Armies Weapons and Warfare

ปีนหน้าผาหาปืนใหญ่ ภารกิจไต่ระห่ำนรกของกองพันเรนเจอร์ที่ 2

Quick Facts

+ วันที่ 6 มิถุนายน 1944 ฝ่ายสัมพันธมิตรเริ่มปฏิบัติบัติการยกพลขึ้นบกที่หาดโอมาฮาและหาดยูทาห์ เพื่อบุกโจมตีแคว้นนอร์มังดี ที่เยอรมันยึดครอง
+ กองทัพเยอรมันตั้งฐานยิงปืนใหญ่บริเวณหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อก ระหว่างหาดโอมาฮาและหาดยูทาห์ ฐานยิงแห่งนี้จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ชี้เป็นชี้ตาย
+ หน่วยรบ 'เรนเจอร์' ของสหรัฐอเมริกา ได้รับภารกิจสุดหิน นั่นคือ ‘ทำลายฐานปืนใหญ่เยอรมันบนหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อก’ ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาสูง 30 เมตร และมีป้อมปราการและทหารคอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา
ปวงต์ ดูว์ อ็อก (Pointe du Hoc) เป็นแหลมที่ยื่นออกไปกลางทะเล มีหน้าผาสูงประมาณ 30 เมตร ตั้งตระหง่านเหนือชายหาด ณ จุดนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพช่องแคบอังกฤษได้ชัดเจน ปวงต์ ดูว์ อ็อกตั้งอยู่ในแคว้นนอร์มังดี ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส
.
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แห่งนี้เป็นสมรภูมิสำคัญ ระหว่างกองทัพพันธมิตรและเยอรมัน เนื่องจากปวงต์ ดูว์ อ็อกตั้งอยู่กึ่งกลาง ระหว่างชายหาดสำคัญที่ฝ่ายพันธมิตรจะยกพลขึ้นบก ได้แก่หาดโอมาฮา และหาดยูทาห์  ช่วงที่กองทัพเยอรมันยึดครองประเทศฝรั่งเศส พวกเขาได้เปลี่ยนหน้าผาริมทะเลแห่งนี้เป็นป้อมปราการคอนกรีตเสริมเหล็ก ซึ่งแน่นขนัดไปด้วยป้อมปืนใหญ่ ป้อมปืนกล รั้วลวดหนาม เพื่อตั้งรับการบุกของฝ่ายพันธมิตรที่อาจเกิดขึ้นทุกเมื่อ


ภาพวาดหน่วยเรนเจอร์กำลังจู่โจมปวงต์ ดูว์ อ็อก
เครดิตภาพ: https://havokjournal.com/culture/military/the-boys-of-pointe-du-hoc-rangers-lead-the-way/
.

ภาพถ่ายทางอากาศ แสดงที่มั่นเยอรมันบนหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อก ขณะถูกทิ้งระเบิด
เครดิตภาพ: https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Preinvasion_bombing_of_Pointe_du_Hoc.jpg
.
ทหารเยอรมันที่ประจำการ ณ จุดนี้ มั่นใจมากว่า ไม่มีข้าศึกหน้าไหนหาญกล้าปีนหน้าผาสูง 30 เมตร ขึ้นมาต่อสู้พวกเขาได้ แต่เช้าตรู่วันที่ 6 มิถุนายน 1944 ทหารอเมริกันสังกัดกองพันเรนเจอร์ที่ 2 (2nd Ranger Battalion) ทำให้พวกเยอรมันได้รู้ว่า…พวกเขาคิดผิด
.
ต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในเดือนมิถุนายน 1940 กองทัพเยอรมันยึดครองประเทศฝรั่งเศส และเตรียมข้ามช่องแคบเพื่อพิชิตอังกฤษ ปวงต์ ดูว์ อ็อก คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพราะอยู่บริเวณช่องแคบอังกฤษ ตั้งประจันหน้ากับดินแดนข้าศึกอีกฝากหนึ่ง
.
กองทัพเยอรมันต้องสร้างปราการ เพื่อป้องกันข้าศึกที่ 'บังอาจ' บุกเข้ามา โดยเฉพาะพวก ‘คอมมานโด’ จากอังกฤษ ที่อาจข้ามช่องแคบมาก่อความเสียหาย และหลบหนีกลับไป นี้คือที่มาของการก่อสร้างครั้งใหญ่ ตั้งแต่จุดเหนือสุดที่นอร์เวย์ ไล่ลงมาตามแนวชายฝั่งของเดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ จรดพรมแดนฝรั่งเศส-สเปน มันคือ ‘กำแพงแอตแลนติก’ (Atlantic Wall) ป้อมปราการหยุดยั้งการบุกทางทะเลจากข้าศึก การก่อสร้างครั้งนี้ควบคุมโดย จอมพลเออร์วิน รอมเมิล แม่ทัพผู้เป็นตำนาน
.
บริเวณ ปวงต์ ดูว์ อ็อก เป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบของกองพลทหารราบที่ 352 (352. Infanterie-Division) ของเยอรมัน กองพลนี้วางกำลังตามแนวยาวชายหาดนอร์มังดี มีหน่วยขึ้นตรงต่อกองพล คือ กรมทหารราบที่ 914 (914. Grenadier-Regiment) คอยดูแลพื้นที่บริเวณนี้ ปวงต์ ดูว์ อ็อกจึงมีทั้งกำลังทหาร ป้อมปราการ และหน้าผาสูงชันเป็นปกป้องชายฝั่งอย่างแน่นหนา
.
แต่ฝ่ายพันธมิตรไม่ได้กังวลสิ่งนี้ เพราะมีสิ่งที่อันตรายต่อการยกพลขึ้นบกมากกว่า คือ ปืนใหญ่รักษาฝั่งขนาด 155 มิลลิเมตร แบบ Canon de 155mm GPF เดิมปืนใหญ่เหล่านี้เป็นของกองทัพฝรั่งเศส มีจำนวนกว่า 450 กระบอก เมื่อเยอรมันพิชิตฝรั่งเศสได้ พวกเขานำปืนใหญ่เหล่านี้ไปใช้ในสมรภูมิต่างๆ โดยบรรจุและจัดกำลังเป็น ‘กองพันปืนใหญ่หนัก’ เพื่อยิงสนับสนุนการรบแก่ทหารเยอรมัน
.

ปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร แบบ Canon de 155mm GPF
เครดิตภาพ: http://www.passioncompassion1418.com/Canons/Eng_AfficheCanonGET.php?IdCanonAffiche=483
.
ในการรบที่นอร์มังดี เยอรมันนำปืนใหญ่รุ่นนี้จำนวน 6 กระบอก ไปตั้งฐานยิงที่ปวงต์ ดูว์ อ็อก ซึ่งอยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างหาดโอมาฮากับหาดยูทาห์ หาดสำคัญสองแห่งที่ทหารอเมริกันยกพลขึ้นบก ฐานยิงนี้จะกลายเป็นฝันร้ายของทหารอเมริกันทันที ถ้าปืนใหญ่พวกนี้ระดมยิงใส่ทหารขณะกำลังลุยน้ำขึ้นหาด การสถาปนาหัวหาดจะเกิดขึ้นไม่ได้ ตราบใดที่เสียงปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรของเยอรมันยังคงแผดเสียงคำราม ฝ่ายอเมริกันจำต้องจัดกำลังเพื่อบุกทำลายปืนใหญ่เหล่านี้ให้จงได้
.
ปี 1942 ขณะพลตรีลูเชียน คิง ทรัสคอท เจอาร์. (Lucian King Truscott Jr.) แห่งกองทัพสหรัฐฯ ดำรงตำแหน่งนายทหารประสานงานที่ประเทศอังกฤษ เขาเสนอพลเอกจอร์จ แค็ทเล็ทท์ มาร์แชล เจอาร์. (George Catlett Marshall Jr.) ว่า กองทัพสหรัฐอเมริกาควรจัดตั้งหน่วยทหารแบบเดียวกับ ‘หน่วยคอมมานโดอังกฤษ’ ข้อเสนอของทรัสคอทได้รับการอนุมัติ และมีการสถาปนากองพันเรนเจอร์จำนวน 5 กองพัน ขึ้นในยุทธภูมิยุโรป ประกอบด้วยกองพันเรนเจอร์ที่ 1, 2, 3, 4 และ 5 ส่วนกองพันเรนเจอร์ที่ 6 จะวางกำลังในยุทธภูมิแปซิฟิก
.

อเมริกันเรนเจอร์ (ขวา) กับครูฝึกชาวอังกฤษ (ซ้าย) ในการฝึกใช้ดาบปลายปืน
เครดิตภาพ: https://www.defensemedianetwork.com/stories/col-william-o-darby-the-ranger-who-led-the-way/
.
เรนเจอร์ (ranger) คือ หน่วยทหารราบอาวุธเบา ที่ได้รับการฝึกพิเศษตามหลักสูตรฝึกคอมมานโดอังกฤษ พวกเขาเข้าค่ายฝึกอย่างหนักนาน 6 สัปดาห์ เพื่อเรียนรู้หลักสูตรต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับปฏิบัติการ นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรการฝึกในเขตไฮแลนด์ส (Highlands) ของสกอตแลนด์ โดยมุ่งเน้นการออกกำลังกาย การเดินทางไกล การฝึกอาวุธ การอ่านแผนที่เข็มทิศ การปีนเขา การดำเนินกลยุทธ์ของหน่วยรบขนาดเล็ก การเข้าตี และการถอนกำลังทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน พวกเขายังฝึกการปีนเขา และฝึกทำการรบในภูมิประเทศต่างๆ อีกด้วย
.
หลังฝึกสำเร็จ มีเรนเจอร์อเมริกันบางส่วนถูกจัดกำลังเข้าร่วมจู่โจมแนวกำแพงแอตแลนติกของเยอรมันที่เมืองเดียป (Dieppe) ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งขณะนั้นถูกกองทัพเยอรมันยึดครอง ปฏิบัติการเริ่มวันที่ 19 สิงหาคม 1942 ภารกิจนี้มีเรนเจอร์อเมริกัน 50 นาย จู่โจมหาดพร้อมกับคอมมานโดอังกฤษและแคนาดา แต่สุดท้ายความปราชัยตกเป็นของฝ่ายพันธมิตร หน่วยเรนเจอร์จึงเป็นทหารอเมริกันหน่วยแรกที่ถูกสังหารและจับเป็นเชลยสงครามในยุทธภูมิยุโรป
.
นี่เป็นการเริ่มต้นไม่ดีเท่าไหร่สำหรับอเมริกันเรนเจอร์ ทว่าหลังจากนั้น พวกเขาร่วมรบในยุทธภูมิแอฟริกาเหนือ ซิซิลีและอิตาลี เรนเจอร์จึงค่อยๆ มีชื่อเสียงในการรบ และมีประสบการณ์ต่อสู้กับพวกอักษะมากขึ้น ไม่นานจากนี้ เหล่าเรนเจอร์จะต้องเจอบททดสอบครั้งสำคัญ คือ การทะลวงกำแพงแอตแลนติกของฮิตเลอร์
.

อเมริกันเรนเจอร์ในยุทธภูมิซิซิลี
เครดิตภาพ: https://www.facebook.com/worldwarincolor/photos/a.393169424146189/683687168427745/?type=3&theater
.
เมื่อการแผนการบุกวันดีเดย์มาถึงขั้นตอนสุดท้าย ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งกองกำลังสัมพันธมิตร พลเอกดไวต์ ดี ไอเซนฮาวเออร์ (Dwight D. Eisenhower) และนายทหาร วางแผนปฏิบัติการโจมตีหาดสำคัญทั้ง 5 หาด จุดสำคัญอีกจุดที่ชี้ขาดชัยชนะในการยกพลขึ้นบกครั้งนี้คือ การเข้าตีปวงต์ ดูว์ อ็อก นี่คือภารกิจสำคัญของกองพันเรนเจอร์ที่ 2 ภายใต้การบังคับบัญชาของ พันโทเจมส์ อี. รัดเดอร์ (James E. Rudder) และกองพันเรนเจอร์ที่ 5 ซึ่งมีพันโทแม็กซ์ เฟอร์กูสัน ชไนเดอร์ (Max Ferguson Schneider) เป็นผู้บังคับบัญชา พวกเขาต้องรับผิดชอบนำชัยชนะมาสู่ฝ่ายพันธมิตรให้ได้
.

