Ancient Civilizations

7 เมนูแปลกสมัยโรมัน 

ลิ้นนกยูง ... สมองวีเซิล ... หนอกอูฐ ... มดลูกหมู ... สลัดแมงกะพรุน ... ซุปยีราฟ ... ไส้กรอกเลือด ...
 
เมนูเหล่านี้อาจทำให้คุณรู้สึกว่ามาจากตลาดแห่งหนึ่งในอู่ฮั่นหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ นี่คือส่วนหนึ่งของรายการอาหารที่ชาวโรมันกิน หรืออย่างน้อยก็มีหลักฐานว่าเคยมีการทำอาหารเหล่านี้มาก่อน หลายอย่างไม่ใช่อาหารหลักที่กินกันอยู่เป็นประจำ หลายอย่างเป็นของต่างถิ่นต่างแดนที่นานๆ จะมีให้กิน หรือเป็นของที่คนมีฐานะเท่านั้นถึงจะกินได้ 
 
จากข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาจากจีนที่สร้างความตื่นตระหนกอยู่ในขณะนี้ ขณะนี้สันนิษฐานว่าต้นตอของการรับเชื้อน่าจะมาจากตลาดค้าอาหารทะเลแห่งหนึ่งในเมืองอู่ฮั่น ที่ไม่เพียงจำหน่ายอาหารทะเลตามชื่อของสถานที่เท่านั้น แต่ยังพบว่ามีการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายสัตว์แปลกๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้นิยม 'เปิบ' อาหารที่เชื่อว่าเป็นยาดี ไม่ว่าจะเป็น โสุนัขจิ้งจอก จระเข้ ลูกหมาป่า ซาลาแมนเดอร์ อูฐ งู หนู นกยูง เม่น ตัวพอสซัม และหมีต้นไม้ ซึ่งในภาษาจีนหมายถึง 'โคอาลา'  
 
แต่ข่าวบางกระแสก็ว่าต้นตอของเชื้อไวรัสมรณะนี้มาจากค้างคาวผลไม้หรืองูในท้องถิ่นของจีนเอง ไม่ใช่สัตว์จากต่างแดนที่ไหน กระนั้นก็ไม่ได้ทำให้ผู้คนคลายความหวั่นวิตกลงได้ ในทางกลับกันยังสร้างความสับสนมากขึ้นด้วย
 
พูดถึงเรื่องอาหารแปลกๆ ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องการรับรู้และความรู้สึกด้วยส่วนหนึ่ง เพราะได้พบเห็นผู้คน อาหาร ข้าวของ ฯลฯ ที่ต่างจากวิถีชีวิตปกติ เราก็มักเรียกสิ่งนั้นว่าแปลกประหลาด การกินอาหารก็เช่นเดียวกัน อาหารที่ผู้คนยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ในพื้นที่หนึ่งหรือในวัฒนธรรมหนึ่งกินกันอยู่ตามปกติ อาจกลายเป็นของแปลกพิสดารของคนนอกวัฒนธรรมก็เป็นได้
 
วันนี้ผมมีเรื่องอาหารแปลกๆ ที่ผู้คนสมัยโรมันเมื่อหลายศตวรรษก่อนเขากินกันหรืออย่างน้อยก็มีบันทึกว่าเคยมีการทำอาหารเช่นนี้มาก่อน แต่ก็มีคนประเภทหนึ่งโดยเฉพาะชนชั้นสูงที่พอใจจะกินอาหารแปลกๆ ยิ่งเป็นของหายาก ของนำเข้าจากต่างแดน หรือเป็นของที่มาจากดินแดนที่พิชิตมาได้ก็ยิ่งต้องกิน ส่วนหนึ่งก็เพื่อแสดงอำนาจเหนือทรัพยากรของดินแดนนั้นๆ ด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นอยากลิ้มลองของใหม่ๆ น่าจะเป็นแรงผลักดันเบื้องหลังการ 'เปิบ' อาหารแปลกๆ เหล่านี้ไม่น้อยไปกว่าปัจจัยอื่น
 
งานเลี้ยงอาหารชนชั้นสูงของโรมัน (ภาพวาดโดยศิลปินอิตาลี ปลายศตวรรษที่ 19) ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/c8/Parassita-big.jpg

หลักฐานประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีอยู่หลายชิ้นครับ ที่ควรกล่าวถึง ได้แก่ ตำราอาหารของอาพิคุส (Apicus) ในศตวรรษที่ 1 ที่แม้จะเนื้อหาหลงเหลือมาถึงปัจจุบันบางส่วน ก็เมนูในเอกสารดังกล่าวก็ทำให้เราเห็นภาพอาหารการกินของชาวโรมันได้ไม่น้อย หลายเมนูคล้ายๆ กับเราก็มีครับ เช่น ไข่ต้มยางมะตูมราดซอสลูกสนกับน้ำผึ้ง เนื้อปลาทูน่าคลุกกับน้ำผึ้ง อินทผาลัม น้ำส้มสายชูและไวน์ กุ้งต้มปรุงรสด้วยพริกไทยดำและไข่แดง หมูป่าย่าง เป็นต้น แต่ที่แปลกๆ ก็อย่างเช่น หนูดอร์เมาส์ (dormouse) ยัดไส้เสียบไม้ย่าง สตูนกกระจอกเทศ เป็นต้น
 
ตำราอาหารของอาพิคุส ฉบับพิมพ์ปี 1709 ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/7f/Apicius1709_bis.jpg 

อีกชิ้นหนึ่งคือ 'ซาไทริคอน' (Satyricon) นิยายเสียดสีที่เขียนโดย กาอิอุส เปโตรนิอุส อาร์บิเตร์ (Gaius Petronius Arbiter) มีเนื้อหาเสียดสีล้อเลียนชีวิตคนชั้นสูงผู้ร่ำรวยของโรมันในศตวรรษที่ 1 โดยเฉพาะในตอนที่กล่าวถึงงานเลี้ยงอาหารหรูหราของตริมาลโช (Trimalchio) ทาสผู้สะสมเงินทองจนไถ่ตัวให้เป็นไท นอกจากนี้ก็ยังมีพระประวัติของ จักรพรรดิเอลากาบาลุส (Elagabalus) ของโรมันในศตวรรษที่ 3 ซึ่งเขียนโดยเอลิอุส ลัมพริดิอุส (Aelius Lampridius) ที่กล่าวพระจักรพรรดิพระองค์นี้โปรดเสวยอาหารแปลกๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวนกแก้วแช่ในการุม (garum) เครื่องปรุงของโรมันที่มีกรรมวิธีทำคล้ายๆ น้ำปลาในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีลูกชิ้นที่ทำจากเนื้อโลมา เป็นต้น
 
รูปแกะสลักหินอ่อนของจักรพรรดิเอลากาบาลุส (ครองราชย์ ค.ศ. 218-222) ที่มาของภาพ https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/b/b8/Elagabalo_%28203_o_204-222_d.C%29_-_Musei_capitolini_-_Foto_Giovanni_Dall%27Orto_-_15-08-2000.jpg/420px-Elagabalo_%28203_o_204-222_d.C%29_-_Musei_capitolini_-_Foto_Giovanni_Dall%27Orto_-_15-08-2000.jpg
 
เอาล่ะ ถึงตอนนี้ผมว่าคุณผู้อ่านหลายท่านคงอยากทราบว่าอาหารที่ว่าแปลกๆ ของโรมันนั้นมีอะไรและแปลกอย่างไร วันนี้คัดมาเล่าสัก 7 เมนูก็แล้วกันครับ
 
 
1. ลิ้นนกยูง
 
กล่าวกันว่าจักรพรรดิเอลากาบาลุสเคยอ่านงานเขียนของอาพิคุสที่บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างนำมาปรุงเป็นอาหารได้ทั้งสิ้น ดังนั้นพระองค์จึงโปรดเสวยทุกอย่างภายใต้ดวงอาทิตย์ ในจำนวนนี้มี 'ลิ้นนกยูง' และ 'ลิ้นนกไนติงเกล' เพราะเชื่อกันว่าใครก็ตามที่ได้กินอาหารเมนูนี้จะมีสุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บไม่ไข้ ที่สำคัญเชื่อว่าลิ้นนกทั้งสองชนิดเป็นยาป้องกันโรคระบาดโดยเฉพาะกาฬโรคที่ทำให้ผู้คนล้มตายไปทีละมากๆ ในสมัยโบราณอีกด้วย
 
2. มดลูกหมู
 
คนโรมันนิยมกินมดลูกของหมูสาวพรหมจรรย์ ซึ่งก็คือ หมูตัวเมียโตเต็มวัยแต่ยังไม่ผ่านการมีลูก ว่ากันว่าจะทำหมันมันเสียก่อนระยะหนึ่งแล้วจึงฆ่าเพื่อให้มั่นใจว่าระหว่างนั้นมันจะไม่แอบไปมีอะไรกับหมูตัวผู้เสียก่อน ตำราอาหารของอาพิคุสกล่าวถึงการใช้มดลูกหมูเป็นส่วนประกอบในอาหารอยู่หลายเมนู เช่น นำมดลูกหมูสาวมาปรุงกับพริกไทยดำ เมล็ดเซเลอรี (celery) หรือขึ้นฉ่ายฝรั่ง ใบมิ้นต์แห้ง น้ำผึ้ง น้ำส้มสายชูและเครื่องปรุงอีกหลายชนิด เป็นต้น
 
