World's Famous People

'หลุยส์ อาร์มสตรอง' ตำนานนักดนตรีแจ๊สผู้หลงใหลกัญชา

Quick Facts

+ หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) ตำนานนักดนตรีผู้บุกเบิกวงการเพลงแจ๊ส เขาคือซูเปอร์สตาร์ผิวดำคนแรกของอเมริกา เจ้าของผลงานเพลงฮิตอมตะ 'What a Wonderful World' , 'Blueberry Hill' และ 'Ramona'

+ ว่ากันว่าความลุ่มหลงอันดับหนึ่งของอาร์มสตรองไม่ใช่ดนตรีแจ๊ส แต่เป็นกัญชา เขาสูบกัญชามวนใหญ่เท่าซิการ์ 3 มวนต่อวัน ตลอดชีวิตของอาร์มสตรองได้แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าเป็นสาวกสายเขียว แม้กฎหมายยุคนั้นจะมีโทษรุนแรงก็ตาม

+ ครั้งหนึ่งอาร์มสตรองเคยปล่อยให้ ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) สมัยยังเป็นรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาขนกระเป๋าที่บรรจุกัญชาผ่านด่านตรวจสนามบิน โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องสักนิด
ย้อนกลับไปในปี 1901 หลุยส์ อาร์มสตรอง เกิดมาในครอบครัวยากจนข้นแค้นที่รัฐนิวออร์ลีน หลังจากพ่อทิ้งลูกเมียไปอย่างไม่ไยดี แม่ของเขาจึงผันตัวมาเป็นโสเภณีหาเงิน

ช่วงนั้นเองเด็กชายหลุยส์ได้สัมผัสบรรยากาศกับห้องโถงเต้นรำยามค่ำคืนที่อึกทึกด้วยเสียงดนตรีแจ๊ส เพลงเต้นรำจังหวะรัวเร็ว ท่าเต้นอันวาบหวาม เสียงแก้วเหล้ากระทบกัน และกลิ่นควันบุหรี่

เสียงขับกล่อมของดนตรีแจ๊สนี่เองเปรียบเสมือนสะพานที่นำเด็กหนุ่มออกไปจากถิ่นแดนใต้อันไร้อนาคตสำหรับคนผิวสี อาร์มสตรองเริ่มก้าวเข้าสู่ถนนสายดนตรีตั้งแต่อายุ 11 ขวบ โดยมีคอร์เน็ตเป็นเครื่องดนตรีชิ้นแรก ก่อนจะหันไปเล่นทรัมเป็ตในภายหลัง

ผู้คนตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า 'แซทช์โม' (Satchmo) มาจากคำว่า Satchel mouth บ้างว่าอาร์มสตรองได้ฉายานี้ขณะแสดงดนตรีข้างถนน เมื่อได้เงินมา เขาจะนำเหรียญเงินใส่ปากอมไว้กันขโมย บ้างก็ว่ามาจากปากที่มีขนาดใหญ่ จนถูกเพื่อนๆ แซวว่าไอ้ปากกระเป๋า

อาร์มสตรองตระเวนเล่นดนตรีบนเรือล่องแม่น้ำมิสซิสซิปปี จากนั้นเลื่อนขั้นไปแสดงในวงดนตรีแจ๊สที่เมืองชิคาโก้ ทักษะการด้นสดระดับปรมาจารย์ทำให้หนุ่มน้อยผิวสีคนนี้เริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากขึ้น

แม้ว่าแม่ของอาร์มสตรองจะเป็นนักดื่มคอทองแดง แต่แปลกที่ตัวเขาเองกลับไม่นิยมชมชอบแอลกอฮอล์แม้แต่น้อย อาร์มสตรองจะดื่มเหล้าอย่างพอประมาณ โดยไม่ปล่อยให้ตัวเองเมามายเด็ดขาด ทว่าความลุ่มหลงของนักดนตรีหนุ่มผิวสีคนนี้จะพุ่งเป้าไปยังพืชใบแฉกที่เรียกว่ากัญชามากกว่า