พันโท เจมส์ อี. รัดเดอร์ ผู้บังคับกองพันเรนเจอร์ที่ 2
เครดิตภาพ: https://today.tamu.edu/2019/06/05/james-earl-rudders-legacy-was-born-75-years-ago-at-d-day/
.
ภารกิจที่พวกเขาได้รับคือ ‘ทำลายฐานปืนใหญ่เยอรมันบนหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อก’ เวลากว่าสองเดือนที่ผู้พันรัดเดอร์ฝึกทหารปีนหน้าผาด้วยตนเอง เขาฝึกและร่วมปีนเคียงข้างลูกน้อง และกำชับให้ทุกๆ คนเข้าใจแผนการรบอย่างถ่องแท้ โชคดีที่แผนที่ที่มั่นทหารเยอรมันบนหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อกถูกส่งถึงมือฝ่ายพันธมิตร ต้องขอบคุณความเสียสละของบรรดากองกำลังใต้ดินฝรั่งเศส ที่สามารถเล็ดลอดเข้าไปหาข้อมูลที่ตั้ง และจุดสำคัญในฐานมาได้อย่างครบถ้วน
.
ภารกิจของเรนเจอร์ทั้งสองกองพัน คือ ‘ภารกิจที่ยากที่สุดในบรรดาภารกิจที่หน่วยทหารพันธมิตรทุกหน่วยได้รับในวันดีเดย์’ การลำเลียงพลขึ้นฝั่งท่ามกลางการระดมยิงจากข้าศึกนับว่าอันตรายมากแล้ว แต่เมื่อไปถึงฝั่งพวกเขายังต้องปีนหน้าผาขึ้นไปอีก 30 เมตร และต้องจู่โจมยึดฐานปืนใหญ่ให้เร็วที่สุด จนมีคำกล่าวที่ว่า “ภารกิจปีนหน้าผาหาปืนใหญ่ของเรนเจอร์ครั้งนี้ แค่มีคุณยาย 3 คนถือไม้กวาดรอบนหน้าผา ก็กวาดเรนเจอร์ลงทะเลได้หมดแล้ว”
.

แผนที่แสดงเส้นทางการรุกของพันธมิตรในวันดีเดย์
เครดิตภาพ: https://exploringrworld.com/a-visit-to-the-d-day-beaches-gold-juno-and-sword/
.
เมื่อวันดีเดย์มาถึง เรนเจอร์ของผู้พันรัดเดอร์จากกองพันที่ 2 และเรนเจอร์จากกองพันที่ 5 ของผู้พันแม็กซ์ ชไนเดอร์ ซึ่งเป็นกำลังเสริม ดำเนินการตามแผน โดยแผนที่วางไว้คือ แบ่งกองกำลังเรนเจอร์ออกเป็น 3 กอง ได้แก่ กองกำลัง A, B และ C ‘กองกำลัง A’ หรือ ‘Force A’ ประกอบด้วยกองร้อย D, E และ F ซึ่งสังกัดกองพันเรนเจอร์ที่ 2 กองกำลัง A จะเข้าตีหน้าผาโดยตรง ใช้เรือลำเลียงพลทั้งหมด 9 ลำ กองร้อย E และ F จะขึ้นบกที่ฝั่งตะวันออกของปวงต์ ดูว์ อ็อก กองร้อย D จะขึ้นบกทางทิศตะวันตก
.
นอกจากนี้ ยังมีผู้ตรวจการณ์หน้าจากกองทัพเรือสหรัฐ และกองพันยานเกราะปืนใหญ่สนามที่ 58 ร่วมขึ้นบกไปพร้อมกัน เพื่อสนับสนุนการระดมยิงปืนใหญ่จากเรือรบที่ลอยลำอยู่นอกชายฝั่ง
.
สำหรับผู้พันชไนเดอร์ ผู้บังคับกองพันเรนเจอร์ที่ 5 และกองร้อย A และ B ของกองพันเรนเจอร์ที่ 2 ให้จัดเป็น ‘กองกำลัง C’ หรือ ‘Force C’ และรออยู่นอกฝั่งประมาณสามสิบนาที จนกว่าจะได้รับสัญญาณจากกองกำลังของผู้พันรัดเดอร์
.
หากภารกิจของผู้พันรัดเดอร์ล้มเหลว กองกำลัง C ของผู้พันชไนเดอร์ จะบุกยึดหน้าผาแทน โดยแผนสำรองคือ ชไนเดอร์จะส่งกองกำลัง C ขึ้นหาดโอมาฮา บริเวณพื้นที่การรบ ‘ด็อก กรีน เซ็กเตอร์’ (Dog Green Sector) เมื่อกองกำลังเรนเจอร์ทั้งหมดตีฝ่าหาดโอมาฮาได้แล้ว พวกเขาจะตีวงเลี้ยวขวาทางทิศตะวันตก และเข้าตี ปวงต์ ดูว์ อ็อกจากตรงนั้น
.
‘กองกำลัง B’ หรือ ‘Force B’ ประกอบด้วยกองร้อย C จากกองพันเรนเจอร์ที่ 2 และนำโดย ร้อยเอกราฟ กอแรนสัน กองกำลัง B มีภารกิจนำกำลังขึ้นหาดโอมาฮา บริเวณพื้นที่การรบ ‘ชาร์ลี เซ็กเตอร์’ (Charlie Sector) ซึ่งอยู่ทางปีกขวาของสุดของการรุก เมื่อตีฝ่าสำเร็จ พวกเขาต้องปีนหน้าผา ‘ปวงต์ เดอ ลา แปร์เซ’ และทำลายที่มั่นบริเวณนั้นให้ได้
.
