World's Famous People

ควร์ต แกร์ชไตน์ นายทหารนาซีผู้ประกาศให้โลกรู้ถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว

Quick Facts

  • อีกหนึ่งบุคคลที่เราอาจจะยังไม่ทราบแต่เขาคือผู้ที่ช่วยบอกคนทั้งโลกให้รู้ถึง ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่นาซีกำลังทำในช่วงสงคราม’ ผู้ที่เสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อประกาศให้โลกรู้ถึงการฆ่าอย่างเป็นระบบที่กำลังดำเนินไปในเยอรมันและพื้นที่ที่เยอรมันกำลังยึดครอง ชื่อของเขาคือ ‘ควร์ต แกร์ชไตน์’
ออสการ์ ชินด์เลอร์ คือชื่อที่คนทั้งโลกรู้จักในฐานะ ‘ผู้ช่วยชีวิตชาวยิวนับพันจากการถูกส่งไปสังหารในค่ายมรณะ’ วีรกรรมของเขาเป็นที่ล่วงรู้ไปทั่วโลกรวมทั้งภาพยนตร์ของผู้กำกับระดับตำนานที่บอกเล่าประวัติชีวิตของเขาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเขาพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะช่วยชีวิตชาวโปแลนด์เชื้อสายยิวที่ทำงานอยู่ในโรงงานของเขาให้รอดชีวิต จากการตามล่าของพวกนาซี แต่นอกจากชินด์เลอร์แล้ว ยังมีผู้กล้าอีกหลายท่านจากหลากหลายสาขาอาชีพที่สร้างวีรกรรมแห่งมนุษยธรรมขึ้นมาท่ามกลางเพลิงพิโรธแห่งความเกลียดชังซึ่งกำลังล้างผลาญชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปทั่วยุโรป
.
อีกหนึ่งบุคคลที่เราอาจจะยังไม่ทราบแต่เขาคือผู้ที่ช่วยบอกคนทั้งโลกให้รู้ถึง ‘การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นาซีกำลังทำในช่วงสงคราม’ ผู้ที่เสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อประกาศให้โลกรู้ถึงการฆ่าอย่างเป็นระบบที่กำลังดำเนินไปในเยอรมันและพื้นที่ที่เยอรมันกำลังยึดครอง ชื่อของเขาคือ ‘ควร์ต แกร์ชไตน์’
.

