Oriental World

คำสาปของ 'องค์ชายนากายะ'  

ระหว่างที่การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์กำลังทำให้จีนต้องตกที่นั่งลำบากอยู่นั่น 'เพื่อนรัก เพื่อนแค้น' อย่างญี่ปุ่นก็ตกที่นั่งลำบากเช่นกัน เพราะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้คนที่นั่นวิตกว่าอาจกระทบต่อการเป็นเจ้าภาพกีฬาโอลิมปิกที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือน
 
แต่ทั้งจีนและญี่ปุ่นไม่ทอดทิ้งกัน จีนช่วยประสานงานให้ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เดินทางมารับพลเมืองกลับไป ส่วนชาวญี่ปุ่นก็ช่วยส่งกำลังใจและเวชภัณฑ์ไปให้คนจีน หนึ่งในนั้นคือ สำนักงานการสอบภาษาจีน HSK สาขาญี่ปุ่น ที่ส่งสิ่งของบริจาคมาให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ในมณฑลหูเป่ย
บนกล่องสิ่งของนั้นมีตัวอักษร 8 ตัวเขียนไว้ว่า 山川異域,風月同天 แปลว่า "ภูเขาลำธารแม้นต่าง หากลมเดือนนั้นร่วมฟ้า" หมายความว่า แม้นจะอยู่คนละแผ่นดิน แต่เห็นจันทร์ดวงเดียวกัน เราเป็นชาวโลกเฉกเช่นกัน เป็นผู้มีอุดมการณ์ร่วมกัน
 

ตัวอักษรบนกล่องบริจาค จากสำนักงานการสอบภาษาจีน HSK สาขาญี่ปุ่น

ข้อความนี้ปรากฎใน 'ชีวประวัติภิกษุต้าถังเดินทางไปตะวันออก' (唐大和尚東征傳) เป็นบทกวีที่เขียนโดยองค์ชายนากายะเพื่ออาราธนาพระเถระเจี้ยนเจินแห่งอาณาจักต้าถัง ให้เดินทางไปยังญี่ปุ่นเพื่อเผยแพร่พุทธศาสนา พระเถระนั้นเมื่อได้อ่านข้อความนี้เกิดความประทับใจอย่างมาก จึงดั้นด้นเดินทางไปญี่ปุ่นด้วยความยากลำบาก แม้จะต้องประสบอุปสรรคไม่อาจไปถึงจุดหมายได้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนนัยน์ตาของท่านมืดบอดลง แต่สุดท้ายในครั้งที่ 6 แห่งปีที่ 11 แห่งความพยายาม ท่านก็เดินทางไปถึงญี่ปุ่น และสถาปนาการอุปสมบทที่ถูกต้องเป็นครั้งแรกในแผ่นดินญี่ปุ่น
 
พูดง่ายๆ ก็คือ ด้วยบทกวีนี้ทำให้ญี่ปุ่นได้มีการบวชพระอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรก และต้องขอบคุณบทกวีอันซาบซึ้งตรึงใจขององค์ชายนากายะ
 
องค์ชายนากายะ (長屋王) คือใคร?
 
ทรงเป็นโอรสขององค์ชายทาเคอุจิ บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคอะซุกะ เป็นผู้ช่วยเหลือพระราชบิดาคือจักรพรรดิเทนมูกำราบปฏิปักษ์และขึ้นครองราชย์ได้สำเร็จ รัชสมัยของเทนมู (ผู้เป็นพระอัยกาขององค์ชายนากายะ) พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ถึงขนาดที่องค์จักรพรรดิมีโองการให้งดกินเนื้อสัตว์เลี้ยงทุกประเภท เว้นแต่สัตว์ป่าที่ล่ามาได้
 
ด้วยความที่พระอัยกาและพระบิดาต่อสู้เพื่อชิงบัลลังก์มาได้และสร้างญี่ปุ่นที่เจริญรุ่งเรือง เมื่อถึงยุคขององค์ชายนากายะ (สมัยนาระ) ราชสกุลสายของพระองค์จึงเป็นเชื้อพระวงศ์ที่ทรงอิทธิพลที่สุด วังของพระองค์นั้นกว้างขวางใหญ่โตนัก หรูหราขนาดที่ว่ามีมีห้องเก็บน้ำแข็งเอาไว้เสวยในฤดูร้อน ดูเหมือนว่าใต้ฟ้านี้นอกจากองค์จักรพรรดิแล้ว ไม่มีผู้ใหญ่ที่จะยิ่งใหญ่กว่าองค์ชายนากายะ
 
