Crazy World

ออสเตรเลีย...ดินแดนแห่งอาชญากร?

“ชาวออสซีทุกคนเป็นอาชญากรจริงหรือ?”
.
เป็นคำถามที่ใกล้เคียงกับประโยคคำพูดแบบเหมารวม อย่าง “ชาวมุสลิมทุกคนเป็นผู้ก่อการร้าย” หรือ “ชาวเยอรมันทุกคนเป็นนาซี” เพียงเพราะในอดีตออสเตรเลียเคยเป็นจุดหมายปลายทางที่เจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษส่งตัวอาชญากรไปกักขัง หรือผลักไสออกจากราชอาณาจักรของตนเอง ราว 162,000 คน ด้วยเรือ 806 ลำตลอดเวลาร่วม 80 ปี
.
การเดินทางของอาชญากรที่อังกฤษไม่พึงปรารถนาไปยังพื้นที่แปลกปลอม เริ่มขึ้นครั้งแรกในตอนเช้ามืด เวลาสามนาฬิกาของวันที่ 13 พฤษภาคม 1787 เรือจำนวน 11 ลำเดินเครื่องออกสู่ท้องทะเลจากท่าเรือพอร์ตสมัธ บนลำเรืออัดแน่นไปด้วยผู้โดยสารกว่า 1,400 คน ทั้งผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก คนเรือ และทหาร แต่ผู้ชาย 600 คน และผู้หญิง 200 คนในจำนวนนั้นเดินทางไปกับเรือเพื่อรับโทษทัณฑ์ พวกเขาเหล่านั้นถูกตัดสินความผิดคดีฆาตกรรม ทำร้ายร่างกาย ปล้นชิงทรัพย์ ลักทรัพย์ ฯลฯ เนื่องจากกฎหมายอังกฤษจากปี 1718 ยินยอมให้เนรเทศนักโทษที่ถูกตัดสินโทษเจ็ดปี เท่าเทียมกันกับนักโทษคดีลักทรัพย์ นั่นหมายความว่า ทุกคดีความผิด นักโทษสามารถได้รับโทษเสมอเหมือนกันได้
.
ปี 1784 พระเจ้าจอร์จที่ 3 (George III) ทรงลงพระนามเห็นชอบกฎหมายเนรเทศนักโทษ และทรงเห็นพ้องกับสภาที่ปรึกษาเมื่อเดือนธันวาคม 1786 ให้มีการก่อสร้างที่คุมขังนักโทษบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกของออสเตรเลีย ที่ซึ่งมีชาวยุโรปน้อยคนเท่านั้นที่เคยพบเห็น เพื่อการนี้กัปตันอาร์เธอร์ ฟิลลิป (Arthur Phillip) ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการเดินเรือ พร้อมกับตำแหน่งผู้ว่าการรัฐนิวเซาธ์เวลส์ในคราวเดียวกัน
.
ย้อนกลับไปปีเมื่อ 1770 เจมส์ คุก (James Cook) เคยล่องเรือเข้าจอดเทียบท่าที่เขาตั้งชื่อในเวลาต่อมาว่า “นิวเซาธ์เวลส์” ในครั้งนั้นมีโจเซฟ แบงก์ส (Joseph Banks) นักวิจัยธรรมชาติคนดังร่วมเดินทางไปด้วย ซึ่งรู้สึกชื่นชอบพื้นที่อ่าวตรงนั้น และตั้งชื่อให้มันว่า “โบทานี เบย์” แบงก์สบรรยายถึงลักษณะภูมิอากาศที่นั่นว่าดีงาม ผืนดินอุดมสมบูรณ์ และมีพวก ‘อินเดียนแดง’ ที่พร้อมจะละทิ้งแผ่นดินอย่างรวดเร็ว
.
‘ลอร์ด ซิดนีย์’ หรือธอมัส ทาวน์เชนด์ (Thomas Townshend) รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของอังกฤษ สนใจแผ่นดินอันไกลโพ้นเพียงเหตุผลเดียว ตรงที่มันตั้งอยู่ห่างไกลจากอังกฤษ นั่นเพราะเขาต้องการสถานที่ไหนสักแห่งที่สามารถผลักไสกลุ่มคนชั้นต่ำไปให้พ้นราชอาณาจักร นับแต่เริ่มยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจำนวนวนิพกและขโมยขโจรในย่านสลัมของเมืองเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้นจะขับไล่นักโทษไปอเมริกาก็ไม่ได้อีกแล้ว เนื่องจากอเมริกาเพิ่งแยกตัวออกจากประเทศแม่ เรือนจำในอังกฤษเองก็แออัด ไม่เพียงพอจะรองรับนักโทษได้อีก
.
แผนการก่อสร้างในพื้นที่โบทานี เบย์จึงมีนัยยะทางการเมือง และเป็นจุดหมายปลายทางของเรือขนส่งนักโทษ 11 ลำแรกที่เดินทางไปถึง เมื่อวันที่ 26 มกราคม 1788 หลังจากเดินทางนานถึงเจ็ดเดือน เรือเข้าจอดเทียบท่าพอร์ต แจ็กสัน ที่กัปตันคุกเป็นคนตั้งชื่อ แต่อาร์เธอร์ ฟิลลิป-ผู้บัญชาการเรือ เรียกพื้นที่บริเวณนั้นว่า “ซิดนีย์ โคฟ” และทำการยกธงอังกฤษขึ้นเสา แสดงตัวเป็นผู้ครอบครอง
.
สำหรับพลเมืองที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณนั้นมาไม่ต่ำกว่า 50,000 ปีแล้ว หมายถึงภัยพิบัติกำลังเริ่มต้นขึ้น
.
.
ประชากรของออสเตรเลียในปัจจุบันประกอบด้วยผู้คนจากหลายหลายชาติพันธุ์ นอกเหนือจากชาวอะบอริจินและชาวเกาะทอร์เรส สเทรต ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมแล้ว ก็มีชาวอังกฤษทั้งที่เป็นเจ้าอาณานิคมและนักโทษ รวมถึงผู้อพยพจากภูมิภาคต่างๆ ของโลก โดยเฉพาะหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง จำนวนประชากรของออสเตรเลียมีเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
.
ถ้ายังติดใจกับคำถามที่ว่า “ชาวออสซีทุกคนเป็นอาชญากรหรือไม่?” ชาวอะบอริจินสามารถตอบแทนได้ว่า “ไม่ใช่เลย” แต่ “ชาวออสซีจำนวนมากเหยียดชาติพันธุ์” คนให้คำตอบบอกเหตุผล เป็นเพราะพลเมืองชาวอะบอริจินส่วนใหญ่ต้องโทษอยู่ในเรือนจำ ทั้งที่จำนวนประชากรอะบอริจินมีอยู่ราวสองเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่เรือนจำบางแห่งในออสเตรเลียมีนักโทษเป็นชาวอะบอริจินอยู่ถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์
.
ภัยพิบัติของชนพื้นเมืองในออสเตรเลียที่เกิดขึ้นมายาวนานเพิ่งได้รับการแก้ไขเยียวยา หลังจากรัฐบาลได้ยกเลิกนโยบายออสเตรเลียขาวในปี 1973 มีการจัดตั้งโครงการจำนวนมากเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมความสามัคคีเชื้อชาติที่ขึ้นอยู่กับนโยบายของวัฒนธรรมหลากหลาย
.
และตั้งแต่ปี 1998 รัฐบาลออสเตรเลียยังกำหนดให้วันที่ 26 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวัน National Sorry Day เพื่อเป็นการรำลึกสำหรับการกระทำผิดต่อชาวอะบอริจิน
.
ส่วนวันชาติ 26 มกราคมของทุกปีที่มีงานเฉลิมฉลองกันนั้น ชาวอะบอริจินที่รับรู้ประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ของตนเองต่างเข้าใจดีว่า มันคือ วันรุกรานของนักล่าอาณานิคมอังกฤษครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
.
.
เรื่อง : บุญโชค พานิชศิลป์
ภาพ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข
.
.
อ้างอิง

Dennis Gastmann, Mit 80,000 Fragen un die Welt, Rowohlt Berlin (2011)

https://www.sueddeutsche.de/…/geschichte-der-entdecker-euro…

https://www.grin.com/document/97294