Crazy World

ประวัติศาสตร์แห่งการฆาตกรรม

แม้ว่ามนุษยชาติจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จในการครองโลกเหนือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ด้วยการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิตแบบต่างๆตั้งแต่การประดิษฐ์ภาษาและอักษรในการสื่อสาร เรื่อยไปจนถึงการสร้างที่อยู่อาศัยที่เริ่มจากเพิงไม้พุ่มจนกลายมาเป็นปราสาทและป้อมปราการอันใหญ่โต หรือแม้แต่การประดิษฐ์พาหนะสำหรับแบกสัมภาระจนก้าวล่วงมาถึงจรวดที่นำมนุษย์ขึ้นไปท่องอวกาศได้แล้ว

แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษยชาติกลับมีสัญชาตญาณดิบอีกประการหนึ่งที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มีนั่นก็คือ สัญชาติญาณแห่งการเข่นฆ่าโดยที่มิได้มีเงื่อนไขของการป้องกันตัวเองหรือแม้แต่การฆ่าเพื่อดำรงชีพแม้แต่น้อย หรือกล่าวคือมนุษย์มีพฤติกรรมในการฆ่าเมื่อตนอยากจะฆ่าได้โดยไม่มีเหตุจำเป็นอื่นเลยนั่นเอง 

โดยหลักฐานที่แสดงถึงเหตุการณ์ฆาตกรรมระหว่างมนุษย์ด้วยกันชิ้นแรกก็คือ การค้นพบซากมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อายุราว 5,000 ปีที่ถูกตั้งชื่อว่า ’เอิ๊ตซี่’ (Ötzi) ที่ถูกค้นพบในธารน้ำแข็งในเขตหุบเขา ‘เอิ๊ตซาล แอลป์’ (Ötztal Alps) ที่อยู่ระหว่างเขตพรมแดนออสเตรียและอิตาลี ซึ่งเมื่อมีการนำร่างของเอิ๊ตซี่ออกมาตรวจสอบแล้ว จึงพบว่าเขาถูกฆาตกรรมด้วยการถูกธนูยิงจากข้างหลัง จนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส และกอปรกับสภาวะอากาศหนาวอันทารุณของเทือกเขาแอลป์ด้วยแล้ว ก็คงจะเป็นเหตุให้เขาเสียชีวิตลงในท้ายที่สุด โดยที่เราไม่มีวันอาจรู้ได้เลยว่าทำไมเอิ๊ตซี่จึงถูกลอบฆ่าเช่นนั้นได้
 
ภาพถ่ายซากของโอ๊ตซี่ถูกขุดขึ้นมาจากธารน้ำแข็ง - ที่มา https://www.thesun.ie/tech/4719190/otzi-the-icemans-doomed-ascent-to-10500-foot-alps-grave-finally-revealed-by-gut-microbes/

อย่างไรก็ตาม หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรถึงการฆาตกรรมพร้อมเหตุผลของการลงมือนั้น มีปรากฏอยู่ใน ‘พระธรรมปฐมกาล’ (Book of Genesis) คือเหตุฆาตกรรมของ ‘คาอิน’ (Cain) และ ‘อาเบล’ (Abel) ผู้เป็นบุตรของอดัมและเอวา มนุษย์คู่แรกที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นนั่นเอง โดยคาอินผู้เป็นพี่ชายรู้สึกริษยาที่อาเบลได้รับความรักและความโปรดปรานจากพ่อแม่และพระเจ้ามากกว่าตน เขาจึงได้ล่อลวงน้องชายของตนมายังทุ่งนาแล้วสังหารทิ้งเสีย และด้วยเหตุนั้นจึงทำให้เขาถูกพระเจ้าลงโทษด้วยการเนรเทศออกจากถิ่นอาศัยของตนและต้องพเนจรอย่างเดียวดายนับแต่นั้น ซึ่งแม้ว่าเรื่องราวของคาอินกับอาเบลดูจะเป็นเหมือนตำนานทางศาสนามากกว่า
 
