Oriental World

กรุ่นกลิ่นเปอร์เซียในสยาม

เนื่องจากเมื่อวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปร่วมฟังงานเสวนาวิชาการประวัติศาสตร์ที่ตึกมหาจักรีสิรินธร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในหัวข้อ "โลกตะวันออกใน สำเภากษัตริย์สุไลมาน : ภาพสะท้อนประวัติศาสตร์อยุธยาและเอเชียในสายตาของชาวอิหร่านคริสต์ศตวรรษที่ 17" โดย ผศ.ดร. จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์เป็นผู้นำเสนอ ซึ่งนอกจากจะทำให้ผมได้ทราบถึงรายละเอียดของความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักอยุธยาและราชสำนักอิหร่านหรือเปอร์เซียมากยิ่งขึ้นแล้ว แต่ยังทำให้ผมได้ทราบว่าในปีนี้เป็นปีครบรอบ 333 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีกด้วย

แต่ด้วยผลจากความวุ่นวายทางการเมืองระหว่างประเทศอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาที่ผ่านมา และกอปรกับภาวะโรคระบาดโควิด - 19 ใน ณ เวลานี้ด้วยแล้ว จึงทำให้ทางรัฐบาลของทั้่งสองประเทศไม่อาจมีความพร้อมที่จะจัดงานฉลองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานี้แต่อย่างใดไปโดยปริยาย แต่ด้วยบรรดาความรู้ที่ผมได้รับมางานในเสวนาครั้งนี้ ก็นับว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ผมเห็นควรจะนำศึกษาเพื่อต่อยอดและนำเสนอแก่ท่านผู้อ่านทุกท่าน เพื่อที่เราจะได้รับรู้ถึงความเป็นมาและเรื่องราวอันน่าสนใจในหน้าประวัติศาสตร์แห่งความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศให้เป็นที่รับรู้มากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน 
 

รูปเขียนหน้าชาวต่างชาติบนแผ่นอิฐในสมัยทวารวดี ซึ่งเชื่อน่าจะเป็นชาวเปอร์เซีย - ภาพจาก  The Siamese Concept of Muslims through Mural Paintings 
 
                ในความเป็นจริงนั้น ประเทศของเรามีความสัมพันธ์กับโลกมุสลิมมาอย่างยาวนาน ดังปรากฏการขุดค้นพบซากเรือโบราณที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นเรือสำเภาแบบตะวันออกกลางที่มีอายุนับพันปีในเขตแนวชายฝั่งอ่าวไทย หรือแม้แต่งานศิลปะพื้นเมืองในยุคทวารวดีที่แสดงถึงชนต่างชาติที่มีจมูกโด่งและไว้หนวดเคราอันบ่งบอกว่าเป็นชาวตะวันออกกลางอย่างแน่นอน และในศิลาจารึกหลักที่ 1 แห่งยุคสุโขทัยก็ยังกล่าวถึง “ตลาดปะสาน/ปสาน” ซึ่งนักโบราณคดีได้ให้ข้อสันนิษฐานว่าปะสานนี้อาจจะมาจากคำว่า “บาซัรฺ” หรือ “บาซาร์” (Bazaar) ในภาษาเปอร์เซียด้วยเช่นกัน

ครั้นเมื่อมีการสถาปนากรุงอโยธยาหรือกรุงศรีอยุธยาในยุคแรกแล้ว ราชสำนักอโยธยาได้มีการสถาปนา“กรมท่ากลาง” หรือ “กรมพระคลัง” อันมีหน้าที่ดูแลเรื่องการค้าและความสัมพันธ์กับบรรดานานาประเทศโดยเฉพาะ ซึ่งในกรมท่านั้นได้มีการแบ่งออกเป็นสองกรมย่อยคือ “กรมท่าซ้าย” และ “กรมท่าขวา” โดยกรมท่าซ้ายนั้นจะอยู่ภายใต้การดูแลของ "โชฎึกราชเศรษฐี"  และเหล่าขุนนางเชื้อสายจีนซึ่งจะมีหน้าที่รับผิดชอบทำการค้ากับชนชาติทางตะวันออกอย่างจีน , เวียดนาม , และริวกิวหรือโอกินาวะ (Okinawa)  ส่วนฝ่ายกรมท่าขวานี้จะทำหน้าที่รับผิดชอบการค้ากับโลกตะวันตก ซึ่งในเวลานั้นจะหมายถึงโลกมุสลิมโดยเฉพาะนั่นเอง โดยมีผู้บังคับการกรมคือ "จุลา/จุฬาราชมนตรี" และบรรดาขุนนางเชื้อสายแขกกลุ่มจามปา (Champa) และมลายูที่ได้ชื่อว่าเป็นชนชาติที่ชำนาญการล่องเรือในคาบสมุทรนุสันทารา (Nusantara) มาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลแล้วนั่นเอง 
 