ควร์ต แกร์ชไตน์ เจ้าหน้าที่เอสเอส ผู้พยายามบอกให้โลกรู้ถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธู์
https://en.wikipedia.org/wiki/File:Kurt_Gerstein.jpg
.
ควร์ต แกร์ชไตน์ (Kurt Gerstein) เกิดเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1905 ที่เมืองมึนส์เตอร์ เวสท์ฟาเลีย เป็นบุตรคนที่ 6 จากทั้งหมด 7 คน ในครอบครัวชนชั้นกลางแห่งปรัสเซีย พ่อของเขา ‘ลุดวิก’ เป็นอดีตผู้พิพากษาของปรัสเซีย และพ่อของเขานี่เองคือผู้ที่สอนเขาให้หยิ่งทะนงในชาติพันธุ์และภูมิใจในความเป็นชาวปรัสเซีย ลุดวิก ผู้ซึ่งภาคภูมิใจเป็นนักหนาและประกาศว่าวงศ์ตระกูลของครอบครัวเขานั้นเป็นเลือดอารยันแท้ และเขามักจะตักเตือนลูกๆ เสมอๆ ว่าพวกเขาต้อง “รักษาความบริสุทธิ์ของเผ่าพันธุ์”
.
ชีวิตวัยเรียนของแกร์ชไตน์นั้นอาจจะดูคล้ายๆ ว่าเขาเป็นเด็กที่มีระเบียบวินัยอันมาจากการอบรมเลี้ยงดูที่เข้มงวดของพ่อ แต่เมื่อเขาอยู่โรงเรียนพฤติกรรมของเขากลับตรงกันข้าม เพราะเขาคือเด็กที่ชอบทำผิดกฎระเบียบของทางโรงเรียนเสมอ พ่อของเขามักจะถูกเชิญไปที่โรงเรียนเพื่อรับทราบถึงพฤติกรรมผิดระเบียบของเขา
.
แต่อย่างไรก็ตามเขาก็ยังเรียนจบและเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยมาร์บวร์ก (University of Marburg) ตามความประสงค์ของพ่อ แต่ชีวิตในมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะมีความสุข เพียงแค่ 3 เทอมเท่านั้นที่เขาเรียนอยู่ที่นี่ จากนั้นเขาจึงย้ายไปเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคในเมืองอาเคน (Aachen) ในสาขาวิศวกรรมเหมืองและเรียนจบมาในปี 1931 แม้จะขัดใจพ่อในเรื่องเรียนแต่เขาก็ยอมเข้าร่วมกับองค์กร ทอยโทเนีย (Teutonia) หนึ่งในสมาคมนักศึกษาชาตินิยมที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศ แต่ส่วนลึกในใจของเขาแล้ว ชาตินิยม และ ความหยิ่งทะนงในเผ่าพันธุ์ เป็นหนึ่งในสิ่งที่เขาเบื่อที่สุดในชีวิต
.
แกร์ชไตน์ มักจะหลีกหนีความจำเจของชาตินิยมและความคิดสุดโต่งต่างๆ ด้วยการอ่าน ‘คัมภีร์ไบเบิล’ และมันกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกศรัทธาในคำสอนของศาสนาเป็นอย่างมาก มันคือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาในยามที่ชีวิตตนเองพบกับความวุ่นวาย เขาไปโบสถ์และสารภาพบาปอยู่เป็นประจำ จากปี 1925 เป็นต้นมา เขาเริ่มเคลื่อนไหวในกลุ่มนักศึกษาคริสเตียนและขบวนการเยาวชน และเข้าร่วมสมาคมนักเรียนคริสเตียนแห่งเยอรมัน (DCSV) กระทั่งทุกๆ อย่างถูกรัฐบาลนาซีสั่งยกเลิกพร้อมกับการกำเนิดขึ้นขององค์กรยุวชนฮิตเลอร์
.
เฉกเช่นกับคนเยอรมันคนอื่นๆ ในช่วงนั้นที่มองว่า สนธิสัญญาแวร์ซายที่ชาติพันธมิตรบีบบังคับให้เยอรมันต้องลงนามนั้น มันคือสนธิสัญญาที่เอาเปรียบและขูดเลือดขูดเนื้อคนเยอรมัน รวมทั้งเกียรติภูมิของประเทศในเวทีโลกตกต่ำจนชาติต่างๆ ไม่เห็นหัวคนเยอรมันแม้แต่น้อย รวมทั้งตระกูลของเขาก็เป็นพวกชาตินิยมแบบสุดโต่งซึ่งแน่นอนพ่อของเขาเป็นตัวตั้งตัวตีให้สมาชิกในครอบครัวร่วมกันสร้างชาติเยอรมันให้ยิ่งใหญ่อีกครั้ง
.