แต่ในเวลานั้นการเมืองในราชสำนักญี่ปุ่นดุเดือดยิ่งนัก นอกจากสกุลเชื้อพระวงศ์แล้ว ยังมีสกุลราชบริพารที่เรืองอำนาจแต่โบราณ และกำลังเริ่มที่จะแทรกแซงราชสำนัก
 
ก่อนหน้านั้นไม่นาน ราชสำนักญี่ปุ่นขัดแย้งกันเรื่องการนำเข้าพุทธศาสนา เดิมนั้นญี่ปุ่นนับถือเทพเจ้า โดยมีอามาเตระสุ สุริยเทพีเป็นบรรพชนของจักรพรรดิ องค์จักรพรรดิจึงทรงเป็นเทพเจ้าในร่างมนุษย์ แต่เมื่อพุทธศาสนาถูกนำเข้ามา 'เทพเจ้า' จึงเริ่มหวั่นไหวเพราะความน่าอัศจรรย์ของพระรัตนตรัย จึงทรงยอมรับศาสนาใหม่และบางรัชกาลถึงกับลดสถานะของพระองค์ลงมาเป็น "ข้ารับใช้พระรัตนตรัย"
 
สกุลขุนนางที่เคยทำหน้าที่เป็นนักบวชในศาสนาท้องถิ่นจึงเริ่มคัดค้านเพราะย่อมเป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อศาสนาใหม่เข้ามา ศาสนาเก่าย่อมเสื่อมความสำคัญ หนึ่งในสกุลสำคัญคือ 'นากาโตมิ' และ 'โมโนโนเบะ' ที่เป็นผู้ทำหน้าที่บวงสรวง 'คามิ' หรือเทพเจ้าท้องถิ่นมาก่อน
 
การเผชิญหน้านี้นำไปสู่สงครามกลางเมืองในที่สุดผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะหลายครั้ง และจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายสนับสนุนพุทธศาสนา พวกโมโนโนเบะถูกกำราบจนสิ้นอิทธิพล แต่พวกนากาโตมิเป็นนกรู้ เปลี่ยนข้างได้ทันการณ์ หันมาสวามิภักดิ์กับฝ่ายสนับสนุนพุทธศาสนา จึงรอดพ้นจากการถูกกำราบ ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อสกุลใหม่เป็น 'ฟุจิวาระ'
 
สกุลขุนนางที่สนับสนุนพุทธศาสนาคือพวกโซงะ ได้กระหยิ่มยิ้มย่องได้ไม่นาน ก็ถูกราชสำนักเพ่งเล็งฐานชนะแล้ววางก้ามมากเกินไปจนเป็นภัยแก่บัลลังก์ ราชสำนักจึงผนึกกำลังกับพวกฟุจิวาระที่แปรพักตร์มาหมาดๆ กำจัดพวกโซงะจนหมดสิ้นวงศ์
 
นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ฟุจิวาระรุ่งเรืองอย่างมากเพราะไร้คู้ต่อกร โดยเฉพาะในสมัยฟุจิวาระ โนะ คาตาโมริ ผู้ยอมเปลี่ยนฝ่ายมาสนับสนุนฝ่ายพุทธศาสนา (แต่ในทางพฤตินัยยังคงทำหน้าที่บวงสรวงเทพเจ้า) และต่อมาส่งอำนาจไปยังบุตรชายคือ ฟุจิวาระ โนะ ฟุฮิโตะ ผู้ทำให้ตระกูลยิ่งเข้มแข็งขึ้นไปอีก
 
แต่อำนาจไม่เข้าใครออกใคร เมื่อหมดขุนนางด้วยกันแล้ว ฟุจิวาระก็หันมาจับจ้องที่พวกเชื้อพระวงศ์ที่เคยร่วมกันผนึกกำลังกำจัดสกุลขุนนางอื่นๆ และเชื้อพระวงศ์ที่มีอำนาจสูงสุดคือ องค์ชายนากายะ
 
