเกิดขึ้น มันสังหารชีวิตทหารฝ่ายใต้ที่อยู่ในบริเวณนั้นทันที 280 นาย และทหารคนอื่นๆ ที่รอดชีวิตจากการระเบิด ต่างตกตะลึงสติหลุดหนีหายไปหลังการระเบิดอีกหลายร้อยนาย

แทนที่นายพลเลสลีย์จะสั่งทหารเข้าตีทันทีภายหลังจากการระเบิด เขากลับรอเวลาอีกกว่า 10 นาที เพื่อให้ทุกอย่างสงบลง และสิบนาทีนี้เองที่ทำให้ทหารฝ่ายใต้เรียกคืนสติตัวเองกลับมาได้ทัน พร้อมทั้งเร่งรีบเตรียมพร้อมรับการเข้าตีของข้าศึก นายพลเลสลีย์และทหารของเขาบุกเข้าชาร์จใส่ที่มั่นทหารฝ่ายใต้บริเวณที่พึ่งโดนระเบิดไปเมื่อสักครู่ที่มา ทหารฝ่ายเหนือติดดาบปลายปืนของตนเอง ตะโกนเสียงดังข่มขวัญอย่างห้าวหาญ วิ่งเข้าประจัญบานกับข้าศึกทันทีอย่างไม่หวาดหวั่น ฝุ่นและควันที่ยังไม่ทันจางจากการระเบิด บดบังการมองเห็นของทหาร แต่พวกเขาก็ยังวิ่งตรงไปข้างหน้าต่อไป 

แต่แล้วเส้นทางสู่ชัยชนะของทหารฝ่ายเหนือ กลับมีอุปสรรคจากผลพวงของสิ่งที่พวกเขาคาดหวังว่าจะช่วยให้ได้รับชัยชนะ นั่นก็คือ 'หลุมลึกจากการระเบิด'

                

หลุมที่เกิดจากการระเบิดในสมรภูมิกลายเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงสงครามกลางเมืองอเมริกาในปัจจุบัน
https://www.pinterest.com/pin/482870391273738530/visual-search/
 
แรงระเบิดของดินปืนที่มีน้ำหนักรวมเกือบ 4 ตัน สร้างหลุมขนาด 39 เมตร ยาว 18 เมตร และ ลึกถึง 9 เมตร (ลึกกว่าความสูงปกติของสะพานลอยข้ามถนนซึ่งอยู่ที่ 5.50 เมตร) และมันส่งผลให้อยู่ต่ำกว่าสันเขาเอลเลียตที่ทหารฝ่ายใต้ปักหลักอยู่ลงไปอีก ทหารของนายพลเลสลีย์ที่วิ่งกรูกันเข้ามาต้องมาติดอยู่ในหลุมที่ทหารฝ่ายตนเองสร้างขึ้น

ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นไปทั่วกองทหารฝ่ายเหนือที่ติดอยู่ในหลุม พวกเขาไม่อาจกลับหลังหันได้ทันเพราะเพื่อนๆ ที่วิ่งตามหลังมาก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังวิ่งเข้ามาอยู่ในหลุม จึงวิ่งมาชนเพื่อนทหารที่ติดอยู่ข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเหยียบย่ำกันเองไปทั่วบริเวณ นายทหารแต่ละหมู่ หมวด กองร้อย พยายามจะสั่งการทหารตนเองให้ถอยหลังกลับไป แต่มันไปสายไปเสียแล้ว

หลังจากหายตกตะลึงว่าเกิดอะไรขึ้นกับแนวรบตนเอง ทหารฝ่ายใต้รวบรวมกำลังเข้าสกัดการรุกของทหารฝ่ายเหนือ และด้วยชัยภูมิที่ดีกว่าซึ่งอยู่บนที่สูง พวกเขามองลงมาเห็นฝูงทหารฝ่ายเหนือย่ำเหยียบกันเองอยู่ในหลุมกันอย่างอลหม่าน มันจึงเป็นโอกาสให้พวกเขาเลือกยิงทหารฝ่ายเหนือที่ติดอยู่ในหลุมกันได้ตามใจชอบ
 


ภาพวาดแสดงให้เห็นหลุมที่ทหารฝ่ายเหนือติดอยู่และโดนสังหารหมู่
https://www.pinterest.com/pin/298715387780163355/
 