สำหรับความสัมพันธ์กับโลกมุสลิมของไทยในเวลานั้นก็ยังคงจำกัดวงอยู่กับพวกรัฐมุสลิมตามแนวชายฝั่งคาบสมุทรนุสันทาราไปจนถึงแนวชายฝั่งโคโรมันเดล (Coromandel Peninsula) ในอินเดียตอนใต้เท่านั้น โดยมีระดับความสัมพันธ์เป็นแค่การค้าระหว่างประเทศทั่วไป มิได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างราชสำนักหรือระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด แต่ผลจากการที่กรุงศรีอยุธยาสามารถสถาปนาอำนาจเหนือหัวเมืองมอญในเขตแนวชายฝั่งอ่าวเมาะตะมะได้โดยมั่นคงในปลายศตวรรษที่ 16 แล้ว จึงกลายเป็นการเปิดทางให้ชาวมุสลิมชีอะห์ (Shia) จากอินเดียและเปอร์เซียเริ่มมีบทบาทในกรุงศรีอยุธยามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนนำไปสู่การก่อตั้งกลุ่มประชาคมอินโด - เปอร์เซีย (Indo - Persian) หรือ "อินโด - อิหร่าน" (Indo - Iran) ขนาดใหญ่ในกรุงศรีอยุธยา
 
 
 
ภาพการแห่เจ้าเซ็นในพิธีมะหะหร่ำของชาวมุสลิมชีอะห์จากวัดโพธิ์ปฐมาวาส ต.บ่อยาง อ.เมือง จ.สงขลา - ภาพจากเพจกลุ่มอนุรักษ์จิตรกรรมและประติมากรรม กองโบราณคดี กรมศิลปากร  https://www.facebook.com/psc.arch/posts/1747182291996227 
 
ส่งผลให้พวกชีอะห์เปอร์เซียได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจในกรมท่าขวาแทนที่พวกจามปาและมลายูที่เป็นพวกซุนหนี่ ดังปรากฏจากการสถาปนาแต่งตั้งให้พ่อค้าชาวเปอร์เซียจากนามว่า “เฉก อะหมัด” ขึ้นครองตำแหน่งเป็น “พระยาเฉกอะหมัดรัตนราชเศรษฐี” ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม และก้าวขึ้นมาจนถึงตำแหน่ง “เจ้าพระยาบวรราชนายก” จางวางกรมมหาดไทยในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเลยทีเดียว
 

ภาพวาดเจ้าพระยาบวรราชนายกหรือ "เฉก อะหมัด" จากจินตนาการ - ภาพจาก wikimedia
 
เมื่อครั้นสมเด็จพระนารายณ์กระทำการปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ พระองค์ทรงใช้กองกำลังนักรบอินโด - เปอร์เซียเป็นกองกำลังสำคัญในการชิงอำนาจจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ซึ่งไม่เพียงแต่จะส่งผลให้เหล่าขุนนางอินโด - เปอร์เซียได้ก้าวขึ้นมามีอำนาจในราชสำนักเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้สมเด็จพระนารายณ์ยังทรงหันมารับวัฒนธรรมอินโด - เปอร์เซียเข้ามาในราชสำนักอยุธยาอย่างเต็มรูปแบบอีกด้วย
  
 

ภาพจิตรกรรมของเปอร์เซียในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิดส์ (Safavids dynasty) ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยา
 