ปวงต์ เดอ ลา แปร์เซ (Pointe de la Percée) เป็นที่มั่นสำคัญของเยอรมันอีกแห่ง ตั้งอยู่ประมาณ 3 ไมล์ทางทิศตะวันตก และใกล้กับบริเวณที่กองกำลัง A ยกพลขึ้นบก ที่มั่นแห่งนี้มีส่วนขัดขวางการบุกของกองกำลัง A ดังนั้น เรนเจอร์กองกำลัง B ซึ่งประกอบด้วยกองร้อย C เพียงกองร้อยเดียว ต้องขจัดภัยคุกคามการปีนหน้าผาหาปืนใหญ่ของกองกำลัง A ให้จงได้ เมื่อทำลายที่มั่นข้าศึกที่ปวงต์ เดอ ลา แปร์เซแล้ว กองกำลัง B จะเคลื่อนกำลังไปสมทบกับกองกำลัง A ต่อไป
.
และแล้ว...เวลานั้นก็มาถึง
.

เรนเจอร์บนเรือลำเลียงพลที่กำลังแล่นเข้าสู่ฝั่ง
เครดิตภาพ: https://www.aptonline.org/catalog/D-DAY-AT-POINTE-DU-HOC
.
การบุกเริ่มเช้าวันที่ 6 มิถุนายน 1944 เวลา 04.45 น. กองกำลัง A ขึ้นเรือลำเลียงพลจู่โจม (Landing Craft Assault) หรือเรือแอลซีเอ (LCA) และมุ่งหน้าสู่ที่หมายที่กำหนด การเดินทางนั้นยากลำบาก น้ำทะเลเย็นยะเยือกและคลื่นลมปั่นป่วน ทำให้เรนเจอร์หลายนายเมาเรือ อาเจียนอาหารเช้าที่พึ่งทานไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนผ่านมาเรี่ยราดบนเรือ แม้จะเริ่มเคลื่อนพลตั้งแต่เช้าตรู่ แต่การเดินทางสู่ฝั่งใช้เวลาถึง 1 ชั่วโมง เนื่องจากความเร็วเรือลำเลียงพลเมื่อบรรทุกเหล่าทหารลดเหลือเพียง 11 กม./ชม. อุปสรรคเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เมื่อเรือนานาชนิดของฝ่ายพันธมิตรเริ่มปรากฏ ทหารเยอรมันประจำแนวกำแพงแอตแลนติดต่างตื่นตัวทันที เสียงสัญญาณและคำสั่งประจำสถานีรบทำให้ทหารเยอรมันพร้อมต้อนรับข้าศึก ด้วยอาวุธนานาชนิด ปืนใหญ่และอาวุธวิถีโค้งต่างเปิดฉากยิงใส่เรือลำเลียงพลทันทีที่เข้าระยะยิง บรรดาเรนเจอร์บนเรือทำได้เพียงก้มต่ำ และสวดภาวนาให้ลูกปืนเยอรมันไม่หล่นใส่เรือพวกเขา ขณะที่นายท้ายเรือพยายามขับเรือสุดความสามารถ เพื่อส่งสหายร่วมรบให้ถึงฝั่ง
.
แต่ความโชคร้ายก็มิวายบังเกิดขึ้น กระสุนปืนครกนัดหนึ่ง ตกลงกลางเรือลำเลียงพลลำหนึ่งเข้าอย่างพอดิบพอดี ระเบิดทำลายทุกอย่างบนเรือ และฉีกร่างกำลังพลกลายเป็นศพที่ระบุตัวตนไม่ได้ 22 ชีวิตสูญเสียไปโดยที่ยังไม่ได้ต่อสู้ใดๆ
.
เวลา 06.45 น. ที่อีกฟากหนึ่งของสนามรบ กองร้อย C ซึ่งสังกัดกองกำลัง B ขึ้นบกที่หาดโอมาฮา พร้อมกับกองพลทหารราบที่ 29 (29th Infantry Division)
.
ในบรรดาหาดต่างๆ ที่พันธมิตรยกพลขึ้นบกในวันดีเดย์ หาดโอมาฮาหฤโหดที่สุด ที่มั่นและป้อมปราการต่างๆ ของเยอรมันรอดการระดมยิงจากปืนเรือ ปืนใหญ่และปืนกลที่ซุ่มซ่อนรอเวลาสังหารข้าศึก บัดนี้พร้อมจะสาดกระสุนและยิงถล่มประสานงานตามแผนที่พวกเขาเคยฝึกซ้อม นอกจากนี้ สิ่งกีดขวาง อาทิเช่น งาแซง แม่นทะเล ประตูเบลเยียม กับดัก และทุ่นระเบิด ได้สังหารทหารอเมริกันและขัดขวางพวกเขาทะลวงขึ้นหาด
.
เดิมนั้นอเมริกันวางแผนใช้เรือลำเลียงรถถังเข้าตีหาดโอมาฮาในระลอกแรก เพื่อทำลายที่มั่นข้าศึก และเคลื่อนพลพร้อมกับทหารราบที่กำลังตามมา แต่แผนการกลับล้มเหลว เพราะเรือลำเลียงรถถังหลายลำถูกยิง สิ่งกีดขวางเยอรมันขัดขวางเรือไว้ รถถังพยายามลุยน้ำไปแต่น้ำทะเลเข้าเครื่องยนต์จนแล่นต่อไม่ได้ นอกจากนี้ ปืนต่อสู้รถถังในบังเกอร์ยิงทำลายรถถังที่เหลือทั้งหมด
.
เหตุการณ์นี้ทำให้การยกพลขึ้นบกที่หาดโอมาฮา ‘ผิดแผน’ ทหารราบทั้งหมดจำต้องรุกโดยปราศจากอำนาจยิงเสริมใดๆ เรนเจอร์ และทหารราบกองพลทหารราบที่ 29 ต้องร่วมสู้บนหาดนรกนี้เพียงลำพัง ความสับสนวุ่นวายเพราะถูกระดมยิง ทำให้กำลังพลทุกหน่วยปะปนกันหมด เรนเจอร์ ทหารราบ ทหารช่าง ทหารสื่อสาร และทหารเรือกระจัดกระจายจนหน่วยของตนไม่เจอ
.