ภาพจิตรกรรมสีน้ำมันเหตุการณ์คาอินลงมือสังหารอาเบล ผลงานของ Peter Paul Rubens
เงื่อนไขสำคัญที่ปรากฏอยู่ในเหตุการณ์นี้ก็คือ คาอินลงมือสังหารน้องชายตนเองเพราะความริษยา หรือกล่าวคือเมื่อมนุษย์สองคนมีความเห็นที่ไม่ลงรอยกัน หรือว่ามีใครคนใดคนนึงรู้สึกสูญเสียบทความสำคัญลงแล้ว มนุษย์ก็พร้อมที่จะลงมือสังหารอีกฝ่ายได้อย่างเลือดเย็นในทันที ซึ่งลักษณะของแนวคิดของเหตุผลในการฆาตกรรมนี้ก็ยังคงมีปรากฏอยู่ในคดีฆาตกรรมหลายๆคดีที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้เช่นกัน

ในขณะที่มนุษยชาติเริ่มขยายสังคมของตนจากสังคมครอบครัว กลายเป็นชนเผ่าหรือแม้แต่สังคมเมืองขึ้นมาได้แล้ว ผลจากความบาดหมางของมนุษย์ก็ขยายตัวหรือทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น จนนำไปสู่การวิวาทขนาดใหญ่หรือก็คือการปะทะที่นำไปสู่ ‘สงคราม’ (War) นั่นเอง แต่ผลของสงครามในบางครั้งกลับมิได้จบลงที่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขอยอมแพ้หรือสงบศึก หากแต่กลับลุกลามอย่างเกินขอบเขตไปด้วยเช่นกัน ซึ่งหนึ่งในพฤติการณ์ของความบาดหมางที่เลยเถิดนั้นก็คือ ’การสังหารหมู่’ (Massacre) โดยกองกำลังผู้ที่มีชัยชนะได้กระทำต่อศัตรูผู้ปราชัยโดยมิได้ละเว้นหรือปราณี

กรณีการสังหารหมู่ที่เก่าแก่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ก็คือ ’การสังหารหมู่ที่ฉางผิง’ (Massacre of Changping) เมื่อ 262 - 260 ปีก่อนคริสตกาล โดยกองทัพแคว้นฉินจัดการฝังเชลยศึกแคว้นเจ้าทั้งเป็นถึง 450,000 คน เพราะไม่ต้องการเลี้ยงเชลยศึกจำนวนมหาศาลขนาดนี้ และยังไม่ต้องการให้แคว้นเจ้าฟื้นตัวกลับมาทำศึกต่อต้านแคว้นฉินได้อีกนั่นเอง ซึ่งแม้เหตุการณ์สังหารหมู่ในครั้งนี้จะดูเป็นเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่ออยู่มาก แต่เหตุการณ์ที่ฉางผิงนี้ก็นับเป็นการสังหารหมู่ครั้งแรกที่ได้รับการยืนยันในหน้าประวัติศาสตร์โลกของเราแล้ว  
 
ภาพเหตุการณ์สังหารหมู่ที่ฉางผิง ไม่ปรากฏนามผู้วาด
 
นอกจากนี้แล้ว เงื่อนไขแห่งการสังหารหมู่กลับมิได้อยู่ในสภาวะสงครามหรือโดยน้ำมือของกองกำลังผู้พิชิตแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นได้ภายในรัฐที่ปราศจากภาวะสงครามหรือโดยน้ำมือของบุคคลภายในรัฐได้ด้วยเช่นกัน