ปืนเล็กยาวและปืนใหญ่ หรือแม้กระทั่งก้อนหินที่ระดมยิงและขว้างใส่ทหารฝ่ายเหนือที่อยู่เบื้องล่างโดยฝีมือของทหารฝ่ายใต้ พุ่งเข้ามาราวกับห่าฝน ทหารฝ่ายเหนือไม่มีแม้ที่ที่จะกำบังตนเองหรือหลบหลีกไปไหนได้ พวกเขาได้แต่หมอบลงและอาศัยศพของเพื่อนทหารที่ตายแล้วกำบังตนเองเอาไว้ มันคือภาพที่น่าเวทนาของทหารฝ่ายเหนือที่กำลังจะตายและตายไปแล้ว พวกเขาทั้งหน่วยกำลังจะถูกฝังโดยทหารฝ่ายใต้ที่กำลังฝังกลบพวกเขาด้วยอาวุธประจำกายนานาชนิด

ข่าวการเข้าตีของทหารฝ่ายเหนือถูกส่งไปยังกองบัญชาการของนายพลโรเบิร์ต อี ลี ผู้บัญชาการกองทัพฝ่ายใต้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามรบ เขาเร่งรุดให้ส่งกำลังเสริมที่แข็งแรงพร้อมรบเข้าไปเสริมกำลังและร่วมขับไล่ข้าศึกทันที นายพลลีสั่งการให้พลจัตวาวิลเลียม มาโฮน นำกำลังทหารฝ่ายใต้เคลื่อนพลระยะสองไมล์ครึ่ง มุ่งตรงไปยังด้านทิศตะวันตกของหลุมลึก นายพลมาโฮนนำกองพลน้อยจอร์เจียและ กองพลน้อยเวอร์จิเนียเข้าบดขยี้ทหารข้าศึกในหลุมมรณะนี้ทันที

กองพลน้อยเวอร์จิเนียตอกฝาโลงกองกำลังของนายพลเลสลีย์ ด้วยการปิดทางถอยของพวกเขาและสกัดกั้นการรุกเข้ามาเสริมของกองทหารผิวดำที่ถูกส่งเข้ามาช่วยทหารที่ติดอยู่ในหลุม การรบด้วยดาบปลายปืน มีด และมือเปล่าเกิดขึ้นไปทั่วบริเวณ แม้ว่าทหารทั้งหมดที่กำลังห้ำหั่นกันอยู่นั้นจะพูดภาษาเดียวกัน แต่คำร้องขอชีวิตที่เปล่งออกมาดูจะไม่มีประโยชน์ใดๆในวันนั้นเลย การฆ่าด้วยทุกๆ วิธีที่มนุษย์จะทำต่อกันได้เกิดขึ้นให้เห็นไปทั่วบริเวณสนามรบ เลือดสีแดงฉานจากร่างของทหารนับร้อยที่ไหลรินออกมา เปลี่ยนผืนดินในหลุมระเบิดทั้งหมดให้กลายเป็น 'บึงโลหิต' การฆ่าและสังหารหมู่มนุษย์ดำเนินต่อไปจนกระทั่งเวลา 13.30 นาที จึงยุติ

เมื่อการรบยุติลง ทหารฝ่ายเหนือบาดเจ็บ เสียชีวิต ถูกจับ และสูญหายไปในการรบครั้งนี้จำนวนกว่า 3,800 นาย ในขณะที่ฝ่ายใต้บาดเจ็บ เสียชีวิต ถูกจับ และสูญหายไปในการรบครั้งนี้จำนวน 1,400 นาย ในจำนวนนี้รวมถึงทหารที่เสียชีวิตจากการระเบิด มันเป็นความพ่ายแพ้อย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นของทหารฝ่ายเหนือ ที่ต่างก็คิดว่าพวกเขาจะสามารถเอาชัยในศึกนี้ได้อย่างง่ายดาย และไม่คิดว่าระเบิดที่พวกเขาระเบิดมันขึ้นมาเพื่อสังหารข้าศึก จะกลับย้อนมาสังหารพวกเขาเช่นกัน.


เรื่อง : ปัญญาณัฏฐ์ ณัธญาธรนินน์
ภาพ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข


อ้างอิง

https://www.battlefields.org/learn/civil-war/battles/petersburg
https://www.battlefields.org/learn/civil-war/battles/crater
https://www.essentialcivilwarcurriculum.com/the-battle-of-the-crater.html
https://www.history.com/this-day-in-history/battle-of-petersburg-begins
https://www.petersburgva.gov/478/The-Crater