ดังปรากฏจากหลักฐานจากจดหมายเหตุของคณะทูตฝรั่งเศสเมื่อครั้งเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา และโดยเฉพาะจดหมายเหตุของราชทูตเปอร์เซียได้รายงานว่า สมเด็จพระนารายณ์ทรงโปรดปรานวัฒนธรรมอินโด - เปอร์เซียเป็นอย่างมาก จนดูเหมือนว่าพระองค์ทรงมีความพยายามที่จะทำให้ราชสำนักอยุธยามีความเป็นราชสำนักแบบเปอร์เซียอย่างเห็นได้ชัด ดังปรากฏจากการที่พระองค์มักทรงฉลองพระองค์ชุดกระโปรงยาวอย่างแขกเปอร์เซีย , ทรงมีขุนนางต่างชาติในราชสำนักเป็นจำนวนมาก , พระองค์ทรงนิยมจัดการละเล่นหรือมหรสพที่เป็นการต่อสู้ของสัตว์ร้าย เหมือนกับในราชสำนักแบบเปอร์เซียและโมกุล (Mughal) ของอินเดียเช่นการใช้ช้างสู้กับเสือและการชนช้าง , และโดยเฉพาะการก่อสร้าง "พระตำหนักนารายณ์ราชนิเวศน์" อันเป็นทั้งที่ประทับและราชสำนักแห่งที่สองของสมเด็จพระนารายณ์ที่เมืองละโว้หรือเมืองลพบุรีด้วยสถาปัตยกรรมแบบเปอร์เซียอีกด้วย
   

  ภาพจิตรกรรมช้างสู้เสือจากสมัยกรุงศรีอยุธยา - ภาพจากช้าง ราชพาหนะ
 
 ดังนั้น ผลจากอิทธิพลของเหล่าขุนนางเปอร์เซียและความนิยมในวัฒนธรรมอินโด - เปอร์เซียอย่างยิ่งนี้เอง จึงทำให้สมเด็จพระนารายณ์ทรงตัดสินพระทัยที่จะเจริญสัมพันธไมตรีกับราชสำนักเปอร์เซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งการเจริญสัมพันธไมตรีในครั้งนี้นับเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างกรุงศรีอยุธยากับชาติมหาอำนาจโลกมุสลิมในตะวันออกกลางเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว โดยราชสำนักอยุธยาต้องใช้ความพยายามในการส่งคณะทูตไปยังแผ่นดินเปอร์เซียถึงสามครั้ง จนกระทั่งในปี ค.ศ.1682 /2225 คณะทูตอยุธยาชุดที่สามจึงสามารถเดินทางไปถึงแผ่นดินเปอร์เซียได้สำเร็จ โดยทางราชสำนักเปอร์เซียได้จัดพิธีต้อนรับคณะราชทูตอยุธยาอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมกับได้เข้าเฝ้า “จักรพรรดิสุไลมาน” (Shah Suleiman) ณ พระราชวังเชเฮล โซตุน (Chehel Sotun Palace) หรือที่รู้จักกันในนาม "พระราชวัง 40 เสา" ในกรุงอิสฟาฮาน (Isfahan) ด้วย
 
  
ภาพจิตรกรรมแสดงภาพของจักรพรรดิสุไลมานพร้อมเหล่าข้าราชบริพาร ผลงานของ  Aliquli Jabbadar ในปี ค.ศ. 1694
 
ด้วยความสำเร็จแห่งการเจริญสัมพันธไมตรีในคราวนี้ ทำให้ราชสำนักเปอร์เซียตัดสินใจที่จะสานสัมพันธ์กับราชสำนักอยุธยาให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน โดยการส่งคณะทูตพร้อมกองทหารจำนวนหนึ่งเป็นยังกรุงศรีอยุธยาในอีก 3 ปีต่อมา หรือในปี ค.ศ. 1685/2228 แต่การสานสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับเปอร์เซียกลับไม่ค่อยราบรื่นนัก เพราะผลจากการเรืองอำนาจของอัครเสนาบดีชาวกรีกในราชสำนักอยุธยาผู้มีนามว่า "เจ้าพระยาวิไชเชนทร์" หรือ "คอนสแตนติน ฟอลคอน"  ได้ทำการสกัดกั้นมิให้คณะทูตเปอร์เซียเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ฯ เพราะฟอลคอนต้องการสนับสนุนให้พวกฝรั่งเศสมากกว่า โดยเสนาบดีผู้นี้ได้จัดการนำเหล่าคณะทูตเปอร์เซีย ‘พักผ่อน’ อยู่ในนครละโว้นานถึง 8 เดือน แล้วจึงได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์ยังกรุงศรีอยุธยาในปี ค.ศ. 1687/2230
 
 
ชุด/ฉลองพระองค์อย่างเทศอันเป็นชุดไทยที่รับอิทธิพลมาจากพวกเปอร์เซีย - ภาพถ่ายโดยผู้เขียน
 