3. ยีราฟ
 
มีการขุดค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีเป็นกระดูกยีราฟในบ่อเกรอะของภัตตาคารแห่งหนึ่งที่เมืองปอมเปอีโบราณซึ่งจมอยู่ใต้เถ้าภูเขาไฟวิสุเวียสตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 บนกระดูกที่พบมีร่องรอยของการชำแหละ ตัด สับด้วยของมีคม ที่บริเวณข้อต่อขา ซึ่งแสดงว่ามีการนำปรุงเป็นอาหาร อาจแทะกินเนื้อและกระดูกอ่อน หรือบางทีอาจนำกระดูกนั้นมาต้มเป็นน้ำซุปก็ได้ แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานว่ายีราฟถูกจับมาจากป่าแล้วนำมาเลี้ยงไว้เพื่อรอนำมาปรุงเป็นอาหารเหมือนร้านอาหารป่าที่พบเห็นได้ทั่วไปหรือไม่ เพราะซากยีราฟที่พบในปอมเปอีเป็นเพียงซากเดียวที่พบจากแหล่งโบราณคดีในอิตาลี
 

ส่วนหนึ่งของโครงกระดูกยีราฟที่พบในปอมเปอี ที่มาของภาพ https://imgix.ranker.com/user_node_img/50070/1001389797/original/a-butchered-giraffe-bone-photo-u1?w=650&q=50&fm=pjpg&fit=crop&crop=faces 
 
4. เพียงพอน
 
เพียงพอนหรือตัววีเซิล (weasel) ไม่ใช่อาหารที่พบได้ทั่วไปในเมนูอาหารของชาวโรมัน แต่เชื่อกันว่าเนื้อของมันเป็นยารักษาโรคลมชักหรือลมบ้าหมู พลินีผู้อาวุโส (Pliny the Elder) นักเขียนคนสำคัญคนหนึ่งของโรมันในศตวรรษที่ 1 กล่าวถึงสรรพคุณของเพียงพอนว่า “สมองของมันมีรสชาติดีมาก นิยมนำมาตากแห้งแล้วผสมเครื่องดื่ม เช่นเดียวกับตับ เครื่องในและกระเพาะปัสสาวะของมันที่นำมาตากแห้งแล้วปรุงกับผักชีใช้เป็นยารักษาโรคลมบ้าหมูได้” นอกจากนี้ัยังกล่าวว่าเนื้อเพียงพอคลุกเกลือรักษาบาดแผลจากงูกัดได้ด้วย
 
5. โลมาและแมงกะพรุน
 
อาจเป็นเพราะชาวโรมันอาศัยอยู่ใกล้ทะเลจึงนิยมชมชอบการกินอาหารทะเล รวมถึงโลมาที่ชาวประมงจับได้โดยบังเอิญอีกด้วย แม้จะเคยมีการออกกฎหมายห้ามกินเนื้อโลมา แต่ชนชั้นสูงผู้มั่งคั่งของโรมันก็มีหนทางหามากินจนได้ มีหลักฐานว่า ชายคนหนึ่งชื่อรูติลิอุส (Rutilius) ซื้ออาหารจากชาวประมงที่เคยเป็นทาสของเขามาก่อน ในจำนวนนั้นมีเนื้อโลมารวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับแมงกะพรุนที่แม้จะไม่ใช่อาหารหลักของโรมัน แต่หากได้มาก็จะนำมาทอด กินเป็นสลัดหรือผสมกับเครื่องปรุงอื่นตุ๋นสำหรับกินในมื้อค่ำก็ได้
 
6. อูฐ
 
เมื่อใดที่ชาวโรมันได้กินเนื้ออูฐจะถือว่าสุดยอดมาก มีหลักฐานทางโบราณคดีหลายแห่งที่พบซากกระดูกอูฐที่บ่งชี้ว่าพวกมันตายจากการฆ่าและชำแหละเพื่อนำมาเป็นอาหาร แน่นอน จักรพรรดิเอลากาบาลุสก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้เสวยหนอกอูฐ (heel) ตามความเชื่อที่ว่ามันเป็นยารักษาอาการประชวรของพระองค์ได้ 
 
