Ancient Civilizations

เปิดตำนานโรคระบาดในดินแดนแห่งฟาโรห์

ท่ามกลางวิกฤติเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดและส่งผลกระทบไปทั่วโลก จนหลายคนต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเพื่อหลบเลี่ยงความเสี่ยงที่จะติดเชื้อเช่นนี้ คงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทบทวนถึงเรื่องราวของ ‘โรคระบาด’ ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อหลายพันปีที่ผ่านมา
.
ในปัจจุบัน แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวล้ำนำสมัย ทว่าเราก็ยังมีโอกาสประสบพบเจอ ‘โรคใหม่’ ที่ยังไร้ซึ่งหนทางรักษาได้เช่นกัน แล้วถ้าย้อนกลับไปในอดีตเมื่อหลายพันปีก่อน ที่การแพทย์ยังเป็นเพียงแค่การใช้สมุนไพร ผสมผสานความเชื่อทางด้านเวทมนตร์ อย่างเช่นวิธีการรักษาของชาวอียิปต์โบราณบ้างล่ะ
.
พวกเขาจะเคยเผชิญหน้ากับโรคระบาดร้ายแรงจนมีผู้เสียชีวิตรายวันเช่นนี้บ้างหรือไม่? ครั้งนี้เราจะไปดูกันว่าหลักฐานทางโบราณคดีที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบในอาณาจักรอียิปต์จะให้ข้อมูลเราเกี่ยวกับ ‘โรคระบาด’ ในดินแดนแห่งฟาโรห์เอาไว้เช่นไรบ้าง…
.
นักอียิปต์วิทยาค้นพบ ‘ปาปิรัสทางการแพทย์’ หลากหลายฉบับที่อธิบายวิธีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นอาการเจ็บป่วยธรรมดาที่ไม่ได้เข้าข่ายโรคติดต่อร้ายแรง เหมือนเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เราต้องเฝ้าระวังจนบางครั้งก็ระแวงกันทุกวันนี้
.
อาการที่ระบุเอาไว้ในปาปิรัสส่วนใหญ่มักจะกล่าวถึงโรคที่เกิดกับอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการผ่าตัดและอาการเจ็บป่วยทั่วไป อย่างไรก็ตาม ปาปิรัสทางการแพทย์บางฉบับอธิบายถึงอาการของโรคไว้ด้วย และอาการของโรคบางชนิดที่ปาปิรัสเขียนเอาไว้ก็มีความคล้ายคลึงกับอาการของโรคติดต่อที่เราคุ้นเคยกันดีในปัจจุบัน
.
แต่ก่อนจะไปคลี่ม้วนปาปิรัสเพื่อสืบเสาะหาอาการของโรคระบาดที่ถูกบันทึกเอาไว้ เรามาดูประวัติศาสตร์ของโรคระบาดในยุคโบราณที่โดดเด่นกันก่อน เพราะบางโรคเคยส่งผลกระทบมาถึงดินแดนของชาวอียิปต์โบราณด้วยเช่นกัน
.
ตามหลักประวัติศาสตร์ตะวันตก ‘ยุคโบราณ’ สิ้นสุดลงหลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมันตะวันตก ในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 นักประวัติศาสตร์บางท่านเสนอว่าบางทีหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อำนาจของจักรวรรดิโรมันตะวันตกลดน้อยถอยลง คือโรคระบาดที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างค.ศ. 250 ถึง 271 อันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘โรคระบาดซีเปรียน’ (Cyprian Plague) ยิ่งไปกว่านั้น นักอียิปต์วิทยายังค้นพบหลักฐานว่าโรคระบาดซีเปรียนนี้อาจจะเคยเล่นงานชาวอียิปต์โบราณในดินแดนแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ด้วยก็เป็นได้
.
ซีเปรียน คือชื่อของบิชอปแห่งคาร์เธจ (Carthage) ในประเทศตูนิเซีย ผู้บันทึกถึงโรคระบาดครั้งร้ายแรงซึ่งแพร่กระจายไปทั่วดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเปรียบเทียบเอาไว้อย่างเห็นภาพว่านี่คือสัญญาณที่บ่งบอกถึง ‘วันอวสานของโลก’ (End of the World) เลยทีเดียว
.
ถ้าว่ากันตามบันทึกทางประวัติศาสตร์แล้ว (ซึ่งไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่ชัดเจนมาสนับสนุน) โรคระบาดซีเปรียนร้ายแรงถึงขั้นคร่าชีวิตชาวโรมันได้มากถึงวันละ 5 พันศพ!! บิชอปซีเปรียนได้กล่าวถึงอาการของโรคนี้เอาไว้ว่ามันจะทำให้ “ลำไส้สั่นระริก, อาเจียนไม่หยุด, มีดวงตาดุจเปลวเพลิงด้วยเลือดที่สูบฉีด”
.

บิชอปซีเปรียนแห่งคาร์เธจ
ผู้บันทึกถึงโรคระบาดที่เชื่อว่าเป็น ‘วันอวสานของโลก’ เอาไว้
เครดิตภาพ https://www.johnsanidopoulos.com/2019/09/holy-hieromartyr-cyprian-bishop-of.html
.
นอกจากบันทึกทางประวัติศาสตร์จะระบุว่าโรคนี้คร่าชีวิตชาวโรมันวันละ 5 พันคนแล้ว นักประวัติศาสตร์บางท่านยังเสนอว่า โรคระบาดซีเปรียนยังคร่าชีวิตจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรมันตะวันตกสองพระองค์ คือ จักรพรรดิโฮสติเลียน (Hostilian) เมื่อปี 251 และจักรพรรดิเกลาดิอุส ที่ 2 กอทิกุส (Claudius II Gothicus) ในปี 270 ด้วย
.
นี่จึงทำให้นักประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งเสนอว่า จักรวรรดิโรมันตะวันตกอาจจะค่อย ๆ อ่อนแอลงจากผลกระทบของโรคระบาดซีเปรียนนั่นเอง
.
คำถามต่อไปคือ แท้ที่จริงแล้ว โรคระบาดซีเปรียนคือโรคอะไรกันแน่ จะร้ายแรงกว่าโควิด-19 หรือไม่ แล้วอียิปต์โบราณได้รับผลกระทบจากโรคระบาดด้วยหรือเปล่า?
.
จากการวิเคราะห์หลักฐานของนักประวัติศาสตร์พบว่า อาการของโรคระบาดซีเปรียนนี้มีความคล้ายคลึงกับฝีดาษ (Smallpox) หรือไม่ก็อาจจะเป็นโรคหัด (Measles) แต่น่าเสียดายที่ยังไม่มีใครสามารถชี้ชัดชื่อโรคที่แท้จริงของเหตุการณ์นั้นได้
.
สิ่งที่น่าสนใจก็คือเมื่อปี 2014 ทีมนักอียิปต์วิทยาที่ขุดค้นทางฝั่งตะวันตกของเมืองลักซอร์ (Luxor) ประเทศอียิปต์ ค้นพบกับอาคารพิธีศพของชาวไอยคุปต์ชื่อ ‘ฮาร์วา’ (Harwa) และ ‘อัคอิเมนรู’ (Akhimenru) ระบุอายุได้ราวศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล
.
สิ่งที่นักอียิปต์วิทยาให้ความสนใจคือ ศพจำนวนหนึ่งถูกฝังอย่างเร่งรีบเอาไว้ภายใต้ปูนขาว (Lime) ชั้นหนา ซึ่งปกติชนโบราณใช้ปูนขาวเพื่อฆ่าเชื้อโรค ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการค้นพบหลักฐานของกองไฟขนาดใหญ่ที่มีชิ้นส่วนศพมนุษย์เกลื่อนกลาดอยู่ในบริเวณนั้น
.

กองไฟขนาดใหญ่และกระดูกจากคริสต์ศตวรรษที่ 3 ในเมืองลักซอร์
ที่อาจจะเป็นเหยื่อของโรคระบาดซีเปรียน
เครดิตภาพ https://www.history.com/news/ancient-plague-victims-found-in-egypt
.
โชคดีที่นักอียิปต์วิทยาค้นพบเตาเผาโบราณ 3 แห่งที่เคยใช้ผลิตปูนขาวและเครื่องปั้นดินเผา จากการตรวจสอบพบว่าเครื่องปั้นดินเผามีรูปแบบสอดคล้องกับยุคคริสต์ศตวรรษที่ 3 นั่นหมายความว่าศพที่ถูกเผาในกองไฟเหล่านี้ก็น่าจะมาจากช่วงเวลาเดียวกัน
.
นักอียิปต์วิทยาจึงตีความว่า ศพจากเมืองลักซอร์ที่ถูกเผาในกองไฟนี้อาจจะเป็นเหยื่อของโรคระบาดบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น นำไปสู่สมมติฐานว่า บางทีพวกเขาอาจจะเป็นเหยื่อของโรคระบาดซีเปรียน ที่แพร่กระจายไปทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนก็เป็นได้
.
น่าเสียดายที่ศพเหล่านี้ไม่สามารถนำมาตรวจสอบ DNA เพื่อสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมได้อีกต่อไป เรื่องราวของโรคระบาดซีเปรียนในดินแดนอียิปต์โบราณจึงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้
.
ย้อนกลับไปก่อนยุคของโรคระบาดซีเปรียน อีกหนึ่งโรคระบาดที่ได้รับการบันทึกเอาไว้เป็นครั้งแรก ๆ คือ ‘โรคระบาดเอเธนส์’ (Plague of Athens) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงราว 430 ปีก่อนคริสตกาล และมีข้อมูลว่า ส่งผลกระทบต่อชาวไอยคุปต์ด้วยเช่นกัน แต่บันทึกเกี่ยวกับโรคนี้มาจากเอกสารของทิวซิดิดีส (Thucydides) เป็นหลัก ไม่พบข้อมูลที่ชัดเจนจากหลักฐานทางโบราณคดีในดินแดนอียิปต์ว่า พวกเขาได้รับผลกระทบจริงแท้แค่ไหนกัน
.
โรคระบาดดึกดำบรรพ์ที่เก่าแก่ที่สุด เท่าที่มีหลักฐานชัดเจนทั้งจากเอกสารทางการแพทย์ของชาวอียิปต์โบราณ รวมถึงหลักฐานทางโบราณคดีจากดินแดนของชาวไอยคุปต์ด้วยก็คือ ‘กาฬโรค’ (Bubonic Plague) ซึ่งอาจจะเคยเกิดขึ้นที่เมืองอมาร์นา (Amarna) เมืองหลวงของฟาโรห์นอกรีต ‘อัคเคนาเตน’ (Akhenaten) ในช่วงราว 1,350 ปีก่อนคริสตกาล
.

