Crazy World

มีอะไรอยู่ใต้หน้ากาก 'หมอกาฬโรค'

Quick Facts

+ ขณะที่สังคมปัจจุบันกำลังปั่นป่วนจากไวรัสโคโรนาแพร่ระบาด ไม่มีใครปฏิเสธว่า ยุคนี้หนึ่งในสิ่งของจำเป็นที่ต้องแสวงหากันก็คือ 'หน้ากากอนามัย' ซึ่งในช่วงที่ผ่านมากลายเป็นประเด็นร้อนจนสั่นสะเทือนในหลายวงการมาแล้ว
+ ย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 17 หรือกว่า 400 ปีก่อน ขณะเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุโรป มี 'หมอกาฬโรค' สวมหน้ากากที่มีเอกลักษณ์จะงอยยาวๆ สวมถุงมือและชุดคลุมหนังออกสู้กับโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ภาพลักษณ์แปลกตายังเป็นที่จดจำได้จนถึงปัจจุบัน
+ ใครรู้บ้างว่าหมอกาฬโรคกับหน้ากากที่ชวนขนลุกนั้นมีที่มาอย่างไร
ครั้งหนึ่ง 'กาฬโรค' เป็นโรคระบาดร้ายแรงที่สุดที่สร้างความตื่นกลัวให้แก่ผู้คนทั่วโลกมาแล้ว มีคนตายนับล้านๆ ขณะที่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากต้องทรมานแสนสาหัสจากอาการต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสมอาจทำให้เชื้อแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย ขณะเดียวกันผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็มักจะมีเลือดออกที่ผิวหนังและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ปาก จมูก หรือใต้ผิวหนัง และผิวหนัง เนื้อเยื่อบางส่วนของร่างกายอาจตายและเปลี่ยนเป็นสีดำ (Gangrene) เช่น นิ้วมือ นิ้วเท้า และจมูก อันเป็นที่มาของชื่อ ความตายสีดำ หรือ ' Black Death'
.
ความเข้าใจของวงการแพทย์ในปัจจุบัน กาฬโรคเกิดจากเชื้อเยอร์ซีเนีย เพสติส (Yersinia Pestis) ซึ่งมักจะอาศัยอยู่ในสัตว์ฟันแทะที่มีขนาดเล็ก เช่น หนูและกระรอก ทั้งนี้ ส่วนใหญ่คนจะได้รับเชื้อจากการถูกหมัดหนู (Rodent Flea) ที่มีเชื้อแบคทีเรียดังกล่าวกัด หรืออาจติดเชื้อจากการสัมผัสเนื้อเยื่อหรือของเหลวของคนหรือสัตว์ที่มีเชื้อกาฬโรคโดยตรง และยังสามารถติดต่อได้ทางเสมหะและการหายใจจากคนหรือสัตว์ที่มีเชื้อนี้ได้

การระบาดครั้งใหญ่ระดับโลกเท่าที่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์มีอยู่ 3 ครั้ง ได้แก่ ครั้งแรก โรคระบาดสมัยพระเจ้าจัสตีเนียน' (the Plague of Justinian) ที่ทำให้มีคนตายมากถึง 10,000 คนในวันเดียวซึ่งเกิดขึ้นราว ค.ศ. 561 ครั้งที่ 2 'ความตายสีดำ' หรือ Black Death ที่ส่งผลกระทบต่อประชากรถึงหนึ่งในสามของยุโรประหว่าง ค.ศ. 1334 – 1372 ทั้งยังส่งผลกระทบต่อเนื่องต่อมาจนกระทั่งปี 1879 ส่วนครั้งที่ 3 เกิดขึ้นในทวีปเอเชียระหว่าง ค.ศ. 1894-1959

การเกิดโรคระบาดทุกครั้งในอดีตสะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ต่อโรคภัยไข้เจ็บพร้อมๆ กับพัฒนาการของการรักษาและการป้องกันโรคด้วยวิธีต่างๆ มากมาย