ผู้กองกอแรนสัน ผู้บัญชาการกองกำลัง B และลูกน้องกำลังขึ้นหาดโอมาฮาพร้อมกับกองพลทหารราบที่ 29 พวกเขาเผชิญการต่อต้านอย่างหนักจากข้าศึก ทหารของผู้กองกอแรนสันถูกยิงเสียชีวิตทันทีที่ประตูระบายพลเรือเปิดออก ทหารที่เหลือต้องกระโดดออกทางข้างลำเรือ ทหารหลายนายจมน้ำเสียชีวิตเพราะสัมภาระประจำกายหนักอึ้ง ส่วนผู้ที่รอดต้องกระเสือกกระสนคลานไปบนชายหาด ท่ามกลางการระดมยิงจากปืนเล็กยาวทหารเยอรมันบนที่มั่น ป้อมปืนกล และอาวุธหนักต่างๆ เช่น ปืน ค. (เครื่องยิงลูกระเบิด) และปืนใหญ่ ซึ่งตั้งฐานยิงหลังแนวกำแพงแอตแลนติก
.
ผู้กองกอแรนสันนำเรนเจอร์และกองพลทหารราบที่ 29 ตีฝ่าขึ้นหาด จัดการทหารเยอรมันในสนามเพลาะและบังเกอร์ จากนั้นจึงเคลื่อนพลต่อไปตามแผน เป้าหมายถัดไปคือปวงต์ เดอ ลา แปร์เซ ตอนนี้ ผู้กองกอแรนสันเหลือเรนเจอร์เพียง 35 นาย พวกเขาเหน็ดเหนื่อยจากบุกขึ้นหาด แต่พวกเขายังคงดำเนินภารกิจต่อไป
.
เมื่อเรือลำเลียงพลเรนเจอร์กองกำลัง A ถึงชายหาดปวงต์ ดูว์ อ็อก แต่ละลำจึงยิง ‘จรวดตะขอ’ ขึ้นไปบนหน้าผาทันที จรวดแต่ละลูกมีเชือกติดด้านท้าย ช่วยให้เรนเจอร์ปีนหน้าผาง่ายขึ้น แต่จรวดกลับพุ่งไปถึงยอดผาเพราะเปียกน้ำทะเล เชือกจึงหนักขึ้น จรวดบางลูกเกี่ยวลวดหนามบนหน้าผา บางลูกเกี่ยวอะไรไม่ได้เลย หนำซ้ำเชือกเปียกจนลื่นจับยาก แต่ ณ จุดนี้ พวกเขาหันหลังกลับไม่ได้แล้ว ถึงต้องใช้มือเปล่าปีนก็ต้องทำ
.
โชคดีที่การโจมตีทางอากาศและการระดมยิงด้วยปืนใหญ่เรือ ได้ทำลายหน้าผาบางส่วน จนเกิดกองหินสูงกว่า 12 เมตร เหล่าเรนเจอร์จึงพาดบันไดไต่ผาขึ้นไปได้
.
การปีนหน้าผาที่เรนเจอร์ฝึกมานั้นไม่ถูกลูกปืนและลูกระเบิดยิงใส่ ไม่ได้ฝึกด้วยเชือกเปียกๆ ลื่นๆ เนื้อตัวพวกเขาก็ไม่ได้เปียกชุ่มด้วยน้ำทะเลแบบนี้ ทุกอย่างผิดแผน แต่ผู้พันรัดเดอร์ต้องรีบหาทางแก้ และรุกไปต่อให้ได้
.
ทหารเยอรมันบนหน้าผาชะโงกหน้าออกมา ใช้อาวุธประจำกายยิงใส่ทหารอเมริกันด้านล่าง แต่พวกเขาหลายคนโดนยิงตกลงมาตายบนชายหาด เพราะทหารอเมริกันประทับปืนเตรียมรอยิงข้าศึกทุกคนที่โผล่หัวออกมา ทหารเยอรมันจึงระดมขว้างระเบิดมือลงมา หรือแม้กระทั่งทุ่มก้อนหินใส่ทหารอเมริกันเบื้องล่าง แต่เรนเจอร์ของผู้พันรัดเดอร์ยังปีนหน้าผานรกนี้ต่อไป
.
อีกฝากหนึ่งของการรบ กองกำลัง C ของผู้พันชไนเดอร์ เฝ้ารอใจจดใจจ่อว่า กองกำลัง A ของผู้พันรัดเดอร์ จะส่งสัญญาณมาเมื่อไร เวลาล่วงเลยถึง 07.00 น. แต่ยังไม่มีสัญญาณวิทยุแจ้งข่าวการรบจากปวงต์ ดูว์ อ็อก
.
ขณะที่อยู่บนหาด กองกำลัง A ไม่สามารถส่งสัญญาณวิทยุใดๆ ได้เลย ทางเดียวที่พวกเขาจะส่งสัญญาณได้คือ การปีนขึ้นบนหน้าผา และส่งสัญญาณแจ้งกองกำลัง C ของผู้พันชไนเดอร์ ทีมวิทยุในกองกำลัง A เสียกำลังพลและวิทยุไปบางส่วน แต่พวกเขาก็ปีนป่ายหน้าผาขึ้นไปพร้อมกับเพื่อนทหารที่ยิงต่อสู้ และปีนหน้าผาอย่างไม่ลดละความพยายาม
.
เวลา 07.13 น. ทีมวิทยุสื่อสาร ภายใต้การคุ้มกันของเพื่อนๆ เรนเจอร์ ก็ขึ้นมาบนหน้าผาสำเร็จ พวกเขารีบเร่งตั้งค่าวิทยุสื่อสารทันที เพื่อรับสายการสื่อสารผ่านทางวิทยุ SCR-284 และ SCR-300
.
เวลาประมาณ 07.25 น. สัญญาณวิทยุแรกถูกส่งไปยังผู้พันชไนเดอร์ที่เฝ้ารออยู่ แต่ช่างโชคร้าย สัญญาณไม่ชัดเจน เสียงพูดผ่านวิทยุขาดๆ หายๆ แต่มีเพียงคำพูดเดียวเท่านั้นที่จับใจความได้นั่นคือคำว่า ‘ชาร์ลี’ นั่นทำให้ชไนเดอร์เข้าใจว่า เขาต้องนำกำลังของตนขึ้นบกที่เขตพื้นที่การรบ ‘ชาร์ลี’ และเคลื่อนพลตีฝ่าชายหาดออกไป และโจมตี ปวงต์ ดูว์ อ็อก อีกด้าน
.
โชคดีที่การยกพลขึ้นบกของเขาพบกับการต้านทานเบาบาง ชไนเดอร์นำกองกำลัง C ขึ้นหาดได้สำเร็จ แต่เมื่อพวกเขาเคลื่อนพลมุ่งตรงไปสมทบกับกองกำลัง A ที่ ปวงต์ ดูว์ อ็อก พวกเขาพบการต้านทานหนาแน่นจากทหารเยอรมัน ฝ่ายเยอรมันเริ่มรวมพลใหม่ และวางกำลังต้านทานทหารอเมริกันที่กำลังตีฝ่าชายหาดสู่แผ่นดินตอนใน กองกำลัง C จึงไม่สามารถสมทบกับกองกำลัง A ได้ในวันนั้น พวกเขาและกองพลทหารราบที่ 29 จำต้องปักหลักที่นั่นเพื่อป้องกันการรุกโต้ตอบของเยอรมัน และรอคอยกำลังหลักเข้ามาเสริม
.
หลังจากถูกต้านทานอย่างหนัก กำลังพลส่วนใหญ่ของกองกำลัง A ก็ปีนหน้าผาสำเร็จ พวกเขาจัดกำลังกันใหม่ เคลื่อนพลโจมตีบังเกอร์และรังปืนกลเยอรมันที่ยังเหลือทีละแห่ง ค้นหาและทำลายปืนใหญ่ตามเป้าหมาย เรนเจอร์ทุกคนเร่งรุดเข้าตีที่มั่นและมองหาปืนใหญ่ข้าศึก
.
แต่ทว่า...เมื่อยึดและทำลายการต้านทานของทหารเยอรมันลงได้ พวกเขาก็ตระหนักว่า ‘ไม่มีที่มั่นเยอรมันตรงจุดไหนบนหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อก ที่ติดตั้งปืนใหญ่เยอรมัน’ ถ้าปืนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ แล้วมันอยู่ไหน? เรนเจอร์ทุกคนในกองกำลัง A เกิดคำถามนี้ทันที นี่หมายความว่าอย่างไรกัน เรนเจอร์ทั้ง 3 กองร้อยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อมาทำลายปืนใหญ่ กลับไม่มีปืนใหญ่ตั้งฐานอยู่ที่นี่ เช่นนั้นแล้ว พี่น้องของพวกเขาที่สละชีวิตก่อนหน้านี้ ก็กำลังตกอยู่สภาวะ ‘ตายเปล่า’ ใช่หรือไม่?
.
วินาทีนั้น ผู้พันรัดเดอร์ต้องเผชิญทั้งลูกปืนข้าศึก และคำถามของลูกน้องที่ระดมถามเขาอย่างต่อเนื่องว่า “เราจะทำอย่างไรต่อไปครับผู้พัน?”
.
ทหารเยอรมันตั้งฐานปืนใหญ่ไว้ที่ไหนกันแน่? พวกเขานำกลุ่มเชลยศึกเยอรมันที่ถูกจับกุมตัว มาสอบปากคำทันที เพื่อหาข้อมูลที่ตั้งฐานปืนใหญ่ที่แน่ชัด เชลยเยอรมันบอกว่า การโจมตีทางอากาศของพันธมิตรเมื่อสองวันก่อน ทำให้พวกเขาย้ายฐานปืนใหญ่ไปไว้ที่อื่น แต่เชลยเยอรมันกลุ่มนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าที่ใด ผู้พันรัดเดอร์ไม่มีเวลามารีดข้อมูลใดๆ จากเชลยศึกอีกแล้ว เขาต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง เพื่อตามหาปืนใหญ่พวกนี้
.
วินาทีนั้น เขานึกได้ว่า ปืนใหญ่ฝรั่งเศสรุ่นนี้หนักถึง 13 ตัน เยอรมันก็ขาดแคลนยานพาหนะในการขนส่ง เขาจึงคาดว่า เยอรมันคงขนย้ายปืนใหญ่ไปไม่ไกลจากจุดนี้ รัดเดอร์สั่งจัดกำลังแยกกันค้นหาฐานปืนใหญ่ ซึ่งน่าจะอยู่ไม่ไกลจากฐานเดิมบนปวงต์ ดูว์ อ็อก
.
นอกจากพยายามค้นหาปืนใหญ่ข้าศึกแล้ว รัดเดอร์สั่งเรนเจอร์ปิดกั้นถนนที่มุ่งตรงมายังปวงต์ ดูว์ อ็อก ทหารอเมริกันใช้ทุกอย่างบริเวณนั้นปิดกั้นถนน ทั้งซากยานพาหนะ ซากสัตว์ หรือเครื่องกีดขวางเดิมของเยอรมัน พวกเขาวางกำลัง ตั้งปืนกลและเตรียมอาวุธต่างๆ และรอกำลังเสริมจากกองพลทหารราบที่ 29 ที่จะเคลื่อนกำลังจากหาดโอมาฮา
.
ระหว่างรอกำลังเสริม เรนเจอร์ได้พบทหารพลร่มอเมริกัน สังกัดกองพลส่งทางอากาศที่ 101 จำนวน 3 นาย พวกเขากระโดดร่มช่วงคืนก่อนวันดีเดย์ กองพลร่ม 101 ลงถึงพื้นกระจัดกระจายไปทั่ว พลร่ม 3 นายนี้ร่อนลงผิดจุด เพราะถูกปืนต่อสู้อากาศยานเยอรมันระดมยิงสกัด ทำให้ลงถึงพื้นดินห่างจุดโดดไกลกว่า 15 ไมล์
.