หนึ่งในเหตุการณ์สังหารหมู่ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดที่เกิดจากคนในชาติเดียวกัน คือเหตุการณ์ลุกฮือของกบฎชาวนาเยอรมันในช่วงปี ค.ศ.1524 - 1525 อันเป็นผลพวงมาจาก ‘การปฏิรูปศาสนา’ (Religious Reformation) ของ ‘มาร์ติน ลูเธอร์’ (Martin Luther) นั่นเอง เพราะว่ามีบาทหลวงผู้คลั่งศาสนาอย่างสุดโต่งนามว่า ’โทมัส มึนเซอร์’ (Thomas Munzer) ที่เห็นด้วยกับการปฏิรูปของลูเธอร์ มีความประสงค์ที่อยากจะสร้างสังคมที่มนุษย์เท่าเทียมกันตามอย่างที่มีพรรณนาเอาไว้ในพระคัมภีร์ มึนเซอร์จึงปลุกระดมชาวนาให้โค่นล้มชนชั้นศักดินาอย่างเต็มรูปแบบ จนนำไปสู่การปล้นสะดมและการสังหารหมู่เหล่าขุนนาง , พระผู้ทรงสมณะศักดิ์ หรือแม้แต่การข่มขืนอิสตรีชั้นสูงและเหล่านางชีด้วยความวิปริต จนนำไปสู่การรวมกำลังของเหล่าขุนนางเพื่อกำราบกองกำลังชาวนา ที่จบลงด้วยการที่กองกำลังชาวนาและพวกผู้คลั่งศาสนาถูกโจมตีและล้อมสังหารหมู่อย่างไร้ความปราณีดุจเดียวกันไปโดยปริยาย 
 
ภาพกองกำลังชาวนากลุ้มรุมกองกำลังเหล่าขุนนาง ในช่วงการจลาจลของเหล่าชาวนาเยอรมันภายใต้การนำของโทมัส มึนเซอร์ ภาพจากหนังสือ rostspiegel ในปี ค.ศ. 1539

แม้กระนั้น ในบรรดาประวัติศาสตร์แห่งการสังหารหมู่ก็คงจะไม่มีการสังหารหมู่ครั้งไหนที่จะเทียบเท่าได้กับ การสังหารหมู่ในระดับ ’ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ (Holocaust) ของพรรครัฐบาลเยอรมันนาซี (Nazi) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (World war II) อีกต่อไปแล้ว เพราะในเวลาเพียง 4 ปี พรรคนาซีได้ทำการสังหารหมู่ประชาชนที่มีเชื้อสายยิวทั่วทั้งดินแดนที่ตนปกครอง , กลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาล , และยังรวมถึงเหล่าเชลยศึกเชื้อสายสลาฟจากโปแลนด์กว่า 11 ล้านชีวิต โดยเหตุผลของนโยบายการกวาดล้างชาวยิวครั้งใหญ่เวลานั้นมาจากการที่ ‘อดอล์ฟ ฮิตเลอร์’ (Adolf Hitler) ผู้นำพรรคนาซีและประเทศเยอรมนีมีความเกลียดชังยิวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และกอปรการมีความฝันเฟื่องที่ต้องการจะสร้างชนชาติเยอรมันอันบริสุทธิ์ขึ้นมา เขาจึงออกนโยบายกวาดล้างชาวยิวและบรรดาชาติพันธุ์ต่างๆที่ตนไม่ต้องการ อันนำไปสู่โศกนาฎกรรมครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยปรากฏมาบนโลกเลยทีเดียว
 
ภาพหลุมศพชาวยิวที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยพวกนาซีในค่ายกักกันที่เบอร์เกน - เบลเซ่นในเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 1945

แม้ว่าสงครามโลกได้สิ้นสุดลงพร้อมกับความพ่ายแพ้ของพรรคเยอรมันนาซีแล้วก็ตาม แต่ปัญหาการสังหารหมู่ประชาชนในระดับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ยังคงมีอยู่ อย่างเช่นกรณีพรรคเขมรแดงปกครองประเทศกัมพูชาในช่วงปี พ.ศ. 2518 - 2522 ที่ได้ทำการกวาดล้างประชาชนที่เป็นชนชั้นสูงและชนชั้นกลางไปมากกว่าสองล้านคน เพียงเพื่อต้องการสร้างประเทศตามอุคติในระบอบคอมมิวนิสต์

อีกกรณีคือ ’วิกฤตการณ์คาบสมุทรบอลข่าน’ (The Balkan Crisis) อันมีผลมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ทำให้เหล่าประเทศในคาบสมุทรบอลข่านต่างอยู่ในภาวะปั่นป่วนอย่างรุนแรง เพราะด้วยปัญหาของการแบ่งแยกกลุ่มชาติพันธุ์และศาสนิกกลุ่มต่างๆ ซึ่งในระหว่างนั้นก็ได้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่หรือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เมื่อกองกำลัง ‘บอสเนียน – เซิร์บ’ (Bosnian Serbs) ทำการกวาดล้างประชาชนบอสเนียค ( Bosniaks , Bosniacs) ที่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 8,000 คนในเหตุสังหารหมู่ที่ ‘ซรีบรินิก้า’ (Srebrenica Massacre) ในปี ค.ศ. 1995 
 
ภาพถ่ายหัวกระโหลกของผู้เสียชีวิตจากเหตุสังหารหมู่ที่ซรีบรีนิก้า

แม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตการณ์เขมรแดงและสงครามในคาบสมุทรบอลข่านได้สิ้นสุดลง พร้อมกับการที่โลกของเราได้เข้าสู่สหัสวรรษใหม่หรือศตวรรษที่ 21 แล้วก็ตาม แต่ปัญหาอาชญากรรมและความรุนแรงก็มิได้หายสูญไป แต่กลับกลายเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีที่มีความเจาะจงอย่างเห็นได้ชัด ดังที่ปรากฏในรูปแบบของกลุ่ม ‘ผู้ก่อการร้าย’ (Terrorist) ดังเช่นกรณีการก่อวินาศกรรมในเมืองสำคัญต่างๆทั่วทุกมุมโลกเช่นกรณี ‘9/11’ เมื่อวัน 11 กันยายน ปี ค.ศ. 2001 อันโด่งดัง ที่มาพร้อมกับการอุบัติของการโจมตีของพวก ’ฆาตกรโรคจิต’ (Psycho killer) หรือพวกคลั่งลัทธิการเมืองสุดโต่งที่มีเป้าหมายในการโจมตีหรือทำร้ายผู้บริสุทธิ์อย่างเปิดเผยและโหดเหี้ยมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
 

ภาพการโจมตีตึกเวิร์ลดเทรด เซ็นเตอร์ในเหตุการณ์การโจมตี 9/11
ที่มาภาพ https://www.washingtontimes.com/multimedia/image/sept11jpg/
 
เรามักจะพบเห็นการโจมตีเช่นนี้อยู่ในกลุ่มประเทศที่เจริญแล้วอย่างในสหรัฐอเมริกา , กลุ่มประเทศยุโรป , หรือแม้แต่ในประเทศญี่ปุ่น แต่กลับกลายเป็นเหตุการณ์โจมตีของฆาตกรคลั่งเช่นนี้กลับได้เกิดขึ้นในประเทศของเราแล้ว เมื่อฆาตกรเพียงคนเดียวได้ลงมือก่อเหตุด้วยการใช้อาวุธสงครามบุกเข้า โจมตีห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 จ. นครราชสีมาเมื่อวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ผ่านมานี้ ซึ่งแม้ว่าในท้ายที่สุดแล้ว ฆาตกรคนนี้จะถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมลงได้ แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ถึง 30 ชีวิตเลยทีเดียว

เพราะฉะนั้นแล้ว เราจะสามารถเรียนรู้จากเหตุวิปโยคและความสูญเสียในหน้าประวัติศาสตร์เพื่อนำไปสู่บทเรียนแห่งการแก้ไขหรือป้องกันมิให้เหตุแห่งความสูญเสียเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีกหรือไม่ นับเป็นสิ่งที่เราทั้งหลายจะต้องตระหนักรู้และร่วมมือกันอย่างมิอาจเลี่ยงเลยทีเดียว