ยุคนั้นกัญชาถือว่าเป็นยาเสพติดที่แพร่หลายในหมู่นักดนตรีแจ๊ส กลุ่มนักดนตรีแจ๊สที่นิยมสูบกัญชาจะขนานนามให้พวกตนว่า 'ไวเปอร์' (Vipers) และตั้งชื่อแสลงให้กัญชาว่า 'เกจ' (Gage)

ช่วงทศวรรษที่ 1920 หนุ่มน้อยแซทช์โมเริ่มริสูบกัญชา หลังเพื่อนนักดนตรีคนหนึ่งแนะนำให้ลอง นับแต่นั้นมาวิถีชีวิตของเขาและกัญชาก็ไม่อาจแยกจากกัน ว่ากันว่าอาร์มสตรองจะสูบกัญชามวนใหญ่ขนาดเท่าซิการ์เป็นประจำ ก่อนขึ้นแสดงหรือเข้าห้องอัดและสูบอย่างน้อย 3 มวนต่อวัน

สำหรับเขาแล้วกัญชาเลอเลิศกว่าสุราหลายเท่านัก รสสัมผัสและกลิ่นของมันหวานหอมชวนให้เคลิ้ม กัญชาช่วยให้เขาผ่อนคลายและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ได้ดีเยี่ยม

"ผมงงมากว่าทำไมกัญชาถึงถูกนำไปโยงกับสารเสพติด สารกล่อมประสาท หรืออะไรบ้าบอทำนองนั้นได้ มันดีกว่าวิสกี้เป็นร้อยพันเท่า มันเป็นเหมือนผู้ช่วย เหมือนสหายคนหนึ่งของผม" หลุยส์ อาร์มสตรอง กล่าวติดตลก

แล้วก็ถึงคราวซวย เมื่อปี 1930 อาร์มสตรองกับมือกลองชื่อ วิค เบอร์ตัน (Vic Berton) ถูกตำรวจรวบตัวขณะกำลังสูบกัญชานอกไนต์คลับแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย แต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นแฟนเพลงตัวยงของเขา จึงปล่อยตัวไป หลังข่าวการจับกุมแพร่ออกไป แฟนเพลงเข้าใจผิดว่าอาร์มสตรองถูกจับเพราะไปนอนกับโสเภณีผิดกฎหมายชื่อ 'มารีฮวนน่า' (Marijuana)

แม้โทษทัณฑ์ของผู้ครอบครองกัญชาจะหนักขึ้นเรื่อยๆ แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความหลงใหลในควันกัญชาของเขาลดน้อยถอยลงเลย ศรัทธาในกัญชาของอาร์มสตรองกลับยิ่งฝังรากหยั่งลึกกว่าเดิม แฟนคลับยังเทิดทูนบูชาเขาไม่เสื่้อมคลาย ตราบใดที่ความอัจฉริยะยังคงถูกเปล่งประกายออกมาบนเวทีอย่างไม่หยุดยั้ง

เหตุการณ์หนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นตำนานที่สร้างสีสันให้กับวงการดนตรีจวบจนถึงวันนี้

ในปี 1953 เมื่อเครื่องบินโดยสารจากญี่ปุ่นลงจอดที่สนามบินนิวยอร์ก ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon) รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น บังเอิญเหลือบไปเห็นหลุยส์ อาร์มสตรอง นักดนตรีแจ๊สชื่อดังขวัญใจลุงแซมกำลังยืนด้วยสีหน้ากระวนกระวายในแถวรอตรวจสัมภาระอันยาวเหยียด นิกสันซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของอาร์มสตรอง เห็นว่านี่คือโอกาสทองที่จะเข้าไปตีสนิทกับไอดอลในดวงใจ

“แซทช์โม! คุณมาทำอะไรที่นี่”

รองประธานาธิบดีนิกสันเอ่ยทักทายด้วยความตื่นเต้น อาร์มสตรองละล่ำละลักอธิบายว่า เขาเพิ่งกลับมาจากภารกิจในฐานะทูตสันถวไมตรีในเอเชีย

“ทูตสันถวไมตรีไม่ต้องผ่านด่านตรวจหรอก!”