เมื่อฟุจิวาระ โนะ ฟุฮิโตะสิ้นชีวิตไปแล้วในปี 720 องค์ชายนากายะจึงฉวยโอกาสกุมอำนาจในราชสำนักแต่ผู้เดียว แต่มิได้ทรงใช้อำนาจอย่างคนกระหายที่จะเป็นใหญ่ ตรงกันข้าม ทรงใช้อำนาจนี้จัดระเบียบการปกครองบ้านเมืองก่อนเป็นอันดับแรกๆ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาคนยากคนจน ช่วยเหลือผู้ประสบทุพภิกขภัย และภัยธรรมชาติ
 
นโยบายสำคัญๆ ก็เช่น ทรงสั่งให้ยกเลิกการเกณฑ์ไพร่พลในแคว้นที่ผู้คนลำบากยากเย็น ยกเลิกเก็บภาษีครอบครัวของทหารที่เสียชีวิตในสมรภูมิ ยกเว้นภาษีในแคว้นห่างไกล เพื่อกระตุ้นให้ผู้คนอพยพไปหักร้างถางพง เนื่องจากในเวลานั้นประชากรของญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น
 
ในด้านรัฐประศาสนศาสตร์ทรงดำเนินนโยบายโดยคำนึงถึงประชาชนเป็นอันดับแรก ในด้านความมั่นคงก็ทรงปรีชาในการศึก ปราบปรามกบฎในแคว้นห่างไกลได้เป็นผลสำเร็จ ดูเหมือนว่าญี่ปุ่นกำลังจะเข้าสู่ยุคทองอีกครั้งหนึ่งภายใต้การบริหารขององค์ชายนากายะ
 
แน่นอนว่าลูกหลานของฟุจิวาระ โนะ ฟุฮิโตะย่อมไม่มีวันยินยอมให้องค์ชายนากายะกุมอำนาจในราชสำนักแต่ผู้เดียว แม้จะทรงสร้างยุคสมัยอันร่มเย็นก็ตาม
 
ในที่สุดมีข้าราชการชั้นผู้น้อยคนหนึ่งอ้างว่า "องค์ชายนากายะทรงคิดจะโค่นล้มแผ่นดินด้วยการใช้ไสยเวทย์" จักรพรรดิทรงเชื่อสนิทพระทัย แล้วพิพากษาว่าองค์ชายต้องโทษเป็นขบถ
 
เมื่อเป็นดังนี้จึงสบโอกาสที่พวกฟุจิวาระ 4 พี่น้องซึ่งเป็นบุตรชายของฟุจิวาระ โนะ ฟุฮิโตะจะเล่นงานพระองค์ (มีผู้ตั้งสมมติฐานว่าอาจเป็นทั้งที่สี่ที่สมคบกันใส่ร้ายองค์ชายนากายะ)
 
เมื่อฝ่ายตรงข้ามกำลังมาล้อมวัง องค์ชายทรงไม่ยอมตายด้วยโทษที่ไม่ได้ก่อ จึงตัดสินพระทัยปลงพระชนม์ชีพ ส่วนครอบครัวของพระองค์ทั้งพระชายาและโอรสธิดาไม่อาจรอดโทษตายเช่นกัน
 
นี่เรียกว่า กรณีการรัฐประหารองค์ชายนากายะ (長屋王の変)
 
ในนิฮง เรียวกิ (日本霊異記) ว่าด้วยตำนานอัศจรรย์ทางพุทธศาสนา บรรยายว่า องค์ชายนากายะทรงได้รับมอบหมายให้ดูแลการถวายภัตตาหารภิกษุในงานพิธีหลวง แต่ระหว่างนั้นมีภิกษุแสดงท่าทางพิกลเข้ามาในครัว จึงทรงใช้คฑางาช้างตีไปที่ศีรษะของภิกษุชั้นผู้น้อยรูปหนึ่งจนเลือดอาบศีรษะ ภิกษุรูปนั้นร้องขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด แล้วก็หายตัวไป ผู้คนจึงร่ำลือว่านี่เป็นลางไม่ดีเป็นแน่แท้ อีก 2 วันต่อมา ก็มีผู้รายงานจักพรรดิว่าองค์ชายคิดก่อกบฎ นี่คงเป็นผลกรรมที่ทำให้พระองค์ต้องพินาศในกาลต่อมา
 
หลังจากนี้ตระกูลฟุจิวาระก็หมดเสี้ยนหนาม บุตรชายทั้งสี่ของฟุจิวาระ โนะ ฟุฮิโตะก็ก้าวขึ้นมากุมอำนาจ และหลังจากนี้บุตรชายของพวกเขาก็จะสยายปีกครอบงำราชสำนักยิ่งขึ้น โดยตั้งตนเป็นอุปราชผู้สำเร็จราชการสืบทอดอำนาจฟุจิวาระอีกหลายสิบชั่วรุ่น
 