กำลังทหารอเมริกันออกค้นหาฐานปืนใหญ่ ที่ยังไม่แน่ชัดว่าอยู่ภายในบริเวณนี้หรือไม่ แต่พวกเขาต้องค้นหาต่อไปเพื่อให้ภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาบรรลุวัตถุประสงค์ และแล้วเวลาประมาณ 09.00 น. ทหารที่ส่งออกไปค้นหาฐานปืนใหญ่ 2 นาย คือ จ่าเลโอนาด ลอมเมล (Leonard Lommell) และจ่าแจ็ค อี. คูน (Jack E. Kuhn) ก็พบฐานปืนใหญ่ซ่อนพรางอยู่ในสวนแอปเปิ้ล  บริเวณถนนมุ่งลงใต้จากแนวชายฝั่ง ประมาณ 250 หลา ที่นั่นพวกเขาพบปืน 155 มิลลิเมตรจำนวน 6 กระบอกที่ตามหา
.
จ่าเรนเจอร์ทั้งสองแปลกใจมากที่พบปืนใหญ่แต่ไม่พบทหารเยอรมันแม้แต่คนเดียว พวกเขาจึงตัดสินใจทำให้ปืนใหญ่เสียหายจนยิงไม่ได้ พวกเขาทำลายกลไกยิงด้วยระเบิด จากนั้นจึงเดินทางกลับที่มั่นทหารอเมริกันทันที
.
ผู้พันรัดเดอร์รับทราบข่าวการพบและทำลายปืนใหญ่ เขาโล่งใจที่ภารกิจนี้ไม่สูญเปล่า แต่นี่ยังไม่ใช่เวลายินดี เพราะตลอดเวลาที่เหลือของทั้งวันและในตอนกลางคืนวันนั้น ระหว่างที่เรนเจอร์ของรัดเดอร์กำลังรักษาที่มั่นและรอกำลังเสริม พวกเยอรมันเริ่มเข้าตีแนวรบอเมริกันเพื่อหาจุดอ่อนในแนวรบ มีพลซุ่มยิงและปืนครก ยิงก่อกวนทหารอเมริกันตลอดเวลา บางครั้งข้าศึกก็เคลื่อนพลทำทีเหมือนจะเข้าตีเต็มอัตรา แต่ก็ยิงปะทะไม่นานก็ล่าถอยกลับไป
.
การเข้าตีลวงตลอดเวลาแบบนี้ทำให้ประสิทธิภาพการรบของฝ่ายอเมริกันลดลง พวกเขาเหนื่อยหล้าจากการปีนหน้าผาและการรบต่อเนื่อง และยังต้องตื่นตัวตลอดเวลา หากฝ่ายเยอรมันโจมตีจริงเพียงครั้งเดียว ภารกิจทั้งหมดอาจล้มเหลว กระนั้นพวกเขาจำต้องฝืนอดทนสู้ต่อไปให้ถึงที่สุด
.
เวลา 21.00 น. กำลังเสริมที่พวกเขาเฝ้ารอก็มาถึง ร้อยโทชาร์ลส์ ปาร์กเกอร์ และหมวดที่ 1 ของกองร้อย A กองพันเรนเจอร์ที่ 5 ซึ่งเร่งรุดออกมาจากหาดโอมาฮาเพื่อเสริมกำลังทหารอเมริกันที่ปวงต์ ดูว์ อ็อก ถึงมีจำนวนไม่มาก แต่ก็ช่วยเสริมกำลังตรงจุดที่ขาดแคลนการป้อนกันได้ โชคดียิ่งกว่านั้นที่พวกเขามาถึงก่อนเวลา 23.00 น. เพราะนั่นคือเวลาที่ทหารเยอรมันเปิดฉากเข้าตีแนวรบอเมริกันแบบเต็มอัตรา โดยเคลื่อนกำลังเข้าตีพร้อมกันถึง 3 ด้าน
.
ทหารเยอรมันเข้าตีอย่างหนักหน่วงและรุนแรง เยอรมันส่งหน่วยเฉพาะกิจจากกรมทหารราบที่ 914 ซึ่งชำนาญพื้นที่บริเวณนั้น พวกเขาสามารถเล็ดลอดเข้าใกล้ระยะขว้างระเบิดมือ และกระหน่ำขว้างระเบิดมือใส่ที่มั่นของเรนเจอร์ ทันทีที่สิ้นเสียงระเบิด ทหารเยอรมันจึงตะลุมบอนใส่ทหารอเมริกัน การต่อสู้ดุเดือดถึงขั้น ‘สู้กันด้วยดาบปลายปืนและมือเปล่า’ ทั้งฝ่ายบุกและฝ่ายรับสู้ยิบตา ไม่ยอมกันและกัน ผู้พันรัดเดอร์ถูกยิงบาดเจ็บ เรนเจอร์หลายนายเสียชีวิต
.
ทหารอเมริกันยืนหยัดต่อต้านทหารเยอรมัน กระทั่งฝ่ายบุกยอมล่าถอย ทิ้งศพพวกตนจำนวนมาก การสู้ยกแรก เรนเจอร์เป็นฝ่ายชนะ
.
เวลา 03.00 น. ทหารเยอรมันเข้าตีอีกครั้ง คราวนี้เป็นการจู่โจมแบบฉับพลัน โดยอาศัยความมืดปิดบัง พวกเขาคืบคลานเข้ามาใกล้แนวทหารอเมริกันให้มากที่สุด ก่อนจะโยนระเบิดมือใส่ และเข้าตีหลังสิ้นเสียงระเบิด คราวนี้เรนเจอร์ที่เหนื่อยล้าและบาดเจ็บถูกสังหาร กองร้อย E เสียชีวิตและถูกจับเป็นเชลย พวกเขาเหลือกำลังไม่ถึงครึ่งจากที่เริ่มปฏิบัติการ ทหารเยอรมันตีฝ่าแนวเครื่องกีดขวางถนนเข้ามาได้ ผู้พันรัดเดอร์จึงสั่งกำลังทั้งหมดถอยกลับไปรักษาที่มั่นทางทิศเหนือของถนนเลียบชายฝั่ง
.
คำสั่งถอยจากผู้พันรัดเดอร์ไปไม่ถึงกองร้อย D พวกเขาจึงถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง และต้องซ่อนตัวในพุ่มไม้และร่องน้ำ เพื่อสู้กับพวกเยอรมันต่อไป ขณะที่กำลังส่วนที่เหลือถอยกลับไปยังที่มั่นเดิมของเยอรมันที่ปวงต์ ดูว์ อ็อก
.
การรบดำเนินต่อถึงเช้า ฝ่ายอเมริกันมีกระสุนเหลือน้อย และต้องใช้อาวุธของทหารเยอรมันที่ตาย นอกจากนี้ จำนวนทหารอเมริกันที่เสียชีวิตและบาดเจ็บก็เพิ่มต่อเนื่อง เช้าวันที่ 7 มิถุนายน 1944 กองกำลัง A เหลือทหารไม่ถึง 100 นาย โชคดีที่กองทัพเรืออเมริกันระดมยิงปืนใหญ่สกัดการรุกของเยอรมันเอาไว้ได้ และช่วยซื้อเวลาให้กองกำลัง A ของรัดเดอร์ จัดแนวรับด้วยกำลังที่เหลืออยู่ ณ ที่มั่นสุดท้ายของพวกเขา เพราะด้านหลังของเรนเจอร์ในเวลานั้นคือหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อก พวกเขาไม่วันปีนกลับลงไปเพราะโดนทหารเยอรมันขับไล่แน่นอน
.
การรบยังคงดำเนินต่อไป กระสุนปืนใหญ่จากเรือรบหยุดทหารเยอรมันไว้ได้ แต่ก็เฉียดใกล้ที่มั่นของเรนเจอร์อเมริกันเหลือเกิน เรนเจอร์หลายนายบาดเจ็บจากการระดมยิงของเรือรบ แต่ก็ดีกว่าเสียชีวิตจากการระดมยิงของฝ่ายเดียวกัน รัดเดอร์สั่งให้ทหารทุกนายประหยัดกระสุน และยิงเมื่อข้าศึกเข้ามาใกล้ ทุกนัดที่ยิงออกไปต้องเท่ากับทหารข้าศึกตายหนึ่งนาย
.
เมื่อพวกเยอรมันรู้ว่า ไม่สามารถเข้าใกล้แนวรบอเมริกันมากกว่านี้ พวกเขาจึงเปลี่ยนเป็นการยิงก่อกวนด้วยพลซุ่มยิง หรืออาวุธวิถีโค้ง  พอถึงพลบค่ำ ทหารเยอรมันจึงเปิดฉากเข้าตีอีกครั้ง การรบดุเดือดไม่ต่างจากครั้งแรก การตะลุมบอนยังปรากฏให้เห็นเช่นเคย เรนเจอร์ที่บาดเจ็บแต่ยังพอหยิบปืนขึ้นมายิงต่อสู้ได้ ต่างไม่รีรอช่วยเพื่อนๆ สู้รบ ผู้พันรัดเดอร์ซึ่งกำลังบาดเจ็บก็ร่วมรบด้วย และทำให้เขาบาดเจ็บครั้งที่สอง แต่เขายังอดทนสั่งการให้ลูกน้องรบต่อไป จนสามารถขับไล่การเข้าตีของทหารเยอรมันได้อีกครั้ง
.
กระทั่งเช้าวันที่ 8 มิถุนายน หรือ สองวันหลังดีเดย์ (D-Day+2) กำลังส่วนที่เหลือของกองกำลัง B และ C, ทหารราบจำนวนหนึ่งกองพัน จากกรมทหารราบที่ 116, กองพลทหารราบที่ 29, และรถถังจากกองพันรถถังที่ 743 ได้เคลื่อนกำลังตีฝ่าแนวรบเยอรมัน เข้ามาช่วยเรนเจอร์ของผู้พันรัดเดอร์ ณ ปวงต์ ดูว์ อ็อก เรนเจอร์ในกองกำลัง A ทั้ง 3 กองร้อย ได้แก่ กองร้อย D, E, และ F เหลือทหารเฉลี่ยกองร้อยละไม่ถึง 40 นาย มีทหารกว่า 30 นายสูญหายในการรบ ซึ่งต่อมาทราบว่าถูกข้าศึกจับเป็นเชลย ขณะที่ทหารเยอรมันเกือบสองร้อยนายเสียชีวิตในการรบ และถูกจับเป็นเชลย 50 นาย
.
วีรกรรมของหน่วยเรนเจอร์ ในการปีนหน้าผาและยึดที่มั่นข้าศึก เป็นที่เลื่องลือและสร้างชื่อเสียงแก่หน่วยทหารนี้อย่างมาก พวกเขาคือกองกำลังพิเศษรุ่นบุกเบิกของกองทัพสหรัฐอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หน่วยเรนเจอร์ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิต่างๆ ที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วม วันที่ 5 มิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา มีการจัดงานรำลึก 75 ปีวีกรรมของหน่วยเรนเจอร์ในสมรภูมิปวงต์ ดูว์ อ็อก โดยมีทหารหน่วยเรนเจอร์ สังกัดกรมเรนเจอร์ที่ 75 (75th Ranger Regiment) พวกเขาคือเรนเจอร์รุ่นหลาน ที่มารำลึกวีรกรรมของเรนเจอร์รุ่นสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการปีนหน้าผาปวงต์ ดูว์ อ็อก อีกครั้ง และสืบทอดตำนานของหน่วยรบ ที่มีคำขวัญว่า ‘เรนเจอร์ นำการรุกรบ’ (Rangers Lead the Way) 
.

การปีนหน้าผาแห่งแห่งปวงต์ ดูว์ อ็อก ในพิธีรำลึก 75 ปี สมรภูมิแห่งนี้ โดยกำลังพลเรนเจอร์สังกัดกรมเรนเจอร์ที่ 75
.
เรื่อง: ปัญญาณัฏฐ์ ณัธญาธรนินน์
ภาพประกอบ: เพ็