หมอกาฬโรคคือใคร
.
ในศตวรรษที่ 17 เมืองต่างๆ ที่มีการระบาดของกาฬโรคจะว่าจ้างบุคคลกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า 'หมอกาฬโรค' (plague doctor) มารักษาผู้ป่วย ทั้งผู้มีฐานะและคนยากคนจน บางครั้งก็คิดค่ารักษาเพิ่มจากการดูแลและให้คำปรึกษา คนเหล่านั้นมีเครื่องแต่งกายที่ชวนขนลุก ไม่ว่าจะเป็นการสวมชุดคลุมยาวทำด้วยหนังทั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สวมหน้ากากที่มีจะงอยยาวคล้ายจะงอยปากนก
.


ภาพพิมพ์แกะทองแดงของหมอกาฬโรคในกรุงโรม สมัยศตวรรษที่ 17(ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/5/57/Paul_F%C3%BCrst%2C_Der_Doctor_Schnabel_von_Rom_%28Holl%C3%A4nder_version%29.png/800px-Paul_F%C3%BCrst%2C_Der_Doctor_Schnabel_von_Rom_%28Holl%C3%A4nder_version%29.png)
.
อย่างไรก็ตาม หมอกาฬโรคไม่ใช่แพทย์หรือศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์สูง ส่วนใหญ่เป็นหมอชุมชนหรือแพทย์ที่ไม่มีชื่อเสียง หลายคนเป็นแพทย์จบใหม่ เฉพาะในฝรั่งเศสและเนเธอร์แลนด์นั้น หมอกาฬโรคจำนวนมากไม่ได้เรียนแพทย์มาด้วยซ้ำ หากแต่อาศัยการสังเกตและจดจำจากแพทย์คนอื่นๆ เป็นหลัก
.
ขณะที่วิธีการรักษาของหมอกาฬโรคมีหลากหลาย ตั้งแต่การเจาะเลือด การใช้ปลิงหรือกบดูดต่อมน้ำเหลืองที่บวมเพื่อ 'ปรับสมดุลของเหลวในร่างกาย' ไปจนถึงการให้ผู้ป่วยดื่มปัสสาวะตนเอง การปรุงยาจากเปลือกไข่ ดอกดาวเรืองและน้ำเชื่อม การถูตัวคนไข้ด้วยหัวหอม กระเทียม เนย สารหนูหรือกลีบดอกไม้ต่างๆ แม้แต่การนำอวัยวะของสัตว์อย่างกบ งูหรือนกพิราบมาถูตัวเพื่อกำจัดโรคนี้ รวมถึงการนั่งอยู่กลางวงล้อมของไฟที่เชื่อว่าป้องกันโรคร้ายนี้ได้

หากผู้ป่วยใกล้สิ้นลม หมอกาฬโรคจะนำปรอทมาฉาบให้ทั่วร่างแล้วนำศพเข้าเตาอบ วิธีการนี้เป็นการลดโอกาสที่เชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคท้องร่วงจะแพร่ออกจากศพได้ด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผู้คนจำได้เกี่ยวกับหมอกาฬโรคคือ ชุดคลุมยาวและหน้ากากที่มีจะงอยอย่างที่กล่าวไปแล้ว แต่ไม่ค่อยมีใครทราบนักว่า หน้ากากดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจผิดต่อธรรมชาติพื้นฐานของกาฬโรค

'อากาศพิษ' ที่มาของหน้ากากประหลาด
.
ผู้ให้กำเนิดชุดและหน้ากากของหมอกาฬโรคในปี 1619 คือ แพทย์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ ชาร์ลส์ เดอ โลม (Charles de Lorme) ผู้มีชื่อเสียงและยังเป็นผู้ปรุงยาให้กับบุคคลสำคัญของยุโรปในศตวรรษที่ 17 มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส และดยุกกัสตองแห่งออร์เลออง (Gaston d'Orléans) บุตรชายคนที่สามของกษัตริย์เฮนรีที่ 4 แห่งฝรั่งเศสกับพระนางมารีแห่งเมดิชิ
.