ภาพจำลองเมืองอมาร์นาของฟาโรห์นอกรีต ‘อัคเคนาเตน’
นักอียิปต์วิทยาพบว่า ในอดีตอาจจะเต็มไปด้วยตัวหมัดซึ่งเป็นพาหะนำกาฬโรค
เครดิตภาพ http://perankhgroup.com/palaces.htm
.
แต่ถึงอย่างนั้น ปาปิรัสทางการแพทย์ชื่อว่า ปาปิรัสอีเบอรส์ (Ebers Papyrus) อายุราว 1,500 ปีก่อนคริสตกาล กลับบอกข้อมูลเป็นนัยว่า กาฬโรคอาจจะมีในอียิปต์โบราณมาก่อนหน้านั้นเนิ่นนานแล้ว
.
ปาปิรัสอีเบอร์สกล่าวถึงอาการของโรคที่จะ ‘...ทำให้เกิดฝีมะม่วง, น้ำหนองแข็งเป็นหิน...’ ส่วนปาปิรัสทางการแพทย์อีกฉบับหนึ่งชื่อ ปาปิรัสเฮิรสต์ (Hearst Papyrus) ระบุอาการของโรคชนิดหนึ่งที่พวกเขาเรียกว่า ‘อาการป่วยเคนาไนต์’ (Canaanite Illness) เอาไว้ว่า ‘...ร่างกายจะเต็มไปด้วยจุดสีดำ...’  ทำให้นักอียิปต์วิทยาเสนอว่า บางทีโรคที่ปาปิรัสอีเบอร์ส และปาปิรัสเฮิร์ตส์เขียนเอาไว้อาจจะสื่อถึงกาฬโรคก็เป็นได้!!
.

ปาปิรัสอีเบอรส์ มีเนื้อหาส่วนหนึ่งอธิบายอาการผิดปกติที่คล้ายคลึงกับกาฬโรค
เครดิตภาพ https://egypt-museum.com/post/169818095581/the-ebers-papyrus
.
เมื่อปี 2004 นักอียิปต์วิทยาค้นพบหลักฐานของหมัดหนู (Rodent Flea) ซึ่งเป็นพานะนำเชื้อแบคทีเรีย เยอร์ซีเนีย เพสติส (Yersinia Pestis) อันเป็นสาเหตุของกาฬโรคปรากฏอยู่ทั่วไปในเมืองอมาร์นา แต่ถึงอย่างนั้นนักอียิปต์วิทยาก็ยังไม่เคยค้นพบหลักฐานการระบาดครั้งใหญ่ของกาฬโรค ในเมืองอมาร์นา หรือในเมืองอื่นใดของอียิปต์โบราณมาก่อนเลย
.
มีเพียงแค่หลักฐานที่คลุมเครือของอาการในปาปิรัสทางการแพทย์เท่านั้น ที่พอจะบอกได้ว่ากาฬโรคอาจจะเคยเกิดขึ้น เพียงแค่มันไม่เคยถูกบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจน อีกหนึ่งทฤษฎีน่าคิดที่นักอียิปต์วิทยาได้เสนอเอาไว้ก็คือ บางทีกาฬโรคที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรป อาจจะมีต้นกำเนิดมาจากพาหะนำโรคอย่าง “หนู” จากอาณาจักรอียิปต์ ซึ่งอาศัยอยู่บนเรือสินค้าที่ล่องไปทั่วทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนี่เอง
.
.
เรื่อง: ณัฐพล เดชขจร
ภาพประกอบ: เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.
อ้างอิง
 
หนังสือ: A History of Disease in Ancient Times: More Lethal than War โดย Philip Norrie
 
https://www.ancient.eu/article/992/plague-of-cyprian-250-270-ce
 
https://www.history.com/news/ancient-plague-victims-found-in-egypt
 
https://www.history.com/topics/middle-ages/pandemics-timeline
 
https://www.livescience.com/46335-remains-of-ancient-egypt-epidemic-found.html
 
https://www.nationalgeographic.com/news/2004/3/bubonic-plague-traced-to-ancient-egypt
.
.
//////////