7. ไส้กรอกเลือด
 
ในสมัยโรมันไส้กรอกเลือดหรือ blood pudding ถือว่าเป็นอาหารที่ทำได้ง่ายมาก เพราะแต่ละวันในกรุงโรมจะมีสัตว์อย่างแกะที่ถูกนำมาสังเวยจำนวนมาก เลือดของสัตว์จึงมีอยู่มากมาย อาพิคุสเขียนไว้ในตำราของเขาว่าให้นำเลือดมาผสมกับไข่แดง เครื่องเทศและลูกนัทหรือถั่วเพื่อเพิ่มรสชาติ บางทีก็ผสมไขมันสัตว์ลงไปด้วย จากนั้นจึงเทส่วนผสมข้นๆ ลงในลำไส้ของแกะ แพะ วัวหรือหมู จากนั้นจะนำไปตากแห้ง อบหรือย่างก็ทำได้หลายแบบ อาหารเมนูนี้คนโรมันชอบมาก แต่ชาวคริสต์ในช่วงแรกที่เผยแพร่เข้าไปในจักรวรรดิกลับปฏิเสธ ดังนั้นไส้กรอกเลือดจึงเป็นเครื่องมือหนึ่งของชาวโรมันก่อนศตวรรษที่ 4 ใช้ในการ 'จับ' ว่าใครเป็นชาวคริสต์แล้วนำตัวไปลงโทษในฐานะคนเห็นต่างทางศาสนา
 
ไส้กรอกเลือด (blood pudding) ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับอาหารโรมัน ที่มาของภาพ https://s3-eu-west-1.amazonaws.com/thefoodmarket1/spree/products/15316/e750/ME0037-1.jpg?1530067431
 
 
จากเมนูที่ยกมาจะเห็นว่าหลายอย่างไม่ใช่ของที่กินกันตามปกติ บางอย่างเป็นของต่างถิ่นต่างแดนที่นานๆ จะมีให้กิน ขณะที่มีหลายอย่างที่ 'กินเป็นยา' เพราะเชื่อว่าเนื้อสัตว์เหล่านั้นมีสรรพคุณรักษาโรคได้ 
 
เรากินอาหารที่อยู่รอบตัว หลายอย่างหาได้จากท้องถิ่นที่เราอยู่อาศัย อาหาร 'แปลก' จึงมาพร้อมกับความต่างที่ ต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม ต่างการรับรู้ และแน่นอนอาจนำพาเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เราไม่รู้จักมาด้วย อาหารแปลกจึงมีนัยที่ลึกซึ้งกว่าแค่อาหารต่างถิ่น แต่ยังหมายถึงการเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่รู้แน่ชัดว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษ ถึงจะมีการรับรองกันว่ากินแล้วไม่ตาย แต่ก็ใช่ว่าจะเสมอไป
 
เรื่องราวของอาหารจึงเป็นเรื่องที่มีแง่มุมให้ศึกษาอีกมากมาย เพื่อช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมพื้นฐานที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์ นั่นคือ การกิน ที่แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาแต่สร้างผลกระทบที่ไม่ธรรมดาตลอดเวลาในประวัติศาสตร์
 
 
เรื่อง : ชัยจักร ทวยุทธานนท์
ภาพประกอบ : เพ็ญนภา บุปผาเจริญาสุข

 
 
อ้างอิง
 
Apicus, M.G. (2006). Cooking Apicus. Grainger, S., Editor. Prospect Books. 

Faas, P. (2005). Around the Roman Table: Food and Feast in Ancient Rome. The University of Chicago Press. 

Giacosa, I.G. (1994). A Taste of Ancient Rome. Translated by Anna Herklotz. The University of Chicago Press. 

https://www.ranker.com/list/weird-foods-in-ancient-rome/carly-silver?ref=search

https://www.knowtheromans.co.uk/Sources/HistoriaAugusta/TheLifeofElagabalus/

https://www.britannica.com/biography/Elagabalus

http://penelope.uchicago.edu/Thayer/E/Roman/Texts/Apicius/7*.html

https://www.theatlantic.com/technology/archive/2014/01/how-did-people-in-ancient-pompeii-end-up-eating-giraffes/282795/

http://penelope.uchicago.edu/~grout/encyclopaedia_romana/wine/apicius.html

http://www.tertullian.org/articles/reeve_apology.htm

https://www.ancient-origins.net/history-ancient-traditions/diet-delicacies-people-pompeii-included-giraffe-and-sea-urchin-008384