แต่ก่อนจะถึงวันนั้น บุตรของฟุจิวาระ โนะ ฟุฮิโตะทั้งสี่ล้วนพบจุดจบอันน่าฉงน
 
หลังจากองค์ชายนากายะสิ้นพระชนม์ด้วยความคับแค้นพระทัยในปี 729 จักรพรรดิทรงสั่งให้นำศพของคนในครอบครัวพระองค์ไปทิ้งน้ำนอกเมืองหลวงทั้งหมด ส่วนร่างขององค์ชายให้ไปฝังไว้ที่แคว้นโทสะอันห่างไกล แต่เมื่อฝังแล้วชาวโทสะเกิดล้มตายมากมาย จนร่ำลือกันว่าเป็นเพราะคำสาปขององค์ชาย จนองค์จักรพรรดิต้องทรงย้ายพระศพองค์ชายมาใกล้ๆ นครหลวง
 
สุสานขององค์ชายนากยะ (ภาพโดย Saigen Jiro / commons.wikimedia)

ต่อมาในปี 737 เกิดโรคไข้ทรพิษระบาดไปทั่วญี่ปุ่น ผู้คนล้มตายไปมากมาย บุตรของฟุจิวาระ โนะ ฟุฮิโตะทั้งสี่ที่มีส่วนล้มล้างองค์ชายนากายะ ต่างติดโรคตายไปทีละคนๆ จนกระทั่งตายกันหมด ทำให้เกิดเสียงเล่าลือว่า วิญญาณอาฆาตขององค์ชายนากายะมาทวงหนี้ชีวิตคนเหล่านี้
 
หลังจากนั้นแม้แต่องค์จักรพรรดิก็ทรงหวั่นพระทัย ทรงประกอบพุทธพิธีเพื่อหยุดยั้งเภทภัย และหลังจากนั้นพระราชทานตำแหน่งยศให้กับลูกหลานขององค์ชายนากายะที่ยังหลงเหลืออยู่ นัยว่าเพื่อทำให้วิญญาณอาฆาตหายโกรธเกรี้ยว
 
แล้ววิญญาณอาฆาตก็เงียบหายไปอีกพันกว่าปี แต่ชาวญี่ปุ่นไม่มีวันลืมเลือนคำสาปนี้
 
จนกระทั่งในปี 1988 มีการปราบที่ดินเพื่อสร้างห้างสรรพสินค้าโซโก้ (Sogo) พบหลักฐานว่าพื้นที่นั้นคือวังเก่าขององค์ชายนากายะ เป็นการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ทางโบราณคดีของประเทศ แต่เจ้าของห้างโซโก้กลับไม่ยินยอมหยุดการก่อสร้าง แม้จะมีเสียงคัดค้านจากประชาชนและนักวิชาการ และยังมีเสียงเล่าลือว่าทางห้างทำพิธีสะกดดวงวิญญาณ 'ผีเฝ้าวัง' เอาไว้
 
แต่ห้างโซโก้ปิดตัวลงในปี 2000 พร้อมกับการล้มละลายของบริษัท Sogo Group หลังจากนั้นไม่กี่ปี ห้างอิโต-โยกาโด นาระ (Ito-Yokado Nara) รับช่วงแทน แต่ก็ไปไม่รอดต้องปิดตัวลงอีกในปี 2017
 
เมื่อถึงตอนนั้นชาวญี่ปุ่นจึงเริ่มซุบซิบกันอีกครั้งว่านี่คงเป็น คำสาปขององค์ชายนากายะ (長屋王の呪い) ที่กลับมาหลอกหลอนอีกหลังจากผ่านไปพันกว่าปี
 
 ห้าง ที่ตั้งเดิมของวังองค์ชายนากายะ (ภาพโดย 投稿者(AEONseven&i)/ commons.wikimedia)

ปัจจุบัน วังขององค์ชายนากายะยังคงเป็นห้างสรรพสินค้า เพราะมีคนใจกล้ามาเปิดบริการใหม่ในชื่อ เอ็ม นาระ (M! Nara) เมื่อปี 2018 ก็ได้แต่หวังใจว่าจะไม่ถูกคำสาปเล่นงานไปอีกราย.
 

 
เรื่อง : กรกิจ ดิษฐาน
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญสุข