Inventions That Changed the World

'ธนูวัสดุผสม' ยอดศาสตราวุธแห่งชนเผ่าเร่ร่อน

Quick Facts

ในบรรดาอาวุธทั้งหมดที่มนุษย์ได้สรรค์สร้างขึ้นมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์นั้น 'ธนู (Bows)' นับเป็นอาวุธที่แสดงถึงนวัตกรรมระดับก้าวกระโดดครั้งสำคัญของมนุษยชาติ ด้วยการนำท่อนไม้ที่เหลากลึงจนได้รูปมาขึงด้วยสายที่ถักขึ้นจากใยของเปลือกไม้หรือแม้แต่เครื่องในของสัตว์ ก่อนนำมาใช้ร่วมกับลูกศรที่เป็นกิ่งไม้แหลมที่เหลาจนเรียว ประดับด้วยแพนหางจากขนปีกนก เพื่อให้ลูกศรสามารถพุ่งได้ไกลและรักษาการทะยานตัวอย่างคงที่
มนุษย์สามารถใช้อาวุธชนิดนี้ในการโจมตีจากระยะที่ปลอดภัยจากสัตว์ที่ออกล่า หรือแม้แต่ใช้ต่อกรกับมนุษย์ที่เป็นศัตรูของตนเอง โดยใช้กำลังที่น้อยกว่าการขว้างหอกหรือปาหินเข้าใส่เป้าหมาย ทว่าได้ผลการโจมตีที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่มนุษย์เริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเป็นนักล่าที่เร่ร่อนตามฝูงสัตว์ป่าขนาดใหญ่ในยุคบรรพกาล กลายมาเป็นสังคมกสิกรรมที่ทำการเพาะปลูกและเลี้ยงฝูงปศุสัตว์ ที่ลงหลักปักฐานอย่างถาวรตามแหล่งที่ราบลุ่มตามแนวชายฝั่งแม่น้ำสายใหญ่อุดมสมบูรณ์นั่นเอง กลับยังมีมนุษย์อีกพวกหนึ่งที่ยังคงเลือกใช้วิถีชีวิตเป็นชนเผ่าเร่ร่อน (Nomadic) ในเขตภูมิภาคยูเรเซียตอนบน (Upper Eurasia) สืบต่อไป โดยมนุษย์กลุ่มนี้จะทำการพัฒนาธนูให้มีอานุภาพการยิงที่ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม ด้วยการให้กำเนิด 'ธนูวัสดุผสม (Composite bow) '



สำหรับความเป็นมาของธนูวัสดุผสมนั้น สันนิษฐานได้ว่าน่าจะถืออุบัติขึ้นเมื่อราว 4,000 ปีก่อนโดยชนเผ่าเร่ร่อนในแถบยูเรเซียหรือเอเชียกลางตอนบน กรรมวิธีในการสร้างธนูวัสดุผสมคือ การนำวัสดุในธรรมชาติอย่างเขาสัตว์ (Horn) มาหั่นฝานเป็นแผ่นแล้วประกบเข้ากับไม้ด้วยกาวหนังสัตว์ จากนั้นก็ยังนำเส้นเอ็น (Sinews) จากข้อพับขาของสัตว์มาตากแห้งแล้วจึงทุบให้เป็นฝอย จากนั้นนำไปชุบในกาวหนังมาทาเคลือบไว้อีกชั้นหนึ่ง สุดท้ายนำไปผึ่งหรือบ่มเก็บไว้จนแห้งสนิท จนทำให้ธนูชนิดนี้มีความยืดหยุ่นตัวสูง และมีอำนาจการยิงที่รุนแรงและทรงพลังยิ่งกว่าธนูทั่วไปที่เป็นเพียงธนูเนื้อล้วน (Self bow) และยังถูกเรียกในอีกชื่อว่า 'ธนูเขาสัตว์ (Horn bow)' ไปโดยปริยาย 

แม้ว่าเราจะไม่อาจระบุได้ว่าอะไรคือเหตุหรือเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เหล่าชนเผ่าเร่ร่อนแห่งยูเรเซียพัฒนาธนูลักษณะนี้ขึ้นมาได้ แต่เนื่องจากพวกเขาก็ยังเป็นมนุษย์กลุ่มแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการจับม้าป่า (wild horse) มาฝึกเป็นสัตว์พาหนะได้ จึงทำให้ธนูวัสดุผสมจึงกลายมาเป็นอาวุธคู่ใจหรือสัญลักษณ์ของเหล่านักรบบนหลังม้าจากยูเรเซียมานับตั้งแต่นั้น และเมื่อบรรดาชนเผ่าเร่ร่อนเหล่านี้ได้เริ่มทำศึกแผ่ขยายอิทธิพลของตนเองไปทั่วทั้งภูมิภาคยูเรเซียด้วยแล้ว ทำให้โลกแห่งอารยธรรมได้รู้จักพลังอำนาจการยิงอันน่ายำเกรงของธนูวัสดุผสมของกองทหารม้าเผ่าเร่ร่อนเหล่านี้ 
 