เมื่อพรรคการเมืองอย่างพรรคนาซีชูนโยบายหาญกล้าที่จะนำพาชาติเยอรมันให้ยิ่งใหญ่เช่นเดิมโดยการฉีกสนธิสัญญาแวร์ซายทิ้งไป มันยิ่งทำให้ทั้งตระกูลแกร์ชไตน์ ร่วมสมัครเป็นสมาชิกพรรคนาซีทันที พ่อของแกร์ชไตน์ จึงส่งลูกชายให้เข้าร่วมกับกองกำลังของพรรคนาซี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘เอสเอ’ (SA) ในตอนแรก เขาคิดว่าเยอรมันจะยิ่งใหญ่เหมือนเดิมได้จะต้องมีพรรคนาซีเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และผู้นำอย่างฮิตเลอร์เท่านั้นที่จะพารัฐนาวาเยอรมันฝ่ามรสุมไปได้
.
แต่เมื่อเขาได้ศึกษาแนวคิดและอุดมการณ์ของนาซีอย่างจริงจังเมื่อเข้าไปเป็นเอสเอแล้ว มันจึงทำให้เขารู้ว่า ทุกอย่างที่นาซีกำลังสอนสั่งอยู่นี้ช่างตรงกันข้ามกับทุกสิ่งในพระคัมภีร์ จะด้วยเหตุนี้และศรัทธาในศาสนาของเขานี่เองที่ทำให้เขาต่อต้านนาซี วันที่ 4 กันยายน 1936 ควร์ต แกร์ชไตน์  ถูกจับในข้อหาแจกจ่ายเอกสารและสิ่งของต่อต้านนาซี เขาถูกควบคุมตัวไว้เป็นเวลาห้าสัปดาห์และในที่สุดก็ถูกไล่ออกจากพรรคนาซี
.
การสูญเสียสถานะสมาชิกพรรคนาซีนั้นหมายความว่าเขาไม่สามารถหางานทำในตำแหน่งวิศวกรเหมืองแร่ของรัฐได้ นั่นยิ่งทำให้เขาต่อต้านนาซีมากยิ่งขึ้น เขาถูกจับกุมเป็นครั้งที่สองในเดือนกรกฎาคม 1938 แต่ถูกปล่อยตัวอีกหกสัปดาห์ต่อมา พ่อของเขาวิ่งเต้นให้ลูกกลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคอีกครั้ง และขอร้องให้เขาละทิ้งศรัทธาในศาสนาที่เป็นปฏิปักษ์ต่อแนวทางของพรรคนาซี เพื่อประโยชน์ในการใช้ชีวิตในสังคมเยอรมันยุคนั้น และด้วยความพยายามของพ่อจึงทำให้เขาได้รับสถานะสมาชิกชั่วคราวของพรรคนาซี
.
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้น กองทัพเยอรมันรุกรานชาติต่างๆ ตามแผนการของฮิตเลอร์ แกร์ชไตน์ได้รับคำสั่งให้ไปทำงานในกองกำลังเอสเอส ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้คือความพยายามของพ่อเขาที่พยายามจะช่วยลูกชาย แต่เขาก็ยังเป็น ‘ผู้ต่อต้านนาซีในคราบของเจ้าหน้าที่กองกำลังเอสเอส’
.
เนื่องจากความรู้ที่เขาร่ำเรียนมาด้านวิศวกรรม มันจึงทำให้หน้าที่การงานของเขาในกองกำลังเอสเอส มีความก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาต้องทำงานกับนาซีคนสำคัญอย่าง ‘โอดิโล โกลบอคนิค’ (Odilo Globocnik) และ ‘คริสเตียน เวิธ’ (Christian Wirth) ซึ่งทั้งคู่มีส่วนสำคัญอย่างมากในการจัดตั้งดูแลค่ายกักกันและค่ายมรณะต่างๆ ของนาซีในแผนการล้างผลาญคนเชื้อสายยิวและเผ่าพันธุ์ที่นาซีมองว่าต้อยต่ำให้หมดไปจากโลก ซึ่งค่ายเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ยึดครองของเยอรมันในยุโรป
.
งานที่เขาจำต้องทำอยู่นั้นคือความยากลำบากในการปกปิดความรู้สึกส่วนตัวอย่างยิ่ง เขาจำต้องทำงานที่ตัวเองรู้ดีว่า ‘มันคือการฆาตกรรมชีวิตนับล้าน’ เขาคือผู้รับหน้าที่จัดหาไฮโดรเจนไซยาไนด์ (ชื่อทางการค้า Zyklon B) และส่งมันไปยังค่ายมรณะที่มีชื่อเสียงที่สุด มันคือค่ายเอาชวิตซ์ (Auschwitz) และหน้าที่นี้เองที่ทำให้เขาอยากจะอาเจียนทุกครั้งที่รู้ถึงความจริงว่าพวกนาซีกำลังทำอะไรกับคนเชื้อสายยิวในยุโรป ชาย หญิง เด็ก คนชรา คนพิการ ถูกบังคับถูกต้อนราวกับฝูงปศุสัตว์ลงมาจากรถไฟที่อัดแน่นไปด้วยผู้คนข้างใน พวกเขาถูกแบ่งกลุ่มถูกคัดเลือกว่าจะอยู่หรือตาย ก่อนจะพบจุดจบด้วยการถูกหลอกให้เปลื้องเสื้อผ้าเพื่ออาบน้ำ แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังถูกต้อนเข้าสู่ห้องรมแก๊ส
.