ชาร์ลส์ เดอ โลม ผู้ให้กำเนิดชุดและหน้ากากหมอกาฬโรคในศตวรรษที่ 17 (ที่มาของภาพ https://static.nationalgeographic.co.uk/files/styles/image_885/public/plague-doctors-reference-02.jpg)
.
ทั้งนี้  ชาร์ลส์ เดอ โลม อธิบายว่าชุดดังกล่าวนั้นประกอบด้วยชุดคลุมยาวที่เคลือบด้วยขี้ผึ้งหอม กางเกงขี่ม้า (breeches) ที่ยาวลงมาถึงรองเท้าบูท เสื้อเชิ้ตที่สอดชายเสื้อไว้ในกางเกง พร้อมหมวกและถุงมือหนังแพะ นอกจากนี้หมอกาฬโรคยังนิยมถือไม้เท้าสำหรับจิ้มตัวคนไข้หรือกวัดแกว่งไม่ให้คนไข้เข้าใกล้มากเกินไป ขณะที่หลักฐานบางชิ้นก็ระบุว่าไม้เท้าที่แพทย์ถือนั้นช่วยวินิจฉัยอาการโดยไม่ต้องสัมผัสตัวผู้ป่วยและใช้เฆี่ยนเพื่อขับไล่บาปซึ่งเชื่อว่าทำให้เจ็บป่วย

ส่วนหน้ากากรูปร่างแปลกตานั้น เดอ โลม อธิบายว่า หน้ากากที่มีจมูก “รูปร่างเหมือนจะงอยปากนก ยาวครึ่งฟุตนี้ ภายในบรรจุเครื่องหอม ภายในมี 2 ช่องอยู่ใกล้ๆ รูจมูก รูนั้นใหญ่พอจะให้หายใจเอาอากาศที่ผ่านเครื่องหอมเหล่านั้นได้สะดวก” ส่วนตาบนหน้ากากมีแผ่นกระจกติดไว้ให้แพทย์ผู้สวมใส่มองเห็นได้

ความตั้งใจของการประดิษฐ์ชุดดังกล่าวขึ้นมาคือการป้องกันแพทย์จาก 'อากาศพิษ' (miasma) หรือกลิ่นเหม็นอย่างร้ายกาจที่เชื่อกันว่าเป็นสาเหตุของกาฬโรค

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ทฤษฎีเชื้อโรค (germ theory) จะเป็นที่รู้จักและยอมรับกันนั้น เป็นเวลานานนับศตวรรษที่แพทย์ผู้สืบทอดแนวคิดของฮิปโปเครเตส (Hippocrates) แพทย์ชาวกรีก และกาเลน (Galen) แพทย์ชาวโรมัน เชื่อว่ากาฬโรคแพร่ระบาดผ่านอากาศพิษที่หากใครสูดดมเข้าไปก็จะทำให้ของเหลวทั้งสี่ในร่างกายเสียสมดุล (ของเหลวทั้งสี่ ได้แก่ เลือด เสมหะ น้ำดีเหลืองและน้ำดีดำ) ขณะเดียวกัน ก็มีการนำเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอมหวานและกลิ่นฉุนมาจุดรมบริเวณที่มีกาฬโรคระบาดหนัก ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีการระบาดมากนักก็จะปรากฏว่ามีการใช้เครื่องหอมในรูปของช่อบุหงา ธูปหรือเครื่องหอมอื่นๆ อยู่เป็นประจำ
.