  
อย่างเช่นกรณีการรุกรานอาณาจักรอียิปต์ของพวกฮิกซอส (Hyksos) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนอันลึกลับจากภูมิภาคเอเชียตะวันตก (Western asia) เมื่อ 1650 ปีก่อนคริสตกาล ไม่เพียงแต่จะทำให้อาณาจักรอียิปต์อันยิ่งใหญ่ต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของอนารยชนเหล่านี้อย่างยาวนานกว่าสองศตวรรษเท่านั้น แต่เมื่อพวกอียิปต์ลุกฮือขับไล่พวกฮิกซอสออกไปได้แล้ว กองทัพอียิปต์จึงได้หันมาใช้ธนูวัสดุผสม พร้อมกับจัดตั้งกองรถรบ (Chariot) และกองทหารม้าแบบเดียวกับผู้รุกรานต่างชาติเหล่านี้ จากนั้นพวกอียิปต์จึงได้ถือโอกาสเปิดฉากทำสงครามแผ่ขยายดินแดนออกจากทวีปแอฟริกา ด้วยการบุกเข้าไปยึดครองดินแดนในแถบภูมิภาคเลอวองต์ (Levant) หรือแนวชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกทั้งหมด จนกลายมาเป็นหนึ่งในชาติมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลางโบราณเลยทีเดียว
 
ในห้วงเวลาอันใกล้เคียงกันนั้น พวกอินโด - อิหร่าน (Indo - iranian) หรือที่เรียกกันในชื่อว่า 'อารยัน (arayan)' ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนจากทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตอนเหนือของอิหร่านก็ได้เข้ารุกรานและยึดครองอนุทวีปอินเดียทางตอนเหนือเมื่อช่วงปี 1500 ก่อนคริสตกาล ซึ่งการรุกรานของบรรดาชนเผ่าเร่ร่อนโบราณเหล่านี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เหล่านครรัฐต่างๆในอินเดียเริ่มหันมาใช้ม้าเป็นสัตว์พาหนะ มีรถศึกใช้ประจำการในกองทัพเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนผ่านจากยุคสำริด (Bronze age) ให้กลายมาเป็นยุคเหล็ก (Iron age) อีกด้วย กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ 'ยุคพระเวท (Vrdic age)' อันเป็นยุคแห่งประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของอินเดียด้วย 
 
นอกจากนี้ยังมีชนเผ่าเชื้อสายอินโด - ยูโรเปียน (indo - european) จากที่ราบสูงเทือกเขาอัลไตได้ทำสงครามแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกทิศทาง โดยชาวกรีกจะเรียกขานนามของเหล่านักรบบนหลังม้าจากเอเชียกลางพวกนี้ว่า 'ไซเธียน (Scythian)' ซึ่งพวกไซเธียนนี้ก็จะนำวัฒนธรรมการรบและโดยเฉพาะการยิงธนูบนหลังม้าไปเผยแพร่ทั่วทั้งดินแดนในยุโรปตะวันออก เอเชียตะวันออกกลาง หรือแม้แต่ไปจนถึงภูมิภาคเอเชียตะวันออกอีกด้วยเช่นกัน
  

 
สำหรับดินแดนทางตะวันออกนั้นก็ได้รับผลกระทบจากเหล่าทหารม้าชนเผ่าเร่ร่อนไม่ต่างกัน โดยบรรดาชนเผ่าเร่ร่อนกลุ่มต่างๆทั้งจากทุ่งหญ้าสเตปป์ทางตะวันตกที่เรียกว่า 'ซยฺงหนู (Xiongnu)' และกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนในมองโกเลีย (Mongolia) ที่ชาวจีนเรียกว่าเป็นพวก 'ตงหู' หรือ 'คนเถื่อนแดนตะวันออก' ได้เปิดฉากเข้ารุกรานดินแดนหัวเซี่ย (Huaxia) หรือประเทศจีนในยุคโบราณหลายระลอก จนทำให้เหล่านครรัฐของชาวจีนทางเหนือเริ่มทำการปรับตัวด้วยการจัดตั้งกองทหารม้าและเรียนรู้กลยุทธแบบพวกชนเผ่าเร่ร่อนเหล่านี้อีกด้วย โดยกษัตริย์ผู้มีนามว่า อู่หลิงหวางแห่งแคว้นเจ้า (King Wuling of Zhao) ได้ทรงทำการปฏิรูปกองทัพด้วยจัดตั้งกองทหารม้าและใช้ธนูวัสดุผสมหรือธนูเขาสัตว์แทนธนูไม้ล้วนที่เคยใช้สืบต่อกันมาด้วย จนทำให้กองทหารม้าแห่งแคว้นเจ้ากลายมาเป็นหนึ่งในกองทหารม้าที่แข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน และได้ทำให้ธนูเขาสัตว์กลายมาเป็นยุทโธปกรณ์หลักในกองทัพจีนนับแต่นั้นเป็นต้นมา ทั้งยังนำมาพัฒนาต่อยอดใช้ร่วมกับ หน้าไม้ (crossbow) ของตนด้วย จนทำให้หน้าไม้ของจีนกลายเป็นหน้าไม้ที่ทรงอานุภาพที่สุดในโลกยุคโบราณ ด้วยการรับภูมิปัญญาการสร้างคันยิงด้วยวัสดุผสมนั่นเอง
 
ผลจากการรุกรานของเหล่าชนเผ่าเร่ร่อนยูเรเซียจึงส่งผลให้ธนูเขาสัตว์ได้กลายมาเป็นอาวุธยิงหลักในโลกแห่งอารยธรรมไปโดยปริยาย แต่ถึงกระนั้นการรุกรานของเหล่าอนารยชนก็ยังมิได้สิ้นสุดลงเสียทีเดียว หากแต่ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นและทำให้เรื่องราวของธนูวัสดุผสมกลายเป็นที่เลื่องลือในประวัติศาสตร์มากยิ่งขึ้น 
 
อย่างเช่น ยุทธการคาเรห์ (Battle of Carrahe) เมื่อปีที่ 53 ก่อนคริสตกาล ระหว่างทัพม้าปาร์เธียน (Parthian) 10,000 ที่สามารถเอาชนะกองทัพโรมันที่มีกำลังพล 40,000 ด้วยการส่งกองทหารม้าเข้าระดมยิงอย่างต่อเนื่องจนพินาศไปทั้งทัพ หรือยุทธการแมนซีเคิร์ท (Battle of Manzikert) ในปี ค.ศ.1071 ที่กองทัพม้าเซลจุค (Seljuk turk) 30,000 สามารถบดขยี้กองทัพไบแซนไทน์ขนาด 40,000 - 50,000 นายลงได้โดยที่แทบไม่บอบช้ำ ด้วยการใช้กองทหารม้าธนูไประดมยิงในลักษณะพลางสู้พลางถอย (Hit and run) จนทำให้กองทัพศัตรูเหนื่อยล้าและถูกรุมสกรัมในภายหลัง 
  
  

และที่ไม่อาจไม่เอ่ยถึงได้คือ ยุทธการแม่น้ำคัลก้า (Battle of Kalka river) ของกองทัพมองโกล (Mongol) กับกองทัพพันธมิตรนครรัฐแห่งรัสเซียในปี ค.ศ. 1223 นั้น ฝ่ายมองโกลก็ควบม้าเข้าไประดมยิงธนูใส่กองทหารราบรัสเซียในระยะเผาขนจนแตกพ่ายยับเยินด้วยเช่นกัน และด้วยชัยชนะในคราวนั้นได้เป็นการเปิดทางให้พวกมองโกลเข้าครอบครองแผ่นดินรัสเซียเป็นเวลานานกว่าสองศตวรรษเลยทีเดียว แม้แต่ในยุคแห่งดินปืน (gunpowder) ก็ตาม กองทัพออตโตมานเติร์ก (Ottoman empire) ก็ยังคงใช้ธนูวัสดุผสมควบคู่กับอาวุธดินปืนอย่างปืนไฟชนิดต่างๆสืบต่อมา จนกลายเป็นที่ครั่นคร้ามของเหล่าประชาชาติยุโรปด้วยเหมือนกัน
 

 
ทั้งหมดที่กล่ามานี้แสดงให้เห็นว่า ธนูวัสดุผสมจึงมิใช่เพียงอาวุธชั้นยอดของอนารยชนเท่านั้น หากแต่ควรถูกนับว่าเป็นหนึ่งในอาวุธที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติด้วยเช่นกัน.

เรื่อง : ภาสพันธ์ ปานสีดา
ภาพ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

\\\\\\\\