Zyklon B หนึ่งในสิ่งสำคัญที่นาซีใช้สังหารหมู่ชาวยิวในค่ายมรณะ
https://antisemitism.org.il/en/121570/
.

คนเชื้อสายยิวจากประเทศต่างๆ ในยุโรป ถูกจับและถูกส่งเข้าค่ายกักกัน หรือค่ายมรณะ
https://collections.ushmm.org/search/catalog/pa1068470
.

หนึ่งในค่ายมรณะที่สำคัญของนาซี ‘ค่ายเอาชวิตซ์’
https://www.timesofisrael.com/a-haunting-view-of-auschwitz-75-years-after-liberation/
.
เราอาจจะเคยฝืนใจทำบางสิ่งบางอย่างด้วยความไม่เต็มใจ แต่หากเราจำต้องฝืนใจมีส่วนร่วมในการสังหารหมู่ผู้คนนับล้าน เสียงร้องและใบหน้าของผู้ตายจะตามหลอกหลอนเราไปชั่วชีวิต ทั้งๆ ที่ตัวเรานั้นศรัทธาในคำสอนของศาสนาและรักเพื่อนร่วมโลกตามคำสอนในบทบัญญัติที่มีอยู่ในพระคัมภีร์ ซึ่งทั้งหมดนี้คือความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในจิตใจของควร์ต แกร์ชไตน์
.
เขาไม่อยากฆ่าคน และไม่อยากมีส่วนร่วมในการฆ่าใครทั้งสิ้น และเขาจะทำอย่างไร จะหนีจากความหดหู่และความหลอนที่กัดกินจิตใจเขาอยู่ได้อย่างไร พระเจ้าช่างเล่นตลกกับคนที่เคร่งศาสนาอย่างเขา หรือพระเจ้าจะพิสูจน์ศรัทธาในตัวเขาด้วยการให้ต้องมาพบอะไรแบบนี้อย่างนั้นหรือ? ขณะที่ชีวิตอันหดหู่ของแกร์ชไตน์กำลังจะทำเขาเป็นบ้า การเดินทางบนรถไฟครั้งหนึ่งของเขาก็กำลังจะเปลี่ยนแปลงและช่วยทำให้คนทั้งโลกได้รู้ว่าพวกนาซีกำลังทำอะไร
.
บนรถไฟที่กำลังมุ่งหน้าจากกรุงวอร์ซอไปกรุงเบอร์ลิน แกร์ชไตน์ได้พบกับผู้โดยสารคนหนึ่ง และเขาหาใช่ชาวบ้านธรรมดาๆ ที่โดยสารรถไฟไปพร้อมกับเขา คนๆ นี้คือ ‘เกอราน ฟอน ออทเทอร์’ (Göran von Otter) เขาคือนักการทูตชาวสวีเดนซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน นี่อาจจะเป็นการสนทนาระหว่างการเดินทางของคนสองคน แต่การพบกันโดยบังเอิญของพวกเขาจะบอกให้โลกได้รับรู้ถึงความบ้าคลั่งของพวกนาซี แกร์ชไตน์ตัดสินใจเล่าทุกอย่างที่เขาทำและบอกเรื่องราวที่พวกนาซีกำลังทำอยู่ว่าโหดร้ายเพียงใดให้แก่ออทเทอร์ได้รับทราบ นักการทูตชาวสวีเดนคนนี้ถึงกับตะลึงถึงสิ่งที่ได้ฟังแต่เขาก็ยังไม่ปักใจเชื่อทั้งหมด การสนทนาที่กินเวลาหลายชั่วโมงระหว่างพวกเขาทั้งสองและแกร์ชไตน์ได้บอกนักการทูตสวีเดนท่านนี้ถึงสิ่งที่เขาได้เห็น และกระตุ้นให้เขากระจายข้อมูลไปทั่วโลก
.