นิกสันบอกอย่างมั่นใจ ก่อนอาสาหิ้วกระเป๋าเดินทางของอาร์มสตรองเดินออกทางประตูวีไอพีของสนามบินอย่างราบรื่น โดยหารู้ไม่ว่ากระเป๋าใบนั้นบรรจุกัญชาชั้นดีถึง 3 ปอนด์

ต่อมา หลังผจญกับงานหนักมายาวนาน สุขภาพของหลุยส์ อาร์มสตรองเริ่มส่อเค้าว่าจะแย่ ลีลาเป่าทรัมเป็ตอันเร่าร้อนทำให้กล้ามเนื้อริมฝีปากของเขาอ่อนแรง ปัญหาแผลเปื่อยจากแรงกดของเครื่องดนตรีบนริมฝีปาก ทำให้หมอสั่งให้เขาต้องลดใช้ทรัมเป็ตคู่ใจ แต่เขาก็ไม่วายฝืนร่างกายใช้ต่อ

ถึงขนาดในค่ำวันหนึ่ง ขณะแสดงสดในบัลติมอร์ ริมฝีปากของเขาฉีกขาดจากแรงกดของทรัมเป็ต แทนที่จะหยุด อาร์มสตรองกลับฝืนทนแสดงต่อจนจบ

ในช่วงบั้นปลาย ปอดของอาร์มสตรองไม่อาจเบ่งลมหายใจออกมาเป็นเสียงทรัมเป็ตได้ยาวนานอย่างตอนหนุ่มๆแล้ว บทบาทของเขาลดลงเหลือเพียงการร้องเพลง ปี 1959 โรคหัวใจเริ่มเล่นงานเขาครั้งแรก แต่อาร์มสตรองยังคงสูบกัญชาและเดินสายเล่นดนตรีอยู่

แม้สุขภาพถดถอย แต่ในปี 1964 อาร์มสตรองก็ยังออกผลงาน Hello, Dolly! แซงยอดขายของ The Beatles ท่ามกลางกระแสวงสี่เต่าทองที่กำลังมาแรงได้

ปี 1968 ทั้งโรคหัวใจและโรคตับคุกคามอาร์มสตรองจนต้องหยุดร้องเพลงและเป่าทรัมเป็ตนานกว่า 2 ปี ก่อนจะกลับมาเดินสายเล่นคอนเสิร์ตรอบโลกอีกครั้งในปี 1970

หลังกลับมาได้ไม่นาน โรคหัวใจกำเริบหนักจนต้องหยุดเล่นกะทันหันที่นิวยอร์ก อาร์มสตรองยังไม่วายขอให้แพทย์ประจำตัวช่วยรวบรวมคณะดนตรีเพื่อกลับไปแสดงต่อ แต่ตำนานผู้ให้กำเนิดแจ๊สไม่ได้มีโอกาสกลับมาแสดงตามที่ตั้งใจไว้

เขาเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจกำเริบ ขณะนอนหลับ เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ปี 1971

แม้ตัวจะจากไป แต่ชื่อของหลุยส์ อาร์มสตรองถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดเพลงแจ๊ส เสียงเพลงของเขายังถูกนำมาขับกล่อมโดยคนหนุ่มสาว เทคนิคเป่าทรัมเป็ตอันร้อนแรงได้สร้างแรงบันดาลใจให้นักดนตรีรุ่นหลังมากมาย บ้านของเขากลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ Louis Armstrong House Museum เปิดรับนักท่องเที่ยวหลายพันคนต่อปี สนามบิน Louis Armstrong New Orleans International Airport ในรัฐนิวออร์ลีนส์ถูกตั้งชื่อตามเขาเพื่อให้เกียรติแก่ตำนานนักดนตรีแจ๊สผู้ล่วงลับ.


อ้างอิง

https://www.jazziz.com/a-short-history-of-louis-armstrong-and-the-vipers/

https://www.leafly.com/news/lifestyle/louis-armstrong-and-cannabis

https://greencamp.com/louis-armstrong-marijuana/

https://www.popmatters.com/174749-smoke-signals-a-social-history-of-marijuana-2495729874.html?rebelltitem=1#rebelltitem1

https://www.francemusique.com/jazz-music/10-little-things-you-might-not-know-about-louis-armstrong-15625