แต่เนื่องจากสมเด็จพระนารายณ์ฯได้ตัดสินพระทัยเลือกที่จะดึงกำลังของพวกฝรั่งเศสเข้ามาเป็นกองกำลังประจำการ และได้ถูกส่งไปยังป้อมบางกอกไปเป็นที่เรียบร้อย และกอปรกับการเสื่อมอำนาจของเหล่าขุนนางเปอร์เซียในราชสำนักที่มีมาก่อนหน้านั้น จึงทำให้การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างทั้งสองประเทศมิได้งอกเงยมากไปกว่านั้นอีกเลย 

ภาพขบวนเกียรติยศต้อนรับคณะทูตจากกรุงศรีอยุธยาที่พระราชวัง เชเฮล โซตุนหรือพระราชวัง 40 เสา จากหนังสือ “Amoenitatum Exoticarum” ซึ่งถูกวาดขึ้นโดยนักธรรมชาติวิทยาชาวเยอรมันนามว่า “เอ็งเงิลบิร์ต แกมเฟอร์” (Engelbert Kaempfer) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมอแกมเฟอร์” ซึ่งในเวลานั้นยังคงทำงานเป็นเลขานุการอยู่ในบริษัท VOC ของดัตซ์ที่กรุงอิสฟาฮานของเปอร์เซีย
 
อย่างไรก็ตาม ครั้นเมื่อสิ้นรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์ฯและได้มีการผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจไปสู่ราชวงศ์บ้านพลูหลวงแล้ว แต่อิทธิพลของงานศิลปะของพวกเปอร์เซียก็ฝังรากลึกลงในงานศิลปกรรมของไทยไปแล้ว ดังปรากฏจากบรรดาตำหนักหรือวัดสำคัญต่างๆในสมัยราชวงศ์บ้านพลูหลวงเช่นพระตำหนักกำมะเลียนในวัดกุฎีดาว จ.อยุธยา, กุฎิพระพุทธโกษาจารย์ วัดพุทไธสวรรย์ จ.อยุธยา, และพระตำหนักคำหยาดใน จ.อ่างทองก็ล้วนแต่สร้างตามแบบอาคารตึกที่มีซุ้มหน้าต่างหรือประตูเป็นยอดโค้งเปอร์เซีย หรือแม้แต่ในงานจิตรกรรมของไทยเองก็ยังได้รับรูปแบบจิตรกรรมแบบเปอร์เซียเข้ามาด้วยเช่นกัน อย่างเช่นการจัดวาดภาพหน้ากระดานในมุมสูงที่เรียงลำดับเหตุการณ์พร้อมทิวทัศน์ประกอบในภาพเดียวเหมือนกับงานศิลปะในสมุดภาพของพวกเปอร์เซียอีกเช่นกัน
   
    อาคารรองรับราชทูตในพระนารายณ์ราชนิเวศ - ภาพจาก https://travel.mthai.com/region/176754.html
 
แม้ว่ากรุงศรีอยุธยาจะถึงการล่มสลายลงในปี ค.ศ. 1767/2310 แต่บรรดาคนไทยเชื้อสายเปอร์เซียและชาวมุสลิมชีอะห์ก็ยังคงรับใช้ราชสำนักกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์สืบต่อมา พร้อมกับสืบทอดมรดกแห่งความทรงจำและความศรัทธากว่าสามศตวรรษที่ฝังรากลึกลงในหน้าประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมของชาติตราบจนทุกวันนี้
 
เรื่อง : ภาสพันธ์ ปานสีดา
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข

 
บรรณานุกรมอ้างอิง
  • Adis Idris Raksamani .2019 .The Siamese Concept of Muslims through Mural Paintings.
  •  Julispong Chularatana . 2017 .Indo-Persian Influence on Late Ayutthaya Art, Architecture, and Design :สุเนตร ชุตินธรานนท์ , รศ.ดร. , บรรณาธิการ .2558 . ในยุคอวสาน กรุงศรีฯไม่เคยเสื่อม . นนทบุรี : โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด.
  •  เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี , สมเด็จพระ (๒๕๔๙) . บันทึกเรื่องการปกครองของไทย : สมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี ทรงเรียบเรียงจากคำสอนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช พ.ศ. ๒๕๑๖ พิมพ์ครั้งที่ ๒ . บริษัทด่านสุธาการพิมพ์.