หลังจากการพบกันครั้งนั้นบนรถไฟ พวกเขาทั้งคู่ยังแอบนัดพบกันอีกครั้ง แกร์ชไตน์เสี่ยงตายนำหลักฐานและข้อมูลค่ายมรณะและค่ายกักกัน รวมถึงขั้นตอนการเตรียมและสังหารคนเชื้อสายยิวและชนชาติต่างๆ โดยฝีมือพวกนาซี นั่นจึงทำให้ออทเทอร์เชื่อแล้วว่าสิ่งที่เจ้าหน้าที่เอสเอสคนนี้มาบอกเล่าให้เขาได้รับรู้เป็นเรื่องจริง ไม่รอช้าออทเทอร์นำเรื่องราวและข้อมูลที่ได้จากแกร์ชไตน์ แจ้งแก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงในสถานทูตสวีเดนและรายงานต่อไปยังรัฐบาลสวีเดน แต่ช่างน่าเสียดายที่เรื่องราวเหล่านี้ไม่เคยถูกส่งไปยังรัฐบาลชาติพันธมิตรและชาติเป็นกลางอื่นๆ เลย
.
ความพยายามของแกร์ชไตน์ยังไม่หยุดเพียงแค่นี้ เขายังแอบนำข้อมูลลักลอบติดต่อตัวแทนของนครรัฐวาติกัน เพื่อส่งให้ประมุขแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกได้ทรงทราบ รวมทั้งส่งข้อมูลให้สถานทูตของประเทศที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจากทั่วโลกอย่างสวิตเซอร์แลนด์ได้รับทราบเช่นกัน นอกจากนี้เขายังนำข้อมูลไปแจ้งแก่กลุ่มต่อต้านการปกครองของนาซีในเยอรมันและกลุ่มใต้ดินชาวดัตช์ ซึ่งถูกส่งต่อไปยังรัฐบาลพลัดถิ่นเนเธอแลนด์ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ
.
นับเป็นความพยายามที่เสี่ยงตายอย่างมากสำหรับเขา เพราะเยอรมันในตอนนั้นมีองค์กรที่คอยสืบและสอดส่องความเป็นไปในสังคมเยอรมันอย่าง ‘เกสตาโป’ ที่จัดการกับพวกสายลับหรือกลุ่มต่อต้านต่างๆ แต่นับว่าเป็นเรื่องที่โชคดีที่เขาเป็นเจ้าหน้าที่ในกองกำลังเอสเอส และภายใต้เครื่องแบบเอสเอสที่เขาสวมใส่นี้กลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ถูกมองข้ามไป เพราะไม่มีใครคิดว่า เจ้าหน้าที่กองกำลังเอสเอสจะทรยศนำความลับไปบอกเสียเอง
.
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง แกร์ชไตน์มอบตัว นั่นเป็นโอกาสให้เขาอธิบายทุกสิ่งที่พวกนาซีได้ทำลงไปตลอดช่วงสงคราม และเขาบอกเล่าทุกอย่างที่เขารู้ทั้งหมด หลายคนยกย่องให้เขาเป็นผู้กล้าและสรรเสริญในความพยายามของเขา แต่ก็ใช่ว่าเรื่องราวต่างๆ จะจบลงพร้อมเสียงโห่ร้องยินดีแก่เขา แม้จะเป็นผู้ที่พยายามนำเรื่องราวทุกอย่างมาบอกให้โลกได้รู้ แต่สิ่งที่เขาจำใจต้องทำกับพวกนาซีนั้น คืออาชญากรรมสงคราม ดังนั้นเขาจึงถูกจับกุมและถูกส่งตัวไปคุมขังที่ ‘แชร์ช-มีดิ’ (Cherche-Midi) ในฝรั่งเศส เขาถูกบันทึกประวัติและระบุว่าเป็น ‘อาชญากรสงครามนาซี’ และจะต้องถูกพิจารณาคดีในศาลเฉกเช่นอาชญากรสงครามนาซีคนอื่นๆ
.