ภาพวาดหมอกาฬโรคสวมชุดคลุมและหน้ากากพร้อมหมวกในตำราแพทย์ของ Jean-Jacques Manget แพทย์ชาวเจนีวา ปี 1721 (ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/8/87/A_Plague_Doctor_%E2%80%93_from_Jean-Jacques_Manget%2C_Trait%C3%A9_de_la_peste_%281721%29%3B_University_of_Lausanne_version.png/746px-A_Plague_Doctor_%E2%80%93_from_Jean-Jacques_Manget%2C_Trait%C3%A9_de_la_peste_%281721%29%3B_University_of_Lausanne_version.png)
.
ด้วยเหตุนี้ ในจะงอยบนหน้ากากของหมอกาฬโรคจึงบรรจุด้วยเครื่องยาและเครื่องเทศกว่า 55 ชนิด ซึ่งเชื่อว่ามีสรรพคุณทำลายเชื้อกาฬโรคในอากาศพิษได้ เป็นต้นว่า อบเชย เนื้องูพิษตากแห้งบดเป็นผง มดยอบ (myrrh) มินต์ การบูร กานพลู ทิงเจอร์ฝิ่น ฟางข้าว กลีบกุหลาบและน้ำผึ้ง ขณะเดียวกัน เดอ โลม ก็ย้ำว่าจะงอยนี้ต้องมีช่องให้อากาศผ่านได้มากพอที่จะกระจายแทรกซึมผ่านเครื่องหอมเหล่านั้นก่อนเข้าสู่รูจมูกและปอดของแพทย์ผู้สวมใส่ต่อไป

คุณูปการของหมอกาฬโรค
.
คุณูปการอย่างหนึ่งของหมอกาฬโรคคือ การจดบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ป่วยที่เสียชีวิตซึ่งปัจจุบันยังหลงเหลืออยู่ไม่น้อย ทำให้เรามีข้อมูลสำหรับการศึกษาค้นคว้าต่อไป ขณะเดียวกันในเมืองฟลอเรนซ์และเมืองเปรูเจีย หน้าที่ชันสูตรเพื่อหากลไกของกาฬโรคเป็นหน้าที่ของคนเหล่านี้ รวมถึงการให้คำแนะนำ เป็นพยานและทำพินัยกรรมตามความประสงค์ของผู้ป่วยอีกด้วย
.


ภาพวาดหมอกาฬโรคสมัยศตวรรษที่ 17-18 (ที่มาของภาพ https://www.researchgate.net/publication/338184126/figure/fig1/AS:840530783129600@1577409563416/The-Plague-Doctor-17-th-18-th-century.png)
.
แม้ปัจจุบันจะเห็นว่าชุดคลุมและหน้ากากประหลาด ตลอดจนกระบวนการรักษาของหมอกาฬโรคช่วยยืดชีวิตผู้ป่วย ลดความทรมานหรือเยียวยาอาการเจ็บไข้ได้เพียงเล็กน้อย แต่สำหรับผู้คนเมื่อกว่า 400 ปีก่อน หมอกาฬโรคเปรียบเหมือน 'พระมาโปรด' และได้รับความเคารพยกย่องอย่างสูง

ทว่า ในที่สุดชุดคลุมยาว ถุงมือ ไม้เท้าและหน้ากากก็ต้องหลีกทางให้กับทฤษฎีเชื้อโรคและยาปฏิชีวนะที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพมากกว่า นั่นเอง

เรื่อง : ชัยจักร ทวยุทธานนท์
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.
อ้างอิง
.
https://www.nationalgeographic.com/history/reference/european-history/plague-doctors-beaked-masks/
https://www.nationalgeographic.com/travel/2020/03/how-venice-is-contending-with-coronavirus/
http://www.worldlibrary.org/articles/eng/plague_doctor
https://www.ranker.com/list/facts-about-medieval-plague-doctors/melissa-sartore
https://ccrenfaire.com/plague-doctors-in-renaissance-england/
https://www.pobpad.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%AC%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84
Baynum. W. (2008). The History of Medicine: A Very Short Introduction. Oxford University Press
Belofsky, N. (2013). Strange Medicine: A Shocking History of Real Medical Practices Through the Ages. TarcherPerigee.
Jackson, M. (2013). The Oxford Handbook of the History of Medicine. Oxford University Press.
Parker, S. (2013). Kill of Cure: An Illustrated History of Medicine. DK.
Parker, S. (2019). A Short History of Medicine. DK.
Porter, S. (2008). The Plagues of London. The History Press.