เรือนจำแชร์ช-มีดิ (Cherche-Midi) สถานที่คุมขังแกร์ชไตน์และสถานที่สุดท้ายที่เขาได้อยู่ก่อนปลิดชีพตนเอง
https://fr.wikipedia.org/wiki/Fichier:Prison_rue_du_Cherche_Midi_en_1910.jpg
.
ชีวิตในที่คุมขังก็คือฝันร้ายอีกแห่งที่เขาต้องเผชิญ เขาถูกอาชญากรนาซีคนอื่นทำร้ายและตราหน้าว่าเขาคือ ‘ผู้ทรยศต่อพรรคนาซี’ ขณะเดียวกันพวกผู้คุมต่างก็มองว่าเขาคือ ‘เดนมนุษย์’ ที่ไม่ต่างจากพวกนาซีคนอื่นๆ ซึ่งกำลังรอพิจารณาคดี แม้เขาจะพยายามให้ทางฝ่ายพันธมิตรช่วยติดต่อกับบุคคลทุกคนที่เขาเคยส่งข้อมูลความเลวร้ายของนาซีไป ไม่ว่าจะเป็นนักการทูตของชาติต่างๆ หรือแม้กระทั่งนครรัฐวาติกัน แต่ก็ไม่มีผู้ใดจะยื่นมือมาช่วยเขาเลยในตอนนั้น
.
มันช่างน่าเศร้าที่ความพยายามของเขาในการโปงเปิดความชั่วร้ายของพวกนาซีให้คนทั้งโลกได้รู้ กลับกลายเป็นสิ่งสูญเปล่า เพราะถึงแม้หลังจากนั้นจะมีการเปิดเผยเรื่องเหล่านี้ให้สาธารณชนได้รับทราบ แต่หามีผู้ใดเคยรู้เลยว่า มีผู้ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายในชุดเครื่องแบบกองกำลังเอสเอส พยายามตะโกนให้โลกได้ยินถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ แต่เขากลับถูกทิ้งในมุมมืดอันวังเวงของเรือนจำนักโทษเมื่อสงครามจบลง
.
วันที่ 25 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 1945 ควร์ต แกร์ชไตน์แขวนคอตัวองด้วยผ้าห่มในห้องขังของเขาโดยไร้จดหมายและข้อความสั่งเสียใดๆ ความตายของเขาก่อนการพิจารณาคดีในศาลคงจะเป็นสิ่งเดียวที่บอกให้คนทั้งโลกได้รู้ว่า ‘เขาไม่ใช่นาซี’ ถึงแม้ว่าเครื่องแบบที่เขาเคยสวมใส่นั้นจะเป็นก็ตาม จิตวิญญาณของเขาซึ่งศรัทธาในศาสนาและความรักต่อเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก คือสิ่งที่เขาพิสูจน์ด้วยการกระทำเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ แม้มันแทบจะไม่มีใครรู้ก็ตาม  
.
.
เรื่อง: ปัญญาณัฏฐ์ ณัธญาธรนินน์
ภาพประกอบ: เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.
.
อ้างอิง
 
https://spartacus-educational.com/Kurt_Gerstein.htm
 
https://www.jewishvirtuallibrary.org/kurt-gerstein-2

https://www.thoughtco.com/kurt-gerstein-german-spy-in-the-ss-1779659

https://www.warhistoryonline.com/instant-articles/kurt-gerstein-stop-the-holocaust.html
.
.
#ควร์ตแกร์ชไตน์ #KurtGerstein #นาซี #Nazi #เอาชวิตซ์ #Auschwitz #ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ยิว #Holocaust #GypzyWorld
.
//////////